เช็กยอดสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ณ วันนี้ 499 เสียง (ขาดอีก 1 ต้องรอผลเลือกตั้งซ่อมเขต 7 ขอนแก่น วันที่ 22 ธันวาคม) พรรคร่วมรัฐบาลมี ส.ส.เหนือฝ่ายค้านที่ 252 ต่อ 247
ในทางคณิตศาสตร์ ลงมติเรื่องใด ฝ่ายรัฐบาลน่าจะกุมชัยชนะได้ทุกรอบ
แต่การประชุมสภาสัปดาห์ก่อน ไม่เพียงพรรคร่วมรัฐบาลจะแพ้โหวตฝ่ายค้านที่ร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์บางส่วน สนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาผลกระทบจากการกระทำประกาศและคำสั่งของ คสช. และการใช้อำนาจของหัวหน้า คสช.ตามมาตรา 44 ไปด้วยคะแนน 236 ต่อ 231 งดออกเสียง 2 และไม่ลงคะแนน 1
ยังเกิดสิ่งที่เรียกว่า สภาล่มซ้ำซ้อน
เมื่อพรรคร่วมรัฐบาลอ้างสิทธิตามข้อบังคับการประชุม ขอนับคะแนนใหม่ ทำให้ฝ่ายตรงข้ามแก้เกมด้วยการวอล์กเอาต์ออกจากที่ประชุม ทำให้ นายชวน หลีกภัย ประธานสภา ต้องเปิดนับองค์ประชุม
ผลปรากฏมี ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล เหลืออยู่เพียง 92 เสียง
สภาล่มครั้งที่ 1
วันรุ่งขึ้น 28 พฤศจิกายน มีการประชุมสภานัดสุดท้ายของสัปดาห์ ทั้งที่พรรคร่วมรัฐบาลย่อมรู้แน่ชัดว่า พรรคฝ่ายค้านคงไม่ยอมเป็น “นั่งร้าน” เข้าร่วมให้ครบองค์ประชุม
ต้องระดมเสียงเต็มกำลัง ที่สุดก็มี ส.ส.ซีกรัฐบาลลงชื่อร่วมประชุมเพียง 242 เสียง จากที่จำเป็นต้องมีอย่างน้อย 299 เสียง จึงครบองค์ประชุม
สภาล่มเป็นครั้งที่ 2
หากจะมองว่า เหตุการณ์โหวตจัดตั้ง กมธ.ศึกษาผลกระทบจากคำสั่ง คสช. จนนำมาสู่สภาล่ม เป็นเพียงการชิงไหวชิงพริบระหว่างพรรคร่วมฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล
ก็คงไม่ถูกต้องทั้งหมด
เพราะต้องไม่ลืมว่า 6 เสียงโหวตให้ตั้ง กมธ.ก็มาจากคนของพรรคประชาธิปัตย์ หนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาล
เหมือนสะท้อนสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล
เช่นเดียวกัน ต้นเหตุของสภาล่ม ก็สะท้อนถึงความรับผิดชอบร่วมกันของ ส.ส.ซีกรัฐบาล รวมไปถึงการบริหารจัดการของวิปรัฐบาล ก็ไม่สามารถจัดกระบวน ส.ส.ให้อยู่ในแถวในแนวได้ ย่อมเป็นอุปสรรคต่องานสภาระยะข้างหน้า
ไม่เพียงเกมในสภาผู้แทนราษฎรที่ฝ่ายรัฐบาลออกอาการขลุกขลัก
แต่การทำงานของรัฐบาลในนโยบายสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ปากท้องประชาชน ที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ กลับปรากฏภาพรัฐมนตรีไม่ “คลิก” ในการทำงานร่วมกัน
ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความเป็นรัฐบาลมากพรรค ต้องจัดสรรเก้าอี้กระจายไปแต่ละกระทรวง กลายเป็นปัญหาความเป็นเอกภาพที่จะหนุนเสริมกันและกัน
แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะนั่งคุมทีมเศรษฐกิจด้วยตัวเอง แต่บรรยากาศรัฐมนตรีต่างคนต่างเดินเก็บแต้มเข้าพรรคตัวเอง กลับฉายภาพให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น
พล.อ.ประยุทธ์ต้องออกปากในการประชุม ครม.เศรษฐกิจ “ถึงจำเป็นจะต้องพิจารณาในกรอบกว้างด้วย นอกเหนือจากกิจกรรมที่มีอยู่ในความรับผิดชอบ (ของแต่ละกระทรวง) เพื่อเดินหน้าไปทั้งการสร้างความเข้มแข็ง…ซึ่งได้ให้แนวทางไปแล้วว่า คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจมีที่มาจากหลายส่วน และหลายพรรคการเมือง จึงย้ำทุกครั้งว่าการทำงานทุกครั้งต้องอยู่ในกรอบของรัฐบาล ซึ่งทุกหน่วยงานต้องนำนโยบาย คำสั่งการ หรือมติของที่ประชุมไปขับเคลื่อน”
ทั้งภาวะในสภาผู้แทนราษฎร ทั้งภาวะในรัฐบาล
ชวนให้นึกถึงคำพูดของ รองนายกฯวิษณุ เครืองาม เมื่อครั้งช่วงแรกๆ การจัดตั้งรัฐบาล
“ไม่มีเรือแป๊ะแล้ว จบ บัดนี้เรือลำใหญ่มาก เพราะบรรทุกคนก็เยอะกว่า สินค้าก็เยอะกว่า ความรับผิดชอบก็มากกว่า…มันใหญ่กว่าเรือแป๊ะ เพราะเรือแป๊ะมันเป็นไม้ เรือลำนี้พื้นมันเป็นเหล็ก ดังนั้น เมื่อเป็นเหล็กสนิมมันเกิดได้ และปกติสนิมเกิดแต่เนื้อในเหล็ก อะไรก็ตามที่เป็นเหล็กสนิมมันเกิดได้ทั้งนั้น….”
ผ่านมาไม่กี่เดือน เริ่มเห็นสนิมใน “เรือเหล็ก” แล้ว

