หน้าแรก คอลัมนิสต์ รัฐสวัสดิการ ...

รัฐสวัสดิการ : การเรียนรู้สู้ DISRUPTION โดย วุฒิชัย กปิลกาญจน์

29.11.19 | 13:00 น.

เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค) ได้รับการยกย่องจากนานาประเทศว่าเป็นโครงการที่ดีที่ทำให้คุณภาพชีวิตของคนไทยดีขึ้น โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงการดำเนินงานในโครงการนี้ ระหว่างการแสดงวิสัยทัศน์ การพัฒนาประเทศไทยในรอบ 5 ปี ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง บนเวทีการประชุมเต็มคณะระดับสูง ของการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ณ สำนักงานใหญ่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 21-27 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา

หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เป็นโครงการที่ได้เริ่มดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาประมาณ 17 ปีแล้ว ขณะนี้ครอบคลุมประชากรเกือบ 100% ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเท่าเทียมประสิทธิภาพ และการมีส่วนร่วม โดยสิ่งสุดท้ายคือการมีส่วนร่วมน่าจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้โครงการประสบความสำเร็จ เพราะทำให้เกิดความรู้สึกว่าทุกคนเป็นเจ้าของโครงการ ทำงานร่วมกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงภาคประชาชน ทั้งบุคลากรทางด้านการสาธารณสุข ผู้บริหารสถานพยาบาลทุกระดับ ตลอดจนประชาชนทั่วไปซึ่งเป็นผู้ใช้บริการ กล่าวได้ว่า โครงการนี้ทำให้คุณภาพชีวิตของคนไทยในด้านสาธารณสุขดีขึ้นเป็นอย่างมาก

นอกจากการดูแลรักษาพยาบาล ในเวลาเจ็บไข้ได้ป่วยแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญไม่น้อยหน้ากันในการดำรงชีวิตของคนทั่วไป คือการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันนี้ที่เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เกิดภาวะ DISRUPTION ครอบคลุมทั่วโลกในทุกด้าน

การเรียนรู้ยิ่งมีความสำคัญและเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประชากรทุกกลุ่ม ทั้งวัยเรียน วัยทำงาน และกลุ่มผู้สูงอายุ เพื่อเพิ่มทักษะให้เพียงพอที่จะอยู่รอดได้ ในภาวะที่มีการแข่งขันสูงมากในทุกระดับตั้งแต่ภายในประเทศ ภูมิภาค ทวีป ไปจนถึงระดับโลก

อาจจะกล่าวได้ว่าการบริหารการศึกษาของไทยได้รับความสนใจจากผู้บริหารประเทศมากพอสมควรในช่วงเวลาที่ผ่านมา เพียงแต่ว่าการปรับปรุง แก้ไข การดำเนินงานเชิงรุกตลอดจนการปฏิรูป ดำเนินการไปอย่างค่อนข้างล่าช้า และไม่ต่อเนื่อง มีการเปลี่ยนแปลงทั้งยุทธศาสตร์ และยุทธวิธีตลอดเวลา โดยที่ยังดำเนินการได้ ไม่ครบถ้วนตามที่วางแผนไว้ และโดยที่การศึกษาเป็นเรื่องที่ไม่คงที่ (STATIC) มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง (DYNAMIC) ตลอดเวลา การบริหารงานจึงควรจะต้องดำเนินการควบคู่กันไป ทั้งการปรับปรุง แก้ไขปัญหา และการเปลี่ยนแปลงเชิงรุก โดยจะต้องใช้เวลาในการดำเนินการไม่นานเกินไป เพราะมีการแข่งขันกันทุกเรื่อง ทุกระดับ อย่างที่กล่าวมาแล้ว

Advertisement

ขณะนี้ผู้บริหารประเทศที่รับผิดชอบด้านการศึกษามีแผนปฏิรูปการศึกษา (ที่ใช้เวลาในการดำเนินการร่างแผนนานพอสมควร) อยู่ในมือ ซึ่งถือได้ว่าเป็นแผนที่ดีเหมาะสม (โดยอาจมีข้อบกพร่องอยู่บ้างเป็นธรรมดา) รวมถึงมีการควบรวมหน่วยงานจัดตั้งเป็นกระทรวงใหม่ ที่น่าจะทำให้การบริหารงานคล่องตัวขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านการวิจัย แต่ก็ยังมีปัญหาสำคัญที่รอการแก้ไขที่เป็นรูปธรรม คือ จำนวนผู้เข้าเรียนสายสามัญมีจำนวนมากกว่าสายวิชาชีพ ส่งผลให้เกิดการว่างงานของบัณฑิตในหลายสาขาวิชา ในขณะที่ขาดแคลน ผู้จบการศึกษาสายวิชาชีพ จึงขอเสนอให้ดำเนินการแก้ไขโดยรัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการศึกษาทั้งหมด (ทุนการศึกษา) กับผู้ที่ประสงค์จะศึกษาสายวิชาชีพ ในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ทุกคน และถ้ามีผลการศึกษาดีจะได้รับการคัดเลือกให้ได้รับทุนการศึกษาต่อในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ต่อเนื่องไปจนถึงศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นไปอีก เพื่อรับราชการเป็นอาจารย์ในสถานศึกษาสายวิชาชีพต่อไป โดยสิ่งที่จะต้องดำเนินการควบคู่กันไป (ซึ่งมีการดำเนินการอยู่บ้างแล้ว) คือ เร่งรัดปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง

แนวทางการแก้ไขนี้ถือได้ว่าเป็นรัฐสวัสดิการสำหรับกลุ่มประชากรวัยเรียน ซึ่งเป็นผู้ที่ยังไม่มีรายได้ และรัฐควรสนับสนุนค่าใช้จ่ายทั้งหมดจากงบประมาณแผ่นดิน เพิ่มเติมจากการศึกษาภาคบังคับที่รัฐดำเนินการอยู่แล้ว

สําหรับประชากรกลุ่มที่อยู่ในวัยทำงาน ซึ่งอาจจะเป็นผู้ที่สำเร็จการศึกษาในระดับหนึ่ง (ทั้งสายสามัญและสายวิชาชีพ) หรือมีทักษะในการทำงานอยู่บ้างแล้ว ก็มีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มเติมหรือปรับเปลี่ยนทักษะเช่นกัน ทั้งนี้ รัฐควรจัดให้มีการฝึกอบรมโดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่แล้ว (บุคลากรและสถานที่) ของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอุดมศึกษาฯ กระทรวงแรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ฯลฯ และรัฐรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด

จากอัตราการเกิดของประชากรที่ลดต่ำลงรวมถึงคุณภาพชีวิตด้านสาธารณสุขที่ดีขึ้น คงจะทำให้ไทยกลายเป็นประเทศที่มีผู้สูงวัยเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงานรวมถึงค่าใช้จ่ายสำหรับสวัสดิการประเภทต่างๆ เพิ่มสูงขึ้น รัฐจึงควรแก้ไขโดยการยืดระยะเวลาการเกษียณอายุออกไป เป็น 70 หรือ 75 ปี (แล้วแต่ลักษณะงาน) และนำประสบการณ์จากการทำงานที่ผ่านมาของประชากรกลุ่มนี้ มาใช้ประโยชน์ โดยต้องมีการฝึกอบรมเพิ่มเติม ที่รัฐรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดเพื่อทำให้ประสบการณ์ที่มีอยู่มีความทันสมัยสามารถนำไปใช้กับสิ่งที่จะปรับเปลี่ยนไปในอนาคตได้

รัฐสวัสดิการเกี่ยวกับการเรียนรู้สำหรับประชากรทุกกลุ่มนี้ มีโอกาสที่จะดำเนินการให้สำเร็จได้ หากมีการประสานงาน จัดการและบริหารงานในลักษณะเดียวกับโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และจะส่งผลถึงการแก้ไขปัญหา การขาดแคลนแรงงาน การว่างงาน ทำให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและมีทักษะเพียงพอ

ที่จะนำพาประเทศไปสู่ความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืนในอนาคต