หน้าแรก คอลัมนิสต์ เดินหน้าชน : ...

เดินหน้าชน : ‘ชิมช้อปใช้’

4.11.19 | 12:00 น.

ข่าวเมื่อวันก่อนบอกว่า รัฐบาลเตรียมพิจารณาจัดมาตรการต่อเนื่องเปิดโครงการ “ชิมช้อปใช้” เฟส 3 เป็นมาตรการที่ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลให้เหตุผลตั้งแต่เฟสแรกว่า เพื่อต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ การท่องเที่ยวระดับชุมชน ชดเชยกับภาคส่งออกที่เหี่ยวลงจากผลกระทบเศรษฐกิจต่างประเทศ ทั้งค่าบาทแข็งและสงครามการค้าของมหาอำนาจโลกทั้งสหรัฐกับจีนที่กินเวลามาร่วมปี

ถ้าวัดเฉพาะตัวเลขของคนไทยที่เฮโลลงทะเบียนขอใช้สิทธิทั้งสองเฟสที่ผ่านมาถือว่าสวยสดงดงาม โควต้า ลงทะเบียนถูกจองสิทธิหมดเกลี้ยงลงอย่างรวดเร็ว

เฟสแรก มีคนเข้าร่วมโครงการแน่นจนเต็ม 10 ล้านคน ยังมีอีกหลายล้านคนชวดโอกาสเฟสแรก พอต่อ     ชิมช้อปใช้เฟสสองให้โควต้า 3 ล้านคน ที่ยังไม่เคยได้รับสิทธิ ก็มีคนแห่ลงทะเบียนหมดไปเช่นกัน

ผู้ลงทะเบียนได้รับสิทธิเหมือนเฟสแรก เงินสนับสนุน 1,000 บาท กับการใช้จ่ายผ่าน g-Wallet กระเป๋าที่ 1  ยังมีกระเป๋าที่ 2 ได้รับเงินคืนเพิ่มเป็น 20% ของยอดใช้จ่ายตั้งแต่ 30,000-50,000 บาท ครอบคลุมไปถึง     ผู้เข้าร่วมโครงการ 10 ล้านคนแรก

ตรงเฉพาะเงื่อนไขส่วนเงินคืน หรือกระเป๋าที่ 2 นั้น รัฐบาลหวังเพิ่มกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนให้มากขึ้น

Advertisement

นักวิเคราะห์ทั้งหลายมองว่า “ชิมช้อปใช้” ไม่น่ามีแรงกระเพื่อมไปช่วยผลักดันตัวเลขเศรษฐกิจ หรือจีดีพี ในปี 2562 ให้แตะที่ตัวเลขร้อยละ 3 เช่นเดียวกับที่คนของภาครัฐก็ประเมินตัวเลขมาแต่ต้นแล้ว โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลังที่แจ้งตั้งแต่สิ้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมาว่า “ชิมช้อปใช้” ที่ตอนนั้นยังเป็นเฟสแรก จะมีส่วนช่วยให้เกิดการบริโภคภายในประเทศกระตุ้นจีดีพีเพิ่มขึ้นเพียง 0.1-0.2%

ล่าสุด ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับลดประมาณการจีดีพีทั้งปี 2562 เดิมร้อยละ 3.1 เหลือร้อยละ 2.8 หลังภาค   ส่งออก 8 เดือนแรกได้ตัวเลขไม่สวย แล้วก็ชี้ว่า ชิมช้อปใช้ช่วยพยุงจีดีพีเพียงร้อยละ 0.02 เนื่องจาก         ชิมช้อปใช้ในกลุ่มสินค้าประจำวันที่ต้องซื้ออยู่แล้ว จึงส่งผลต่อเศรษฐกิจเพียงเล็กน้อย

ขณะที่ กลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) แถลงเมื่อต้นเดือนตุลาคม ตอนหนึ่งบอกว่า โครงการ “ชิมช้อปใช้” (เวลานั้นยังเป็นเฟสแรก) มีกระแสตอบรับจากประชาชนจำนวนมาก ทางภาคเอกชนก็พร้อมช่วยประชาสัมพันธ์เต็มที่ คาดว่าจะมีเงินหมุนเวียน 20,000-30,000 ล้านบาท ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ประมาณ 0.1-0.2%

น่าสนใจที่ประธานกรรมการหอการค้าไทยมองตั้งแต่ช่วงต้นเดือนตุลาคมดังกล่าวว่า เห็นด้วยที่รัฐบาลจะขยายมาตรการชิมช้อปใช้ออกไปจนถึงช่วงหน้าท่องเที่ยวแตะถึงเทศกาลปีใหม่ แต่ไม่เห็นด้วยที่จะทำเป็นมาตรการระยะยาว ควรรอประเมินความคุ้มค่ามาตรการนี้เสียก่อน

เมื่อมาพิจารณาเวลานี้ คาดกันว่าชิมช้อปใช้เฟส 3 อาจจะผุดขึ้นมาในช่วงรอยต่อปี’62-63 เป็นประชานิยมที่ทางรัฐบาลพึงพอใจ เพราะได้รับความนิยมทั้งประชาชนผู้จับจ่ายและทางผู้ค้ารายย่อยจนถึงรายใหญ่ ทาง  อุตตม สาวนายน รมว.คลัง ให้สัมภาษณ์แล้วว่า ทีมงานกำลังประเมินผลมาตรการชิมช้อปใช้ 2 เฟสแรกก่อน จะเข้าเป้าช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศแค่ไหน

มาตรการชิมช้อปใช้อาจไม่เข้าข่ายว่าเป็น “ยาแรง” ช่วยแก้การใช้จ่ายในมือประชาชน คงต้องดูกันต่อหากมีมากกว่า 2 เฟสแรก จากนั้นรัฐบาลจะยอมยุติโครงการนี้หรือไม่ อย่ามัวแต่ประเมินว่าช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงๆ แต่ก็แค่ระยะสั้นเท่านั้น หวั่นว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในทำนองนี้ อาจจะมีตัวอื่นออกมาและแรงขึ้นอีก จะกลายเป็นของ “คุ้นเคย” ที่คนรับรู้สึกเคยชินแล้ว

วันหนึ่งเมื่อถึงคราวเลือกตั้ง นโยบายประชานิยมวางเงินใส่มือประชาชนอย่างนี้ ถูกนำไปใช้เป็นแผนหาเสียงว่าประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง หวังเพื่อขอให้ได้ ส.ส.เข้าสภา

หากจะคิดกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ต้องช่วยประชาชนอย่างจริงจังให้มีส่วนร่วมออกแรงมากกว่านี้ จะเป็นหนทางแก้ปัญหาที่ยั่งยืนมากกว่า