อนาคตคนรุ่นใหม่ไทย : โดย เฉลิมพล พลมุข

ประชากรในรัฐชาติสาธารณรัฐประเทศใดประเทศหนึ่งย่อมเป็นดัชนีชี้วัดถึงคุณภาพของคนในประเทศชาตินั้นอย่างปฏิเสธมิได้ ทั้งในบริบทของประเพณีวัฒนธรรม ความเชื่อ สังคม ศาสนา เทคโนโลยี เศรษฐกิจและระบบการเมืองภายในประเทศ

จำนวนตัวเลขของประชากรไทยทั้งประเทศจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ข้อมูล ณ วันที่ 24 มิถุนายน 2562 มีประชากรรวม 66,371,311 คน และประมาณการประชากรจากสหประชาชาติใน พ.ศ.2562 ที่จำนวน 69,626,000 คน โดยเป็นผู้ชายร้อยละ 49.0 และผู้หญิงร้อยละ 51.0 หรืออัตราส่วนเพศชาย 96.2 คน ต่อเพศหญิง 100 คน โดยเป็นผู้มีสัญชาติไทยร้อยละ 95.1 และเป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทยร้อยละ 4.9 มีประชากรวัยทำงานอายุ 15-64 ปี ถึงจุดสูงสุดในปี พ.ศ.2560 หรือเมื่อสองปีที่ผ่านมา และจะลดต่ำลงกว่าร้อยละ 60 ก่อนปี ค.ศ.2050 และคาดการณ์ถึงประชากรสูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไปในร้อยละ 19.5 ในปี ค.ศ.2030 หรืออีกสิบปีข้างหน้า (th.m.wikipedia.org)

การจัดกลุ่มคนของคนในประเทศต่างๆ ทั่วโลกเราขณะนี้ได้จัดแบ่งเป็นกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ หรือคนที่เกิดในช่วง ค.ศ.1946-1963 เขาเหล่านั้นช่วงวัยในเวลานี้ก็คือผู้ที่สูงอายุ อาทิ นายกรัฐมนตรีของไทย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รวมถึงคณะรัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. ที่ปรึกษา เพื่อนร่วมรุ่น นักธุรกิจที่กุมระบบเศรษฐกิจในประเทศบางคน คนเจเนอเรชั่น (Generation X) ก็คือกลุ่มคนที่เกิดระหว่าง ค.ศ.1960-1980 กลุ่มคนเหล่านี้เป็นรุ่นน้องของกลุ่มเจนเบบี้บูม หรือเขาหลายคนอยู่ในวัยทำงานสร้างเนื้อสร้างตัว มีครอบครัวมีลูกมีหลานเป็นกำลังที่สำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ

กลุ่มคนเจเนอเรชั่นวาย (Generation Y) เป็นกลุ่มคนที่เกิดใน ค.ศ.1980-2000 หรือ พ.ศ.2523-2543 มีจำนวนประชากรประมาณ 21.2 ล้านคน หรือร้อยละ 31.2 ผู้คนของคนกลุ่มนี้ก็คือคนในวัยใกล้เคียงกับหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 7 : 2 เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 ให้พ้นสมาชิกภาพ ส.ส.ในความผิดตามมาตรา 98 (3) ตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2562 ขณะเดียวกันก็ยังคงสิทธิทางการเมือง ตำแหน่งหัวหน้าพรรค กลุ่มของคนในวัยดังกล่าวหลายๆ คนมีลูกกำลังเรียนทั้งในระดับปฐมวัย ประถมศึกษา และหลายๆ คนมีความเก่งในการบริหารธุรกิจสมัยใหม่ เทคโนโลยี

เป็นกลุ่มคนที่มีรสนิยมชอบสังคมแบบออนไลน์ ออฟไลน์ ทะเยอทะยาน ต้องการความก้าวหน้าในระบบงานและต้องการเห็นอนาคตของประเทศ อาจจะรวมถึงความเชื่อในศาสนาที่มีข้อลังเลสงสัย

กลุ่มคนเจเนอเรชั่นมิลเลนเนียล (Generation millennial) ที่เกิดหลัง ค.ศ.2000 ชีวิตของเขาเหล่านั้นก็คือวัยรุ่นวัยเรียนที่กำลังเรียนอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือเริ่มเรียนในระดับมหาวิทยาลัยอยู่ทั่วประเทศ ชีวิตของเขาเหล่านั้นลืมตาดูโลกในความพร้อมส่วนหนึ่งของคนเป็นพ่อแม่ปู่ย่าตายายที่ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานของประเทศอยู่ในระดับที่อำนวยความสะดวกในชีวิต ทั้งน้ำไหลไฟสว่างหนทางสะดวก มีระบบเทคโนโลยีสังคมออนไลน์ระบบต่างๆ ให้เขาเหล่านั้นได้เรียนรู้และเข้าถึง ผู้หลักผู้ใหญ่ในวัยปู่ย่าตายายพ่อแม่พี่ป้าน้าอาได้ตั้งข้อสงสัยกับวัยดังกล่าวที่ว่า เขาเหล่านั้นจักนำพาชีวิตครอบครัวให้รอดพ้นความเป็นวัตถุนิยม บริโภคนิยม เงินนิยม ทุนนิยม อำนาจนิยมและประชานิยมไปได้อย่างราบรื่นปลอดภัยหรือไม่…

ข้อเท็จจริงหนึ่งที่ถูกนำเสนอในสื่อต่างๆ ของสังคมไทยเราที่ผ่านมาก็คือ ในวันเวลานี้คนไทยในวัยแรงงานเกิดประสบภาวะของการตกงาน เลือกงาน หรือไม่มีงานทำทั้งเหตุปัจจัยโรงงานบริษัทห้างร้านประสบปัญหาในเศรษฐกิจของประเทศ หลายแห่งเลิกจ้าง บางแห่งมีเงื่อนไขไม่มีวันเวลาชั่วโมงในการทำงานล่วงเวลาและการลดหย่อนของเงินเดือนแรงงาน ภาวะของการไม่มีงานทำย่อมส่งผลถึงรายจ่ายประจำวันในครอบครัว หากเขาเหล่านั้นมีรายจ่ายในอัตราที่คงที่ อาทิ ผ่อนบ้าน ที่ดิน รถ สินเชื่อ หรือต้องมีรายจ่ายประจำ ย่อมนำมาซึ่งความเดือดร้อนอย่างเลือกมิได้

ตัวเลขหนึ่งของสำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้มีการสำรวจภาวะของการทำงานในประชากรไทยเดือนกันยายน 2562 ที่ผ่านมาพบว่า ผู้ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปในจำนวน 56.64 ล้านคน เป็นผู้ที่อยู่ในวัยแรงงาน หรือมีผู้ที่พร้อมในการทำงานอยู่ในตัวเลข 37.72 ล้านคน พบผู้ที่ว่างงานถึง 3.85 แสนคน หรือมีผู้ที่รอฤดูกาลในการทำงานอีก 1.2 แสนคน โดยพบในกลุ่มคนอายุ 15-24 ปี มีอัตราในการว่างงานร้อยละ 6.5 ผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีมีภาวะว่างงานถึง 1.73 แสนคน

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ให้ข้อมูลพบบัณฑิตตกงานมากถึง 370,000 คน ในเดือนมีนาคม 2563 หรืออีกสามเดือนข้างหน้าจะมีบัณฑิตที่จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยอีก 300,000 คนเศษ รัฐบาลได้มอบให้กระทรวงการอุดมศึกษาได้จัดทำโครงการยุวชนสร้างชาติที่มีบัณฑิตอาสาประชารัฐ กองทุนยุววิสาหกิจ คาดว่าจะใช้เงินงบประมาณ 8,600 ล้านบาท ซึ่งได้รับความเห็นชอบจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีแล้ว โครงการดังกล่าวจะเริ่มในเดือนธันวาคม 2562 …(คมชัดลึก 19 พฤศจิกายน 2562 หน้า 6)

ในงบประมาณดังกล่าวได้จัดให้มีการจ่ายเงินในโครงการยุวชนสร้างชาติ ให้เงินกับบัณฑิตที่จบใหม่ในจำนวน 50,000 คน ระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี โดยได้รับเงินเดือนละ 10,000-15,000 บาท เพื่อให้เขาเหล่านั้นได้ไปทำงานกับชุมชนชาวบ้าน และโครงการอาสาประชารัฐในงบประมาณ 500 ล้านบาท สำหรับนักศึกษาที่กำลังเรียนในชั้นปีที่ 3-4 ในจำนวน 10,000 คน ระยะเวลาในการทำงาน 4-5 เดือน หรือหนึ่งภาคการศึกษา โดยจะมีเบี้ยเลี้ยงให้คนละ 5,000 บาท

การให้โอกาสหรือการแก้วิกฤตของคนที่จบการศึกษาแล้วจะเข้าสู่แรงงานในห้างร้านบริษัทต่างๆ ในวันเวลาที่ผ่านมาที่สถานที่เหล่านั้นหลายแห่งได้มีภาวะของการเลิกจ้าง ปิดกิจการ รัฐมีนโยบายเพื่อช่วยคนในวัยที่จบการศึกษาใหม่ๆ และวัยแรงงาน ดูเสมือนว่าจะตอบโจทย์ของรัฐในนโยบาย สังคมไทยไม่หยุดเรียนรู้ สร้างโอกาส สร้างอาชีพ ครอบคลุมทุกช่วงวัย Life Long Learning โดยให้ทำงานร่วมกับ 11 บริษัทขนาดใหญ่ที่ทำธุรกิจค้าขายอยู่ในสังคมไทย นอกจากนั้นก็ยังมีโครงการ 1 ไร่ 1 ล้าน…

โครงการดังกล่าวของรัฐดูเสมือนเจตนาดีเพื่อแก้ปัญหาของคนรุ่นใหม่ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยแล้วจบออกมาต้องเผชิญกับภาวะของการตกงานหรือว่างงาน การใช้งบประมาณในจำนวนมากกว่าแปดพันล้านบาทคงจะมิใช่ตัวเลขที่ธรรมดาสามัญทั่วไป คำถามหนึ่งใครบางคนหรือจากสังคมส่วนหนึ่งที่ว่า การบริหารจัดการในงบประมาณดังกล่าวเป็นไปอย่างธรรมาภิบาล มีการตรวจสอบติดตามมิให้รั่วไหลไปสู่ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียด้วยหรือไม่ หรือเงินทุกบาททุกสตางค์จะตกอยู่ในมือของบัณฑิตที่อยู่ในภาวะของการตกงานในข้อเท็จจริงหรือไม่

หรือว่าในโครงการดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้วมีการประเมินผลงานเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติในภาพรวมหรือว่าเป็นนโยบายประชานิยมที่ต้องการฐานเสียงอำนาจนิยมในการดำรงต่อไปในอนาคตหรือไม่…

คุณภาพชีวิตของเด็กเยาวชนคนรุ่นหนุ่มสาวที่ได้รับการศึกษาทั้งอยู่ในสถานศึกษาของรัฐและเอกชนเราทุกวันนี้ รัฐได้สนับสนุนเงินกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาหรือ กยศ. เพื่อสนับสนุนให้โอกาสให้เขาได้รับการศึกษาที่ดีแล้วหวังว่าวันหนึ่งเขาเหล่านั้นได้มีงานทำแล้วก็จะชดใช้เงินที่ได้ยืมไปจากภาษีของประชาชนทั้งชาติเพื่อคืนรัฐบาล โดยข้อมูลหนึ่งเมื่อปีที่แล้วรัฐต้องมีหนี้เสียกว่า 70,000 ล้านบาทจากการปล่อยกู้ 5.4 คน มีการผิดนัดการชำระในจำนวน 2.1 ล้านคน ข้อเท็จจริงหนึ่งเราท่านได้พบเห็นทั้งในสื่อและพฤติกรรมของบางคนที่หลีกหนี ไม่ให้ความสำคัญที่จะคืนเงินดังกล่าวเป็นจำนวนมากโดยสร้างภาระในทางงบประมาณและโอกาสของรุ่นน้องที่ต้องการในความเดือดร้อนดังกล่าว…

ความมีคุณภาพของเด็กเยาวชนวัยรุ่นวัยเรียนบางคนในสังคมไทยเราวันนี้ถูกตั้งคำถามจากผู้ใหญ่หรือใครบางคนที่ว่า ชีวิตของเขาเหล่านั้นเมื่อปรากฏในสื่อประเภทต่างๆ ในวันเวลาที่ผ่านมาก็คือ การเสพยาเสพติด เล่นการพนัน เด็กแว้น หนีเรียนถูกให้ออกจากระบบการศึกษา คุณแม่วัยใส ท้องทำแท้งก่อคดีอาชญากรรมในหลากหลายรูปแบบจนต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในสังคม จำนวนของเขาเหล่านั้นที่อยู่ในทัณฑสถาน หรือสถานพินิจคุมขังอยู่ทั่วประเทศมีอยู่ในตัวเลขของข้อเท็จจริง

มีเด็กเยาวชนวัยรุ่นวัยเรียนบางคนที่น่าชื่นชมขยันในการศึกษาเล่าเรียน รับผิดชอบทั้งต่อตนเอง ครอบครัวและสังคม ในภาพรวมยังคงมีให้พบเห็นอยู่บ้าง อาทิ ไม่เกเร ทำงานที่สุจริตเสริมจากรายได้ของผู้ปกครอง หรือช่วยงานสาธารณกุศลบ้างตามโอกาส มองตนเองออกบอกตนเองได้ใช้ตนเองเป็น ประเทศชาติจักเป็นเช่นไรในอนาคตก็คงจักต้องมองถึงการใช้ชีวิตของเขาเหล่านี้ในปัจจุบัน คำพูดหนึ่งที่เราได้ยินก็คือ เด็กในวันนี้เป็นเช่นไรก็จักเป็นผู้ใหญ่เช่นนั้นในวันข้างหน้า…

เฉลิมพล พลมุข

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ออสเตรเลีย สั่งห้ามขายประกันทางโทรศัพท์
บทความถัดไปทึ่ง!!คุณตาหำ102ปี อยู่มา5แผ่นดิน