‘ศึกใน’ เริ่มระอุ การเมืองเปิดสภา หมิ่นเหม่ ‘แตกหัก’

รัฐบาลอายุ 4 เดือนเศษๆ บรรยากาศน่าจะหอมหวานด้วยน้ำผึ้งพระจันทร์ ความสมานฉันท์ประนีประนอม

แต่สภาพปัจจุบันก็เป็นอย่างที่สื่อต่างๆ นำเสนอข่าว

ที่มาแรงอย่างมาก เริ่มเมื่อต้นเดือน พ.ย. คือ กรณีพรรคภูมิใจไทย ที่แสดงความไม่พอใจสื่อค่ายหนึ่งจัดรายการทีวี โจมตีแกนนำพรรค โดยเฉพาะ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม โดย “เสี่ยหนู” ระบุว่าคนในทำเนียบแอบยื่นข้อมูลให้

บานปลายเป็นการให้ ส.ส.แยกย้ายไป เขตใครเขตมัน แจ้งความผู้จัดรายการดังกล่าว ฐานหมิ่นประมาท และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

แกนนำภูมิใจไทย ส่งสัญญาณไม่พอใจไปยัง “คนในทำเนียบ” หลายครั้งว่าอยู่เบื้องหลังการให้ข่าว

และยังเตือนว่า หากไม่หยุด ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรคภูมิใจไทยอาจจะต้องคิดใหม่ว่าจะลงมติยังไง

ก่อนที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์แบบทิ้งระเบิด ป้องนายศักดิ์สยามว่า บุคลิกของนายศักดิ์สยามยังเป็นคนไม่อยู่ใต้อิทธิพลใคร

เคยเป็นข้าราชการ มีนิสัยละเอียด เวลานำเสนอโครงการ หากเห็นว่าไม่ชอบมาพากลสั่งทบทวนหมด ตนในฐานะรองนายกฯดูแลกระทรวงคมนาคม และนายศักดิ์สยามทำงานร่วมกัน นายศักดิ์สยามพูดอยู่เสมอว่าต้องทำให้ถูกต้อง

ที่สื่อบางฉบับมาตรวจสอบพรรคภูมิใจไทยพรรคเดียว ก็งงว่ามันเกิดอะไรขึ้น

ผมรู้นะว่าใครอยู่เบื้องหลัง แต่ผมจะไม่บอก เพราะเป้าหมายจะรู้ตัว และผมจะไม่ไปหารือกับใครทั้งนั้น ผมอยากให้รัฐบาลไม่ต้องมาปวดหัวกับเรื่องแบบนี้ ให้เอาเวลาไปคิดเรื่องกระตุ้นเศรษฐกิจดีกว่า เรื่องปากท้องเป็นเรื่องสำคัญ

เมื่อถามว่าการโจมตีนายศักดิ์สยามเป็นสัญญาณเรื่องการปรับ ครม.หรือไม่ นายอนุทินตอบว่า ยืนยันว่ายังไม่มีการพูดคุยเรื่องนี้ ส่วนใครจะคิดอะไร อยากได้อะไรก็คิดไป แต่ภูมิใจไทยไม่เคยคิดทั้งนั้น ขอทำงาน สร้างความไว้วางใจกับประชาชน แต่ถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลง ความเป็นรัฐบาลผสม อย่างไรเสีย ก็ต้องมาคุย เรามีภารกิจในการนำพาบ้านเมืองไปด้วยกัน

วาทะของนายอนุทินที่บอกว่า ใครคิดอะไร อยากได้อะไร ก็คิดไป มีนัยยะย้อนไปถึงช่วงจัด ครม. ที่กระทรวงคมนาคม เป็นหัวข้อเจรจาที่ดุเดือด ก่อนพรรคภูมิใจไทยได้โควต้าไป

ส่อว่ากรณีโควต้ากระทรวงยังไม่จบ แต่ท่าทีของภูมิใจไทยคือ พร้อมบู๊แบบไม่ถอยง่ายๆ

ฝุ่นตลบควันโขมงในรัฐบาล ขณะที่ฝ่ายค้านส่องกล้องเตรียมเปิดศึกสั่งลาปี 2562

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย ได้หารือและมีมติจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ และ ครม. ก่อนสิ้นปีนี้

โดยโฟกัสไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม

เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ เพราะมาตรา 254 ของรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้อภิปรายไม่ไว้วางใจได้ปีละครั้งเท่านั้น ถ้าไม่ยื่นญัตติอภิปรายก็เท่ากับเสียโอกาสในปีนี้ไป

ประเด็นอภิปรายยังไม่เปิดเผยชัดเจน แต่ในภาพรวมน่าจะนำเอาปัญหาการบริหารงาน 4 เดือนเศษๆ ที่ผ่านมาเป็นประเด็นสำคัญ

นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้านให้สัมภาษณ์พิเศษ มติชน เมื่อเร็วๆ นี้ว่า ฝ่ายค้านเห็นว่าการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลตลอดช่วงที่ผ่านมา ประสบความล้มเหลว ไม่ได้อยู่บนบรรทัดฐานที่ถูกต้อง ทำผิดรัฐธรรมนูญ

ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ฝ่ายค้านอยากถาม เพราะนอกเหนือจากการบริหารแล้ว ยังมีข้อผิดพลาดมากมาย ต้องหาทางที่จะชี้ให้พี่น้องประชาชนได้เห็น และเข้าใจว่ารัฐบาลนี้ล้มเหลวอย่างไร และความล้มเหลวต่างๆ ทำให้ขาดความเชื่อมั่น

ความเชื่อมั่นนี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ทั้งนี้ เสียงของฝ่ายค้านน้อยกว่ารัฐบาล คงไม่สามารถยกมือโหวตในสภาแล้วคว่ำรัฐบาลได้ แต่หากฝ่ายค้านชี้ไปทีละจุด ไปที่รัฐมนตรีแต่ละคนถึงความบกพร่องที่เกิดขึ้น ก็เชื่อว่าการลงมติไว้วางใจให้รัฐมนตรีแต่ละคนคงไม่เท่ากัน

ก็จะเป็นตัวชี้วัดผลการทำงานของรัฐมนตรีแต่ละคน ที่นายกฯจะต้องนำข้อมูลไปปรับปรุงการทำงานของ ครม.ด้วย

ฝ่ายค้านมีข้อมูลพอสมควรสำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ขณะนี้ในส่วนของแต่ละพรรคยังไม่ได้เอามาหลอมรวมกัน แต่ในระยะเวลาอันใกล้นี้คงได้แนวทางและข้อสรุปที่ชัดเจน

สำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ ฝ่ายค้านจะรวมเอาการบริหารงานก่อนหน้านี้ 5 ปี มารวมไว้ด้วย เพราะถือเป็นความต่อเนื่อง

การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในลักษณะนี้ หลังจากอภิปรายแล้ว จะต้องมีการลงมติไม่ไว้วางใจและไว้วางใจเป็นขั้นตอนสุดท้าย

นอกจากการชี้แจงในที่ประชุม ซึ่งต้องไม่เพลี่ยงพล้ำแล้ว คะแนนเสียงจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหมายถึงเครดิตของผู้ถูกอภิปรายแต่ละคน

เป็น “การบ้าน” ที่ทีมงานของนายกฯ และ รมต.แต่ละคนจะต้องเตรียมวางแผนแก้เกม

บรรยากาศตึงเครียดในรัฐบาล โดยเฉพาะจากคู่ภูมิใจไทยกับแกนนำรัฐบาล อาจนำไปสู่อาการแกว่ง ปล่อยหมัดใส่กันบ้าง

แต่ก็จะยังไม่เกิด “ความแตกหัก” ในเวลาอันใกล้

เพราะการเมืองในขณะนี้ ถูกรัฐธรรมนูญล็อกเอาไว้ ให้ต้องเดินไปแบบนี้

หากมีพรรครัฐบาลถอนตัวออกไป ก็ยากที่ส่งผลให้การเมืองพลิกไปจากที่เป็นอยู่ขณะนี้

รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ มีอาการวูบวาบให้หวาดเสียว แต่หันไปมองภาพทางฝ่ายค้านก็มีอาการระส่ำระสาย จากปัญหาคดีความต่างๆ

จึงเกิดความพยายามปลดล็อก แก้รัฐธรรมนูญ แต่คาดว่าน่าจะต้องใช้เวลาอีกยาวนานพอสมควร

แต่ในการเมืองระบบรัฐสภา มีกลไกตรวจสอบ ซึ่งเป็นเรื่องใหม่สำหรับรัฐบาลที่ไม่มีฝ่ายค้านมาร่วม 6 ปี

ทำให้ต้องปรับตัว ต้องออกแรงยื้อกันพอสมควร

ระหว่างให้โอวาทคณะกรรมการโอลิมปิคฯ เจ้าหน้าที่และนักกีฬาทีมชาติไทยที่จะเดินทางไปร่วมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ที่ฟิลิปปินส์ พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวระบายเรื่องการเมือง และพูดตอนหนึ่งว่า “ยังไงผมก็อยู่อีกนานพอสมควร ไม่ต้องกลัว”

แก้ปัญหาไปตามอาการ จนกว่าปัญหาใหญ่คือเรื่องเศรษฐกิจจะบรรเทาเบาบาง หรือสุกงอมเกินจัดการ

บทความก่อนหน้านี้มาแน่!!พาณิชย์ผนึกผู้ผลิตสินค้าและค้าปลีกทั่วประเทศ ลดกระหน่ำข้ามปีใหม่2563
บทความถัดไประบบการศึกษาไทยที่รอพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วย? : โดย เศรษฐา ทวีสิน