หน้าแรก คอลัมนิสต์ ยาเสพติดกับลา...

ยาเสพติดกับลาวในภายใต้เงาซีไอเอ(2) โดย ลลิตา หาญวงษ์

22.11.19 | 13:00 น.
ภูมี หน่อสวรรค์

การเติบโตของโรงงานผลิตยาเสพติดประเภทเฮโรอีนและมอร์ฟีนเป็นผลโดยตรงจากการเข้ามาของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะลักษณะภูมิประเทศและอากาศที่เหมาะกับการปลูกฝิ่น พื้นที่ในเขตสามเหลี่ยมทองคำ แถบเทือกเขาสูงชายแดนพม่า ไทย และลาว และยังมาจากเครือข่ายค้ายาเสพติดที่เข้มแข็ง อันประกอบไปด้วยพ่อค้ายารายใหญ่ ผู้นำชนกลุ่มน้อย และชนชั้นนำที่เป็นเกราะกำบังให้กับกลุ่มค้ายาเสพติดชั้นดี และยังมีสหรัฐอเมริกาที่แม้จะพยายามปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติดอยู่บ้าง แต่โดยมากก็เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ เพราะภารกิจของสหรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มิใช่การปราบปรามยาเสพติด หากแต่เป็นการกำจัดอิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์ให้สิ้นซาก ผู้ช่วยของสหรัฐจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากบรรดาเครือข่ายค้ายาเสพติดที่มีทั้งกำลังคน อำนาจ และอาวุธพร้อมสรรพ

ในสัปดาห์ก่อนๆ ผู้เขียนเคยกล่าวถึงราชนิกุลลาวที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดข้ามชาติไปแล้ว แต่เจ้าลาวผู้นั้นย่อมไม่ใช่ชนชั้นนำลาวเพียงผู้เดียวที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติดเป็นแน่ สงครามลับ (secret war) หรือสงครามกลางเมืองในลาว ระหว่างปี 1964-1973 สร้างสุญญากาศทางอำนาจในลาว และทำให้ขั้วการเมืองเกือบทุกฝ่ายต้องเข้าหาสหรัฐ และผนึกกำลังกันสู้กับคอมมิวนิสต์ปะเทดลาว ในบรรดาผู้นำฝ่ายขวาของรัฐบาลราชอาณาจักรลาว ผู้ที่มีบทบาทโดดเด่นที่สุดคือนายพลภูมี หน่อสวรรค์ (Phoumi Nosavan) ที่ได้รับการสนับสนุนจาก
ซีไอเอของสหรัฐ และรัฐบาลไทยเป็นอย่างดีเสมอมา

ในปี 1958 ภูมี หน่อสวรรค์ ทหารหนุ่มจากแขวงสะหวันนะเขต เป็นเพียงนายพันในกองทัพแห่งราชอาณาจักรลาว เขาดูจะมีความทะเยอทะยานและมุ่งมั่นโดดเด่นกว่าทหารรุ่นราวคราวเดียวกันคนอื่นๆ ในปีเดียวกันนั้น แนวลาวฮักซาด (Lao Patriotic Front) และพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายอื่นๆ ได้รับเสียงสนับสนุนท่วมท้นและยึดที่นั่งส่วนใหญ่ในสภาลาวไว้ได้ เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตระหนกให้สหรัฐเป็นอย่างมาก ซีไอเอจึงเข้าไปสนับสนุนให้ฝ่ายขวาในลาวก่อตั้งเครือข่ายพันธมิตรของตัวเองขึ้น และยังกดดันรัฐบาลลาว (ที่ในขณะนั้นนำโดยพรรแนวซาดก้าวหน้า อันเป็นพรรคกลาง ๆ ภายใต้การนำของเจ้าสุวรรณภูมา) อย่างต่อเนื่อง เช่น ตัดการช่วยเหลือทางการเงินทั้งหมด ทำให้รัฐบาลลาวของเจ้าสุวรรณภูมิต้องประสบกับปัญหาทางการเงินอย่างรุนแรงและลาออกในที่สุด ภายใต้การสนับสนุนของสหรัฐ รัฐบาลฝ่ายขวาจัด ภายใต้การนำของผุย ซนะนิกร (Phoui Sananikone) ขึ้นมาเป็นรัฐบาลดังที่สหรัฐต้องการ

ในรัฐบาลของผุย ภูมี หน่อสวรรค์คือผู้ที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างรัฐบาลสหรัฐกับฝ่ายขวาของลาว ที่มีนโยบายหลักล้อตามสหรัฐคือปราบปรามฝ่ายคอมมิวนิสต์ ภูมีใช้เวลาเพียงปีเศษเลื่อนตำแหน่งจากนายพันเป็นพลเอก และด้วยอำนาจที่เขามีอยู่ในมือ เขาจึงคิดแผนทำรัฐประหารรัฐบาลของผุย จัดการเลือกตั้งปลอมๆ ขึ้นมา และช่วยซีไอเอสร้างกองทัพลับ ภายใต้ภูมี ลาวอยู่ภายใต้การปกครองของคณะทหาร สอดคล้องกับนโยบายของสหรัฐในยุคประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ที่ต้องการเปลี่ยนให้ลาวเป็นรัฐทหาร เพื่อพร้อมเผชิญหน้ากับคอมมิวนิสต์จีนและเวียดนาม ในหนังสือของอัลเฟรด แมคคอย (Alfred McCoy) เรื่อง The Politics of Heroin in Southeast Asia (การเมืองว่าด้วยเฮโรอีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) กล่าวไว้ว่ารัฐบาลสหรัฐสนับสนุนกองทัพของภูมีและภารกิจการต่อต้านคอมมิวนิสต์ถึง 3 ล้านเหรียญ
ต่อเดือน

ชีวิตของภูมีกำลังไปได้สวยภายใต้การโอบอุ้มของสหรัฐ แต่ก็ต้องมาสะดุดเสียก่อน เมื่อรัฐบาลของประธานาธิบดีเคนเนดี้พยายามลดการเผชิญหน้าลง และตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็นออกไป สหรัฐตัดงบทางการทหารที่เคยให้กับลาว แต่แม้จะถูกตัดงบ ภูมียังยืนยันไม่ลาออก เขาจึงต้องหาแหล่งเงินทุนใหม่เพื่อมาหล่อเลี้ยงทั้งรัฐบาลและกองทัพลับของเขา นายทหารที่มีคอนเนกชั่นกว้างขวางอย่างภูมีเก็บค่าคุ้มครองจากเครือข่ายยาเสพติดในลาว ทั้งที่เป็นเครือข่ายจากฝรั่งเศสและจากจีน มายาวนาน แต่ไม่เคยเป็นพ่อค้าเสียเอง เพราะไม่เห็นความจำเป็นและในช่วงนั้นยังไม่เดือดร้อนเรื่องการเงิน แต่เมื่อเข้าตาจน รัฐบาลของภูมีเปลี่ยนโครงสร้างการนำเข้าและส่งออกยาเสพติดของลาวทั้งหมด โดยรัฐบาลลาวเป็นผู้ควบคุมฝิ่นที่นำเข้ามาจากพม่าด้วยตัวเองเพื่อนำมาสกัดเป็นเฮโรอีนหรือมอร์ฟีน และสนับสนุนการปลูกฝิ่นทางตะวันตกเฉียงเหนือของลาว จนทำให้ลาวกลายเป็นแหล่งผลิตยาเสพติดที่ใหญ่ที่สุดในโลกในเวลานั้น ฝิ่นจำนวนมากถูกขนจากรัฐฉานเข้าสู่ลาวผ่านคาราวานฝิ่นที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลลาว การเป็นทั้งแหล่งซื้อ-ขายฝิ่น แหล่งผลิตเฮโรอีน และศูนย์กลางการส่งออกเฮโรอีนขนาดใหญ่ของโลกสร้างกำไรให้กับภูมีอย่างงาม

Advertisement

แม้ภูมีจะประสบความสำเร็จในการเชื่อมเครือข่ายการค้ายาเสพติดในสามเหลี่ยมทองคำเข้าไว้ด้วยกันได้ แต่เนื่องจากเขาไม่ใช่นักการเมืองมืออาชีพ และหมกมุ่นอยู่แต่กับการค้าสินค้าผิดกฎหมายเพื่อสร้างอภิมหาอาณาจักรของตัวเอง ทำให้รัฐบาลของเขาไม่มีเสถียรภาพ ทำให้เขาจำใจต้องนำฝ่ายกลางๆ ของเจ้าสุวรรณภูมากลับเข้ามาร่วมรัฐบาล แต่ก็ให้เงื่อนไขเจ้าสุวรรณภูมาไว้ว่าฝ่ายของภูมีต้องได้รับตำแหน่งสำคัญๆ ในรัฐบาล เช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐบาลลาว (ที่ตอนนี้อยู่ในมือของเจ้าสุวรรณภูมา) ต้องไม่ไปแตะธุรกิจมืดของภูมี ที่ไม่ได้มีเพียงยาเสพติดเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการผูกขาดสินค้าอุปโภคบริโภคในเวียงจันทน์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากต่างประเทศ การค้าทองคำเถื่อน โรงฝิ่น และธุรกิจบ่อนการพนันด้วย

อำนาจและเงินตราที่ภูมีมีพร้อมสร้างปัญหาให้เขาพอดู เพราะผู้คนในฝ่ายอนุรักษนิยมก๊วนเดียวกับเขาก็เริ่มอิจฉาและไม่พอใจการผูกขาดธุรกิจในเวียงจันทน์เพียงผู้เดียวของภูมี นำไปสู่การรัฐประหาร ที่แม้จะสำเร็จแต่ก็อยู่ได้ไม่นาน และถูกปราบปรามโดยกองทัพลาวในที่สุด หลังเจ้าสุวรรณภูมากลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งก็สั่งปลดภูมีจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และยึดเอากองกำลังที่เขามีไป แต่ก็ยังพอเหลือกองกำลังในเวียงจันทน์อยู่บางส่วน และใช้กองกำลังนี้เพื่อยึดอำนาจกลับคืนมาแต่ไม่ประสบความสำเร็จ หลังจากนี้ ภูมีพยายามนำกองกำลังที่ตนเคยมีกลับคืนมาอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จ และต้องหนีเข้ามาลี้ภัยอยู่ที่ไทย (ส่วนใหญ่อยู่ที่จังหวัดสงขลา) ราว 20 ปี และเสียชีวิตอย่างสงบที่กรุงเทพฯในปี 1985 สิริรวมอายุได้ 65 ปี