สถานการณ์ในคืนวันที่ 3 ธันวาคม ณ สโมสรราชพฤกษ์ เปล่าเปลือยอย่างยิ่งแล้ว สถานการณ์ในที่ประชุมสภาเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ยิ่งล่อนจ้อน
เหมือนกับความอัปยศจะสัมผัสได้จาก 10 งูเห่า
ไม่ว่าจะเป็น 3 จากพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็น 2 จากพรรคอนาคตใหม่ ไม่ว่าจะเป็น 4 จากพรรคเศรษฐกิจใหม่ ไม่ว่า 1 จากพรรคประชาชาติ
หากแต่เห็นได้ชัดจากเสียงไชโย 3 รา
หากแต่เห็นได้ชัดจากเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องการเสิร์ฟ “หูฉลาม” แสนแพงเย้ายอกในหัวใจของคนรักสัตว์และสิ่งแวดล้อม
หากแต่เห็นได้ชัดจากการปล่อยให้นักโทษหนีคดี “ลอยนวล” อยู่ในสภา
การปัดปฏิเสธคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาผลกระทบจากประกาศและคำสั่งของ คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช.ตามมาตรา 44
เท่ากับเป็น “ใบเสร็จ” การันตีให้กับ “รัฐประหาร”
อย่าเพิ่งไชโยโห่ร้องให้กับจำนวน 10 งูเห่าที่สวนมติพรรคของตนไปยืนเรียงเคียงกับการปกป้อง คสช. ปกป้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
เพราะนั่นคือ “รอยแผล” ที่มีโอกาส “บานปลาย”
สะท้อนให้เห็นสภาพความเป็นจริงที่ไม่เพียงแต่เป็นการยอมรับต่อ “รัฐประหาร” ยอมรับต่ออำนาจของมาตรา 44 อันมาพร้อมกับการยึดอำนาจ
หากแต่ยังเท่ากับเป็น “พัฒนาการ”
เมื่อไม่มี M ตามอำนาจของ “มาตรา 44” อยู่ในมือ ก็จำเป็นต้องเปิดปฏิบัติการ M-meeting และเป็นไปได้ที่จะตามมาด้วย M-money
เพราะไม่ว่า “กล้วย” ไม่ว่า “หูหลาม” ล้วนต้องใช้ “เงิน”
และจากสถานการณ์เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม มีแนวโน้มและความเป็นไปได้ว่าอาจจะต้องมีสถานการณ์แบบวันที่ 3 ธันวาคม เกิดขึ้นอีก
เพราะสถานการณ์ Meeting สัมพันธ์กับสถานการณ์ Money
ถามว่าผลจากการลงมติปฏิเสธญัตติด่วนจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาผลกระทบจากประกาศและคำสั่งของ คสช.และคำสั่งหัวหน้า คสช.ตามมาตรา 44
จบลงแค่วันที่ 4 ธันวาคม หรือ
ไม่ใช่หรอก ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าพรรคชาติไทยพัฒนา ไม่ว่าพรรคเล็กพรรคน้อยที่ลงมติ “ไม่ยอมรับ”
ในอีกด้านเท่ากับเป็นการการันตีให้กับ “รัฐประหาร”
เหมือนกับจะเป็นการยอมรับรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เท่านั้น แต่หากไปดูญัตติที่เสนอโดย นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย และคณะจากพรรคประชาธิปัตย์
ก็เท่ากับยอมรับไปไกลถึงรัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2534 ด้วย
จากการตัดสินใจครั้งนี้ จึงเท่ากับเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับ “รัฐประหาร” และจะมีผลผูกพันไปอย่างยาวนานจนถึง “การเลือกตั้ง”
ไม่ว่าพรรคการเมือง ไม่ว่านักการเมือง
เมื่อปฏิเสธญัตติด่วนแล้วจะหมายความว่าโอกาสของการตรวจสอบศึกษาผลกระทบประกาศคำสั่งของ คสช.และของหัวหน้า คสช.จะจบลงอย่างนั้นหรือ
ไม่หรอก
ก็เหมือนที่หลายคนจากพรรคพลังประชารัฐ “อภิปราย” และก็เหมือนที่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล แถลงนั่นก็คือ การตรวจสอบจะเริ่มได้ที่คณะกรรมาธิการ “สามัญ”
เมื่อ “ประตู” ถูกปิด ก็สามารถเข้าทาง “หน้าต่าง” ได้

