เราต่างอยู่ในวงแชร์สักแม่หนึ่ง : โดย กล้า สมุทวณิช

มีผู้ให้ความเห็นหลังจากข่าวอื้อฉาวของวงแชร์ “แม่มณี” ว่า เค้าลางหนึ่งซึ่งแสดงให้เห็นถึงว่าเรากำลังอยู่ในช่วงที่ระบบเศรษฐกิจกำลังมีปัญหา คือการปรากฏขึ้นของ “แชร์ลูกโซ่”

นับแต่แชร์แม่ชม้อยที่เป็นตำนานในยุค 80 (หรือช่วง พ.ศ.2525-2530) ก็เกิดขึ้นไล่เลี่ยกับช่วงวิกฤตการณ์เศรษฐกิจน้ำมันและการลดค่าเงินบาท ร่วมยุคกับแชร์ชาร์เตอร์ซึ่งล้มไปในระยะเวลาใกล้เคียงกัน และหลังจากนั้นก็มีแชร์เสมาฟ้าครามในยุคเงินฝืด แชร์บลิชเชอร์
ช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่ ส่วนในยุคหลังโซเชียล ก็มีแชร์ยูฟัน ซินแสโชกุน และจนกระทั่งถึงแม่มณีในปัจจุบัน

สิ่งหนึ่งที่แม่มณีสร้างความเจ็บปวดยิ่งกว่าแม่ชม้อยในตำนานก็คือกลุ่มเป้าหมายที่อาจตกเป็นเหยื่อ ถ้าพิจารณาว่าการ “ร่วมทุน” กับแม่ชม้อยได้นั้นจะต้องมีเงินลงทุนเริ่มต้นที่หนึ่งล้อรถน้ำมัน หรือ 40,000 บาท ซึ่งในยุคปี 2528 นั้นสูงกว่าเงินเดือนของข้าราชการระดับกลางๆ ไปเกือบสิบเท่า ดังนั้น คนที่จะเป็นเหยื่อแม่ชม้อยได้จะต้องเป็นคนที่มีรายได้หรือเข้าถึงแหล่งทุนได้ในระดับคนชั้นกลางขึ้นไป ในขณะที่วงเงินเริ่มต้นที่จะลงทุนกับแชร์แม่มณีได้นั้นต่ำมาก เริ่มต้นเพียง 1,000 บาทเท่านั้น เรียกว่าคนที่มีรายได้ต่ำที่สุดก็อยู่ในเกณฑ์ที่จะลงทุนกับแม่มณีได้

เราคงปฏิเสธได้ยากว่า “เหยื่อ” ของแชร์ลูกโซ่เหล่านี้เกิดจากความโลภและคิดน้อยเกินไป ความคิดน้อยนี้คงแปรผันตามอัตราการจ่ายดอกผล ที่ยิ่งจ่ายมากเกินขอบเขตความเป็นไปได้มากเท่าไร ก็สะท้อนให้เห็นว่าผู้ที่เข้าร่วมทุนอย่างเต็มใจนั้นถูกขับเคลื่อนด้วยความโลภและความคิดที่น้อยลงไปเท่านั้น ถ้าใช้เกณฑ์แม่ชม้อยเป็นตัวเทียบ เห็นว่าอัตราผลตอบแทนที่นางสัญญาจะจ่ายอยู่ที่ประมาณร้อยละ 6.5 ต่อเดือน หรือเทียบเท่าร้อยละ 78 ต่อปี ที่แม้ว่าจะดูสูงเกินจริง แต่มันก็ไม่ได้ถึงขนาดจะเป็นไปไม่ได้เอาเสียเลย เพราะนักลงทุนผู้มีความสามารถหรือค้าขายถูกช่อง ก็อาจจะสร้างผลกำไรระดับสูงกว่านั้นได้

แต่แม่มณีที่ว่าจ่ายผลตอบแทนกันเกินร้อยละ 90 ฝาก 1,000 รับคืน 1,930 นี่คนที่เชื่อและนำเงินไปฝากได้นี่นับว่าต้องมีจินตนาการสูงมากทีเดียว จึงจะเชื่อว่าเป็นไปได้

กระนั้น พวกเราเหล่า “คนมีวิจารณญาณ” ก็ใช่ว่าจะสามารถเบะปากมองเรื่องของเหยื่อแชร์แม่มณีว่าเป็นเรื่องของคนโลภและโง่ซ้ำซากได้ง่ายนัก เพราะที่แท้แล้วเราเองอาจจะวนเวียนอยู่ในแชร์แม่ใดแม่หนึ่งก็ได้

เพราะปัญหาของแชร์แม่มณีนั้น คือหนองที่แตกออกมาก่อนของฝีทั้งหลายที่เกี่ยวกับสุขภาพการเงินส่วนบุคคลและครัวเรือนของประเทศเรา

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงที่ผู้คนรู้สึกไม่มั่นคงในภาวะเศรษฐกิจและการเงินของตัวเอง เดือนนี้ยังขายของได้ เงินเดือนยังเข้าบัญชี แต่เดือนหน้าอาจจะเริ่มไม่แน่แล้วว่า บริษัทหรือโรงงานของคุณอาจจะปิดลงดื้อๆ หรือจะขอจ่ายเงินเดือนลดลง 75% แลกกับการหยุดงานชั่วคราวหรือไม่ ความไม่มั่นคงเช่นนี้ ใครที่พอมีเงินเหลือเก็บเหลือจ่ายก็อยากที่จะหาวิธีการออมหรือการลงทุนที่ทำให้ดอกผลงอกเงยที่สุด เพื่อเป็นความมั่นใจและหลักประกันให้สภาวะเศรษฐกิจไม่มั่นคงเช่นนี้ แต่จะให้ทำอย่างไรฝากธนาคารหรือก็ดอกเบี้ยไม่รู้เกินครึ่งเปอร์เซ็นต์หรือไม่ การขาดความรู้ในเรื่องการจัดการการเงินส่วนบุคคลและการลงทุน ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ได้มองแม้แต่การลงทุนที่ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ไม่ต้องยุ่งยากจัดการ แต่ก็ได้ผลตอบแทนดีกว่าธนาคารเช่นกองทุนรวมหรือการออมในหุ้นที่มั่นคงซึ่งไม่ใช่การเก็งกำไร

ถ้าจะมีรูปแบบ “การออม” อื่นบ้าง ก็เป็นเรื่องของการซื้อประกัน ซึ่งแม้ว่าโดยสาระแล้วเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงทางการเงินที่ดี แต่ประกันก็ไม่ใช่การออมที่ดีนักในแง่ของดอกผล เพราะการจ่ายผลประโยชน์ของประกันภัยให้ดีเพียงไร แม้จะมากกว่าเงินฝากธนาคารแต่ก็ไม่พอจะเอาชนะเงินเฟ้อได้ อีกทั้งการขาดความรู้เรื่องเครื่องมือการเงินของผู้คนก็ถูกซ้ำเติมด้วยความฉลาดกว่าของตัวแทนประกัน ที่พยายามจะใช้ถ้อยคำเพื่อหลีกเลี่ยงให้ผู้คนไม่เข้าใจว่ากำลังทำนิติกรรมอะไรอยู่ กว่าจะรู้ว่าที่ทำสัญญาไปคือการซื้อประกันไม่ใช่การฝากเงินก็อาจจะเป็นตอนที่ต้องการใช้เงินฉุกเฉินขึ้นมาแล้วทราบว่าการเลิกสัญญาจะได้เงินคืนกลับมาไม่ได้ถึงครึ่งแล้ว กระบวนการขอเวนคืนกรมธรรม์ก็ยังใช้เวลานานนับเดือน

ส่วนคนที่มีความรู้เรื่องการลงทุนดี เป็นคนชั้นกลางที่ทำงานมีรายได้สูงหน่อย เคยอ่านหนังสือหรือหาความรู้เรื่องการลงทุนจากการไปสัมมนาต่างๆ ก็ใช่ว่าจะรอดจากการเป็นผู้ประสบภัยจากการลงทุนที่ผิดพลาดได้ หากความรู้ที่ได้มานั้นเป็นความรู้ครึ่งๆ กลางๆ ที่ไม่ได้มาจากพื้นฐานที่ถูกต้อง หรือแม้แต่ความรู้ที่ถูกเลือกมาบางส่วนเฉพาะเรื่องดอกผลอันหอมหวน เมื่อถูกผลักดันด้วยความโลภที่ไม่เข้าใครออกใคร คุณอาจจะไม่ใช่คนบ้านๆ ที่ไปหลงเชื่อแม่มณี แต่คุณก็ไปเชื่อในโค้ชที่สอนลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่ยุให้ซื้อสินทรัพย์ที่แต่งหน้ามาสวยๆ ของบรรดาเจ้ามือหรือแม้แต่ของตัวโค้ชนั้นเอง หลายคนไปกู้มาด้วยทริคที่ได้รับการสอนจากโค้ชเหล่านี้ว่าให้เล่นไวใจถึง ขอสินเชื่อจากธนาคารหลายแห่งพร้อมๆ กัน เพื่อให้รอดจากตรวจสอบของเครดิตบูโร เงินกู้ที่ต้องส่งเกินรายได้ประจำของคุณก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวมีคนมาเช่าก็เอาค่าเช่านั่นแหละไปผ่อนจ่ายธนาคาร ส่วนคุณก็รับประโยชน์จากผลต่าง ถ้าคุณโชคดีก็ยินดีด้วย แต่ถ้าโชคร้ายหาผู้เช่าไม่ได้ หรือไม่สามารถเรียกค่าเช่าได้จริงตามแผน คราวนี้คุณก็จะตกลงไปในหลุมอันร้อนรนของการใช้หนี้

อันนี้พูดถึงกรณีที่รายได้ของคุณยังมีอยู่สม่ำเสมอด้วยซ้ำ ไม่ต้องจินตนาการว่าถ้าคุณต้องตกเป็นผู้ว่างงานหรือต้องถูกให้ลดรายได้เฉียบพลันเหมือนหลายกรณีที่เป็นข่าวในช่วงนี้

เห็นหรือยังว่าใครๆ ก็อาจจะมีแม่มณีหรือพ่ออะไรสักคนเป็นของตัวเอง ใครที่เป็นเหมือนแมงมุมตัวใหญ่ สร้างใยไหมสวยละมุนถึงผลประโยชน์จากการลงทุนที่จะช่วยให้คุณอุ่นใจได้ในสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน หรือแม้แต่อาจจะทำให้คุณร่ำรวยขึ้นมาโดยไม่ต้องทำงานหลังขดหลังแข็ง

ต่อให้เราไม่เอาใจช่วยหรือพยายามทำความเข้าใจปัจจัยอะไรของบรรดาเหยื่อพวกนั้น จะบอกว่าเป็นความโลภของพวกเขาล้วนๆ ก็ยังได้ แต่ก็เพราะพวกเขานั้นอยู่ในสังคมที่เหมือนกับว่าใครๆ ก็มั่งมี เด็กหนุ่มบางคนขับรถซุปเปอร์คาร์ราคาสูงกว่าสินทรัพย์ของเขาทั้งชีวิตเป็นร้อยเท่า เราได้เห็นพวกเขาใช้ชีวิตอย่างร่ำรวย ในสังคมที่ยินดีต่อการมีเงินโดยไม่ต้องสนใจที่มา ภาพที่ “แม่มณี” ไปถ่ายรูปกับไฮโซตัวจริงหลายคน ได้ลงข่าวในสื่อหลัก รับรางวัลนักธุรกิจดาวรุ่งนั้นจึงเป็นการตบหน้าสังคมที่กล่าวไป สังคมที่อ้าแขนรับแม่มณีเพียงเพราะมีเงิน โดยไม่สนใจว่าเงินพวกนั้นมาจากไหน มีที่มาอันสมเหตุสมผลอยู่หรือไม่

สังคมเช่นนี้ที่คนชั้นกลางซึ่งเชื่อว่าสักวันตัวเองจะก้าวไปสู่สถานะที่ดีกว่านี้ได้ แค่ก่อนจะถึงวันนั้นเราต้องมีทัศนคติในการบูชาความร่ำรวยเสียก่อนว่าที่เขาร่ำรวยให้เราเห็นนั้นเป็นเพราะการกระทำหรือเหตุปัจจัยจากตัวเขาเองล้วนๆ ไม่มีจริงหรอกความเหลื่อมล้ำที่ช่วยให้ใครได้แต้มต่อมาตั้งแต่เกิด หรือกดใครให้แทบหมดโอกาสแข่งขัน เรื่องราวของมหาเศรษฐีที่เริ่มต้นจากการขายกาแฟรถเข็น หรือสาวโรงงานได้ดิบได้ดีมีตำแหน่งเป็นที่นับหน้าถือตา คือตำนานศักดิ์สิทธิ์ที่เอาไว้ให้คุณพูดใส่หน้าคนอื่น ยืนยันว่าความเหลื่อมล้ำไม่มีจริง เป็นแค่ข้ออ้างของคนขี้แพ้ คนที่ยังยากจนอยู่เพราะขี้เกียจไม่ขวนขวาย ไม่รู้จักปรับตัว

ทัศนคติว่าคนรวยคือผู้ชนะทำให้คนพวกนี้ใจร้ายพอที่จะไปซ้ำเติมเวลามีคนบ่นว่าเศรษฐกิจไม่ดี ขายของไม่ได้ รายได้ลดลงว่า – เศรษฐกิจไม่ดีงั้นหรือ ไปดูห้างหรูสิว่ามีคนเดินกันเยอะแค่ไหน ผู้คนยืนต่อคิวกันรอซื้อ iPhone 11 Pro แถวยาวเพียงไร พวกคุณไม่รู้จักปรับตัวกันล่ะ ไม่เข้าไปขายออนไลน์ ร้านทำผมออนไลน์ไหมล่ะคุณ

ทัศนคติใจร้ายไม่แพ้ภาครัฐที่ดูแลเรื่องเศรษฐกิจการเงินการคลัง และกำกับดูแลระบบธนาคาร ที่พอเริ่มรู้สึกว่าเศรษฐกิจชะลอตัวก็ประโคมเร่งการบริโภค สนับสนุนให้ผู้คนออกมาใช้จ่ายเยอะๆ แจกเงิน ลดภาษีค่าธรรมเนียม ให้ค่าลดหย่อนนี่นั่นโน่น เพื่อช่วยสร้างกำลังซื้อให้ภาคธุรกิจ แต่พอถึงเวลาที่หนี้ครัวเรือนเริ่มทำท่าจะสูงขึ้นจนเป็นปัญหา พวกเขาก็ย้อนกลับมาชี้นิ้วใส่ประชาชนว่า ก็เพราะพวกแกนี่ไง ไม่มีวินัยทางการเงิน ไม่รู้จักการออม ก่อหนี้บริโภคเกินตัว ฯลฯ

เขาชี้นิ้วมาใส่เราหนึ่งนิ้วโดยที่ชี้กลับเข้าหาตัวเองสามนิ้วว่าได้กวดขันรายใหญ่แค่ไหน มีวินัยการคลังดีแล้วหรือยัง ได้ใช้เงินงบประมาณอย่างคุ้มค่าเป็นประโยชน์กับประชาชนจริงหรือไม่

สุดท้ายสำหรับข้าราชการที่เหมือนจะได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้น้อยที่สุด โดยเฉพาะบางตำแหน่งที่ได้ค่าตอบแทนมากเป็นพิเศษ หรือรับเบี้ยประชุมจากการเป็นกรรมการนี่นั่นโน่นที่รัฐแห่กันจัดตั้งขึ้น คุณบางคนอาจจะไม่รู้สำเหนียกว่าเศรษฐกิจของชาวบ้านเป็นอย่างไร เพราะมีเงินเข้าบัญชีทุกเดือนตรงวันไม่ขาด สิทธิประโยชน์ต่างๆ ก็ยังเพียบพร้อมเหมือนเดิมไม่ต้องกังวล จนอาจจะมองว่าเรื่องเศรษฐกิจไม่ดีเป็นการคิดไปเองของพวกที่มีอะไรก็จ้องแต่จะโทษรัฐบาล พวกคุณอาจจะอยู่สบายจนลืมไปว่า รายได้ของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นไม่ได้สะท้อนถึงประสิทธิภาพที่วัดผลได้ชัดเจน รวมถึงไม่ได้มาจากการสร้างผลผลิตหรือการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยตนเอง คุณมีรายได้สูงได้ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัวลงเรื่อยๆ และมีความมั่นใจได้อยู่ได้ท่ามกลางความกังวลของคนในธุรกิจอุตสาหกรรมว่าจะถึงตาเราหรือไม่ที่จะไม่ได้ไปต่อ

ที่แท้แล้วพวกคุณอาจจะกำลังเป็นผู้รับประโยชน์ในวงแชร์แม่ประยิ้ม ที่ปันเอารายได้ของประชาชนคนส่วนใหญ่ในประเทศผู้เสียภาษี มาจ่ายให้คุณแบบกินตัวเข้าไปเรื่อยๆ เพราะคุณจะมีรายได้สูงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ความสามารถในการเสียภาษีของคนอื่นๆ ในประเทศลดต่ำลง

กว่าจะรู้ตัวว่าแชร์แม่ประยิ้มหมุนเงินไม่ทัน ก็อาจจะตอนที่รัฐออกมาสารภาพว่าไม่มีงบประมาณพอจะจ่ายเงินเดือนคุณแล้ว หรือสิทธิประโยชน์ของคุณต้องถูกตัดลงก็เป็นไปได้

กล้า สมุทวณิช

บทความก่อนหน้านี้‘ดอน’ โต้ข่าวลือ ลั่นไม่มีเหตุผลต้องลาออก รมว.ต่างประเทศ
บทความถัดไป“เดย์ไลท์เซฟวิ่ง ไทม์” ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ