ก็บอกแล้วว่า สรรพสิ่งล้วนดำรงอยู่อย่างเป็น “สภาวธรรม” ไม่ว่าจะเป็น “ร่างรัฐธรรมนูญ” ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 ไม่ว่าจะเป็น “ประชามติ”
ขอให้ศึกษาจาก พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)
เริ่มจาก “สภาพ” หรือ “สภาวะ” อันได้แก่ความเป็นเอง 1 สิ่งที่เป็นเอง 1 และธรรมดา 1
พลันที่กลายเป็น “สภาวธรรม”
หลักแห่งความเป็นเอง 1
สิ่งที่เป็นเองตามธรรมชาติของเหตุปัจจัย 1
เหมือนกับ “ร่างรัฐธรรมนูญ” พลันที่ประกาศร่างแรกเมื่อปลายเดือนมกราคม ก็ยากอย่างยิ่งที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ จะกุมทิศทางเอาไว้ได้
ยิ่งผ่านร่างสุดท้ายปลายเดือนมีนาคมยิ่ง โก โซ บิก
มีความพยายามจะอาศัย พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 โดยฝีมือประธานคณะกรรมาธิการระดับพล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม มากำกับ
ถามว่า “กำกับ” ไหวหรือ
พลันที่ปรากฏ “ศูนย์ปราบโกงประชามติ” จากปีกของ นปช.ประสานเข้ากับ 17 อดีตรัฐมนตรี อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย “โพสต์”ข้อความประกาศ “ไม่รับ” อย่างพร้อมเพรียงกัน
อาการ “นะจังงัง” ก็บังเกิด
ความเกรี้ยวกราดจาก พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สามารถเข้าใจได้ เหมือนกับอาการหงุดหงิดอันมาจาก นายอุดม รัฐอมฤต ผนวกรวมเข้ากับ นายอมร วาณิชวิวัฒน์
แต่ภายใน “ความเกรี้ยวกราด” ก็เผย“จุดอ่อน”
และภายใน “ความหงุดหงิด” ก็ทำให้บรรดา “อิด” และ “อีโก้” อันซ่อนอยู่ภายใน”ซับคอนเชียส” ลึกเร้นได้เผยแสดงออกมา
ล่อนจ้อน เปล่าเปลือย
เหมือนกับการออกคำสั่งให้ทหารในทุกค่ายทุกกรมกองร่วมมือกับฝ่ายปกครอง ฝ่ายตำรวจตระเวนไปปลดแม้กระทั่งป้าย
“ไม่ล้ม ไม่โกง ไม่อายพม่า”
ไม่ว่าจะเป็นที่ร้านของ “เจ๊เพ็ญ” ตลาดลำปาง ไม่ว่าจะเป็นบ้านของ “เจ๊พรรณวดี” แห่งบ้านตันติศิรินทร์ ขอนแก่น ไม่ว่าจะเป็นบ้านของ “เสธ.มะ” ที่หนองบัว กาญจนบุรี
ทุกอย่างกลังซ้ำรอย “ปฏิทิน” ปีใหม่ ทุกอย่างกลังซ้ำรอย “ขันแดง”
เป้าหมายจริงๆ มิได้อยู่ที่ตัวปฏิทิน เป้าหมายจริงๆ มิได้อยู่ที่ขันแดง เป้าหมายจริงๆ มิได้อยู่ที่ศูนย์ปราบโกง
หากอยู่ที่ “วุฒิภาวะ” แห่ง “อำนาจรัฐ” มากกว่า
การปรากฏขึ้นและดำรงอยู่ของ “ร่างรัฐธรรมนูญ” ของ พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 และของกระบวนการ “ประชามติ”
จึงเป็นสภาวะอันดำเนินไปอย่างยากที่จะ“ควบคุม”
เพราะ “ร่างรัฐธรรมนูญ” ได้กลายเป็นสมบัติของสาธารณะไปแล้ว จะห้ามอย่างไร
ก็จะต้องมีเสียงและกระแสแห่งการวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้น
แม้กระทั่งในบทเพลง “7 สิงหา ประชามติร่วมใจ ประชาธิปไตยมั่นคง”
หากคิดว่าสามารถควบคุมได้ กำกับได้แล้วเหตุใดจึงต้องมีการแก้ไขกระทั่งกลายเป็น “เวอร์ชั่น 2” ออกมา
ยิ่ง “เสวนาสัญจร” ยิ่งกลายเป็นคนละเรื่อง
ในเบื้องต้นอาจเริ่มที่สโมสรกองทัพบก ในกาลต่อมาอาจจัดที่ค่ายทหารแห่งจังหวัดทหารบกนครศรีธรรมราช แต่เมื่อถึงเชียงใหม่ก็ต้องออกจากค่ายกาวิละ และเมื่อถึงนครราชสีมาก็ต้องออกจากค่ายสุรนารี
เห็นหรือไม่ในสภาวะอันพลิกผันแปรเปลี่ยน
การสั่ง “นายพล” ทั้งหลายให้ร่วมมือกับ “เจ้าเมือง” ให้ร่วมมือกับ “ผู้บังคับการ” ของแต่ละพื้นที่เข้าไปปลดป้าย “ไม่ล้ม ไม่โกง ไม่อายพม่า”
ยิ่งก่อให้เกิด “คำถาม” แตกแยกย่อยออกไปอเนกอนันต์
เป็นคำถามถึง “ศูนย์ปราบโกง” เป็นคำถามถึง “ไม่ล้ม ไม่โกง ไม่อายพม่า” ในห้วงเวลาเดียวกันกับที่ออง ซาน ซูจีมาเยือน
โบราณสรุปมานานแล้วว่า “ขว้างงูไม่พ้นคอ” สืบเนื่องแต่ปฏิบัติการอย่างไรและส่งผลสะเทือนประการใด
นับแต่รัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 เป็นต้นมา นับแต่ “แม่น้ำ5 สาย” ร่วมกันผลักดันร่างรัฐธรรมนูญให้ปรากฏมา ถนนทุกสายล้วนก้าวไปยัง “ประชามติ”
ทุกใบหน้าล้วนมี “โลโก้” ทุกการเคลื่อนไหวล้วนมี “สังกัด”

