ความรุนแรงของสงครามลับในลาว ที่กินเวลานาน 8 ปี (ค.ศ.1964-1973) มาจากปัจจัยหลักๆ 4 ประการ ได้แก่ นโยบายของสหรัฐที่เข้าไปแทรกแซงการเมืองในลาวเพื่อสกัดกั้นลัทธิคอมมิวนิสต์ การจัดตั้งกองกำลังชาวม้งอย่างลับๆ เพื่อรับกับคอมมิวนิสต์ปะเทดลาว และการเติบโตของการปลูกฝิ่นและอุตสาหกรรมผลิตเฮโรอีน และการเข้ามามีบทบาทของผู้ทรงอิทธิพลทั้งที่เป็นชาวลาวและชาวอเมริกัน มีตั้งแต่พ่อค้ายาเสพติด รัฐมนตรี และคนของซีไอเอที่รัฐบาลสหรัฐส่งเข้าไปปฏิบัติการลับในลาว เมื่อสัปดาห์ก่อน ผู้เขียนกล่าวถึงนายพลลาวผู้หนึ่งนามว่าภูมี หน่อสวรรค์ ที่มีสายสัมพันธ์ที่ดีเยี่ยมกับซีไอเอ และในระหว่างที่สงครามลับในลาวดำเนินอยู่ ภูมีสร้างอิทธิพลของตนผ่านการค้ายาเสพติดและการขยายเครือข่ายค้ายาเสพติดประเภทเฮโรอีนและมอร์ฟีน ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกฝิ่น ไปจนถึงผู้นำชาวเขาเผ่าม้งที่ทรงอิทธิพลยิ่งนามว่า หวัง เปา
ด้วยความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่างภูมี, หวัง เปา, ซีไอเอในลาว และรัฐบาลสหรัฐ สงครามลับที่เดิมสหรัฐต้องการให้เป็นปฏิบัติการสกัดกั้นไม่ให้คอมมิวนิสต์เข้าไปในลาว กลายเป็นขุมทองให้บรรดาอีลีทลาว และผู้นำชนกลุ่มน้อย และทำให้ลาวกลายเป็นแหล่งปลูกและแหล่งผลิตยาเสพติดที่สำคัญที่สุดในโลกตั้งแต่ทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา นอกจากภูมี หน่อสวรรค์ และหวัง เปา ตลอดจนคนในรัฐบาลลาวอีกจำนวนหนึ่ง ยังมีบุคคลกลุ่มหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการประกอบสร้างลาวในยุคสงครามเย็นให้เป็นทั้งสมรภูมิรบและแหล่งผลิตยาเสพติดที่ใหญ่ที่สุดในโลกในเวลาเดียวกัน ได้แก่ สายลับของซีไอเอที่ถูกส่งไปประจำพื้นที่ต่างๆ ในลาว
แม้ลาวจะมีพื้นที่ติดกับเวียดนาม แต่ยุทธวิธีที่สหรัฐนำมาใช้เพื่อสกัดกั้นคอมมิวนิสต์ในสองประเทศนี้แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ในขณะที่ทหารอเมริกันหลายแสนคนเข้าไปประจำการในเวียดนาม กลับมีทหารอเมริกันที่ถูกส่งไปประจำในลาวเพียงหยิบมือเดียว เพื่อควบคุมกองทัพลับของชาวม้ง ที่ซีไอเอให้การสนับสนุน และยังมีบางคนที่ถูกส่งไปเพื่อพัฒนาความรู้ด้านการเกษตรเพื่อเพิ่มผลผลิตฝิ่น สามทหารเสืออเมริกันที่มีบทบาทสำคัญในสงครามลับในลาว ได้แก่ เอ็ดการ์ บูแยล (Edgar Buell) วิลเลียม ยัง (William Young) และ โทนี่ โพ (Tony Poe)
ซีไอเอทั้งสามคนได้รับมอบหมายให้ไปประจำในพื้นที่ยุทธศาสตร์ต่างๆ ในลาว หากผู้อ่านเคยดูภาพยนตร์เรื่องกองพันอำมหิต หรือ Apocalypse Now ของฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา คงจำผู้พันเคิร์ซ ตัวเอกในเรื่องที่มี มาร์ลอน แบรนโด แสดงนำกันได้ ว่ากันว่าคอปโปลาได้รับแรงบันดาลใจมาจากโทนี่ โพ แม้ทั้งคอปโปลาและโพจะออกมาปฏิเสธในประเด็นนี้
แอนโทนี่ โพเซปนี (Anthony Posepney) หรือโทนี่ โพ ได้รับมอบหมายจากซีไอเอให้เข้าไปปฏิบัติการในลาวตั้งแต่ปี 1961 โพมีประสบการณ์ในอินเดียและมีความเชี่ยวชาญด้านยุทธการต่อต้านคอมมิวนิสต์จีนมายาวนาน ก่อนที่จะถูกส่งเข้าไปในลาว โพถูกส่งไปในเวียดนามใต้ติดชายแดนกัมพูชามาก่อน ไม่กี่ปีต่อมา เขาถูกส่งไปประจำในลาวในฐานะที่ปรึกษาให้กองทัพลับของนายพลหวัง เปา โพเป็นคนที่ออกจะดูลึกลับเข้าใจยากตามสไตล์คนของซีไอเอในยุคนั้น เขาไม่ได้ปลาบปลื้มกับการค้ายาเสพติด และการที่รัฐบาลสหรัฐแกล้งเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ เฉยเมยกับเฮโรอีนจำนวนมหาศาลที่ถูกส่งออกจากลาวเพื่อป้อนตลาดโลกและทหารสหรัฐในเวียดนาม แม้โพจะไม่ยอมให้มีใครขนยาเสพติดขึ้นมาในเครื่องบินของเขา แต่เขาไม่เคยแสดงอาการรังเกียจพ่อค้ายาอย่างออกหน้า เพราะรู้ดีว่าปฏิบัติการของซีไอเอในลาวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อได้รับความร่วมมือจากอีลีท ผู้นำระดับสูงในรัฐบาล และชนกลุ่มน้อย ซึ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายค้ายาเสพติดในลาว รัฐบาลสหรัฐยังปล่อยให้เครือข่ายค้ายาใช้สถานที่ของตนเป็นที่พักยา
สถานการณ์ในลาวเปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อมีข้อตกลงเจนีวา (Geneva Accords) ในปี 1962 ซึ่งเป็นการประชุมเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งในลาว ข้อตกลงมีผลให้สหรัฐต้องถอนกองกำลังออกจากลาวอย่างเป็นทางการ แต่ปฏิบัติการของซีไอเอยังดำเนินอยู่ต่อไปหลังฉาก เพราะกับสงครามกลางเมืองลาวที่ทวีความเข้มข้นขึ้น โพยังประจำอยู่ที่ฐานที่มั่นใหญ่ของหวัง เปา ที่ล่องแจ้ง (Long Tieng) โพเป็นทหารที่มีประสบการณ์ในการรบสูง และประจำในสมรภูมิที่หฤโหดที่สุด ในท่ามกลางสงครามเย็น ลาวเต็มไปด้วยกับระเบิด แม้แต่ผู้มีประสบการณ์สูงอย่างโพก็ได้รับบาดเจ็บจากระเบิดหลายครั้ง จนเขาเองต้องสูญเสียนิ้วมือไปหลายนิ้ว แต่ก็เป็นโพผู้เกรี้ยวกราดนี้เองที่กุมบังเหียนกองทัพลับของหวัง เปา และควบคุมทิศทางของสงครามลับในลาว จึงกล่าวได้ว่าเขามีบทบาทควบคู่กับหวัง เปา โพออกนโยบายกระตุ้นความกระหายของนักรบม้งว่าจะให้ค่าตอบแทนทหารม้งทุกคนที่สามารถตัดหูและ/หรือศีรษะของทหารฝั่งคอมมิวนิสต์ปะเทดลาวได้
ก่อนสงครามลับในลาวสิ้นสุดไม่นาน โทนี่ โพ เกษียณอายุและเลิกทำงานให้ซีไอเอชั่วคราวในปี 1974 เขาลงหลักปักฐานและแต่งงานกับผู้หญิงลาว ทำงานเป็นเกษตรกรอยู่ในหมู่บ้านชาวเขาในลาวต่อมาอีกหลายปีและเดินทางกลับสหรัฐในทศวรรษ 1990 ในสายตาของกลุ่มชาติพันธุ์ในลาว และฝั่งรัฐบาลลาว พวกเขานับถือโพในฐานะ “พ่อใหญ่” หรือฮีโร่ที่คอยปกป้องรักษาพวกเขา มากกว่าคนในรัฐบาล และยังช่วยเหลือให้ชาวม้งจำนวนมากลี้ภัยไปสหรัฐหลังคอมมิวนิสต์ปะเทดลาวได้รับชัยชนะ
แม้ในปัจจุบัน จะมีการเปิดเผยเอกสารของซีไอเอที่เคยเป็นเอกสารลับเพิ่มขึ้นทุกปี แต่เรายังมีข้อมูลเกี่ยวกับโพและหน่วยสืบราชการลับของซีไอเอที่เข้าไปประจำในลาวไม่มากนัก โพเสียชีวิตในปี 2003 ความลับหลายอย่างถูกฝังไปกับร่างของโพ แต่ความจริงแท้ที่เกิดขึ้นในลาวคือสงครามกลางเมือง หรือสงครามลับอันแสนหดหู่ ที่มหาอำนาจทั้งสหรัฐ โซเวียต และจีนสนับสนุนให้ลาวทั้ง 3 ฝ่ายรบกัน
จนทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และยังเปลี่ยนประวัติศาสตร์ลาวสมัยใหม่ไปโดยสิ้นเชิง หลังสงครามลับในลาวสิ้นสุด ลาวเป็นประเทศที่บอบช้ำจากสงครามมากที่สุดในโลก ระหว่างปี 1964-1973 สหรัฐทิ้งระเบิดในลาวไปทั้งสิ้น 580,000 ครั้ง หรือเทียบเท่ากับระเบิด 1 ครั้งทุกๆ 8 นาที เป็นเวลาต่อเนื่องกันถึง 9 ปี

