ไม่ว่าการแสดงท่าทีจากพรรคพลังประชารัฐ ไม่ว่าการแสดงท่าทีจากพรรคประชาธิปัตย์ ในประเด็นคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการแก้ไข “รัฐธรรมนูญ”
มีความสำคัญและทรงความหมาย
ทรงความหมายว่าพรรคพลังประชารัฐคิดอย่างไรในเรื่องการแก้ไข “รัฐธรรมนูญ” ทรงความหมายว่าพรรคประชาธิปัตย์คิดอย่างไรในเรื่องการแก้ไข “รัฐธรรมนูญ”
จริงใจ หรือว่า ไก่กา
หากมองอย่างเปรียบเทียบ สังคมไม่ค่อยไว้วางใจต่อท่าทีของพรรคพลังประชารัฐเท่าใดนัก ขณะเดียวกัน สังคมก็มองท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์อย่างหวาดระแวง
ยิ่งเมื่อมีการเสนอชื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้ามา ยิ่งสับสน
ขณะเดียวกัน ความเฉียบขาดของพรรคพลังประชารัฐที่ปฏิเสธทั้งบทบาทของพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งบทบาทของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยิ่งแจ่มชัด
ยิ้มเห็นแก้ม แย้มเห็นไรฟัน
บทบาทของพรรคพลังประชารัฐนั้นแจ่มชัดอย่างยิ่งต่อ “รัฐธรรมนูญ” นั่นก็คือ ยืนยันความหมาย มองว่าอวยประโยชน์ให้กับพรรคพลังประชารัฐ
อย่าลืมคำพูด “รัฐธรรมนูญฉบับนี้ DESIGN มาเพื่อพวกเรา”
ทุกครั้งที่มีข้อเสนอถึงความจำเป็นที่จะต้องมีการแก้ไข “รัฐธรรมนูญ” สำทับจากพรรคพลังประชารัฐคือการเน้นในเรื่อง “ประชามติ”
นั่นก็คือ 16 ล้านเสียงให้ความเห็นชอบ
คำถามก็คือ เมื่อพรรคพลังประชารัฐมีความคิดรวบยอดเช่นนี้แล้วเหตุใดจึงเขียนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็น 1 ใน 12 ของนโยบาย “เร่งด่วน”
คำตอบเพราะเป็น “เงื่อนไข” ของพรรคประชาธิปัตย์
คำถามอันตามมาอย่างฉับพลันก็คือ เมื่อเห็นชอบกับญัตติด่วนขอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาหาแนวทางแก้ไขแล้วทำไมไม่เปิดช่องให้พรรคประชาธิปัตย์อย่างเต็มที่
คำตอบก็คือ ต้องการช่วงชิง “การนำ”
ประเด็นอันแหลมคมเป็นอย่างมากก็คือ ที่พรรคพลังประชารัฐต้องการตำแหน่ง “ประธาน” เพื่อ
ผลักดันไปสู่การแก้ไข “รัฐธรรมนูญ”
หรือเพื่อเตะถ่วง หน่วงเหนี่ยว
ไม่ว่าการแสดงท่าทีของ นายวิรัช รัตนเศรษฐ ไม่ว่าการแสดงท่าทีของ นายวีระกร คำประกอบ นำไปสู่บทสรุปอย่างเป็นเอกภาพ
นั่นก็คือ สกัด ขัดขวาง
เมื่อประสบกับท่าทีอันแข็งกร้าว ไม่ยอมผ่อนปรนของพรรคพลังประชารัฐเช่นนี้คำถามจึงพุ่งตรงไปยังพรรคประชาธิปัตย์ว่าจะบริหารจัดการอย่างไร
ยืนหยัด หรือว่าผ่อนปรน
ไม่เพียงแต่การพิจารณาญัตติด่วนเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญจะชี้ให้เห็นความเป็นจริงของพรรคพลังประชารัฐ หากยังชี้ให้เห็นความเป็นจริงของพรรคประชาธิปัตย์ด้วย
นั่นก็คือ ที่สุดแล้วจะ “อยู่เป็น” หรือไม่ในทางการเมือง
การนำเสนอแฮชแท็ก # อยู่ไม่เป็น อันมาจากพรรคอนาคตใหม่ จึงมิได้เป็นสภาพที่พรรคอนาคตใหม่ประสบเพียงพรรคการเมืองเดียว
ตรงกันข้าม เป็นคำถามแห่ง “ยุคสมัย”
เพราะในด้านหนึ่ง พรรคอนาคตใหม่อาจกำลังประสบกับสภาวะ # อยู่ไม่เป็น ต้องมรสุมโลหิตอย่างชนิดโชกเลือดกระทั่งอาจต้อง “ยุบพรรค”
แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ # อยู่เป็น กันอย่างคึกคัก

