ถึงจุดนี้ได้ยังไง?! : โดย สุรพล สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา

ดูเหมือนว่าสถานการณ์เศรษฐกิจไทยขณะนี้ และแนวโน้มในปี 2563 ยังคงน่าเป็นห่วง

แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามทยอยเข็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมามากขึ้น

แต่เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อของประชาชนยังไม่ฟื้นตัว ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ที่สำคัญยังมีความกังวลต่อเสถียรภาพการเมืองทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ประชาชนยังจับตามองปัญหาเดิมๆ ทั้งรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ กังวลการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง การยุบสภา งบประมาณประจำปี 2563 ยังไม่ออกมา

ที่สำคัญสถานการณ์สงครามการค้าสหรัฐและจีนยังมีความไม่แน่นอน สถานการณ์เบร็กซิท การแข็งค่าของค่าเงินบาท ล้วนกระทบต่อการแข่งขันของผู้ส่งออกและการท่องเที่ยว ความกังวลเหล่านี้ทำให้ผู้บริโภคไม่กล้าใช้จ่าย

ผลสงครามการค้า ค่าเงินบาทแข็งค่ากว่า 7% ตั้งแต่ต้นปี ทำให้การส่งออกเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 3% กลับติดลบ 2% เม็ดเงินหายไปกว่า 3 แสนล้านบาท

ค่าเงินบาทแข็งกระทบต่อการท่องเที่ยว คาดนักท่องเที่ยวลดลงราว 5 หมื่นคน ประมาณคร่าวๆ ว่ารายได้หายไป 5 หมื่นล้านบาท

หากช่วง 3 เดือนนี้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังลดลงต่อเนื่อง จะเป็นการลดลงในรอบ 1 ปี ถือเป็นความเสี่ยงรุนแรงต่อเศรษฐกิจ จีดีพี ปี 2563 อาจจะต่ำกว่า 2.5%

แม้ว่าจะมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 5-6 บาท แต่ทั้งฝ่ายลูกจ้างและนายจ้างต่างก็ไม่พอใจ

ลูกจ้างมองว่าปรับน้อยเกินไป เทียบได้กับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแค่ซองเดียว

ฝ่ายนายจ้างก็มองว่า ยิ่งเป็นการซ้ำเติมผู้ประกอบการ เพราะตอนนี้อยู่ในสภาวะยากลำบากอยู่แล้ว

สภาพเศรษฐกิจไทยตอนนี้ ดูเหมือนอยู่ในช่วงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

เพราะไม่ใช่เพียงแค่ ภาคเกษตร ภาคธุรกิจทั่วไป ที่กำลังได้รับความเดือดร้อนเท่านั้น

แต่ลุกลามไปยังเศรษฐกิจฐานรากอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ล่าสุดบรรดาธุรกิจรับซื้อของเก่า กำลังได้รับผลกระทบจากนโยบายนำเข้าขยะจากต่างประเทศเสรีมากเกินไป

เพื่อต้องการนำขยะเข้ามาป้อนให้โรงงานรีไซเคิลขยะในประเทศไทยที่มีอยู่จำนวนมาก

แต่ช่วงหลังประเทศจีนมีนโยบายห้ามนำเข้าขยะรีไซเคิล ทำให้ขยะจำนวนมหาศาลทะลักเข้ามายังประเทศไทยเกินความต้องการ

ส่งผลกระทบกับธุรกิจรับซื้อของเก่า และบรรดารถซาเล้งที่รับซื้อของเก่า ถือว่าเป็นผู้มีรายได้น้อยในเมืองที่มีอยู่จำนวนมากขณะนี้

คนกลุ่มนี้ต้องเที่ยวตระเวนรับซื้อของเก่าตามบ้านเรือนประชาชน มีกำไรไม่มาก แค่พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องไปวันๆ

ตอนนี้รายได้จากการซื้อขยะรีไซเคิลหลายอย่างลดลงมาก เพราะร้านรับซื้อกดราคาลง

บางอย่างถึงขั้นไม่รับซื้อเลยก็มี สร้างความเดือดร้อนให้กลุ่มผู้หาเช้ากินค่ำกลุ่มนี้อย่างหนัก

ที่สำคัญยังจะส่งผลกระทบเกิดปัญหาขยะล้นประเทศตามมา เพราะขยะนำเข้าจำนวนมากแต่ละวัน หากไม่นำไปรีไซเคิล ถามว่าจะไปอยู่ที่ไหนหมด

เป็นอีกปัญหาที่น่าเป็นห่วง เพราะขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมหนักหนาสาหัสอยู่แล้ว

ไม่น่าเชื่อว่าประเทศไทยมาถึงจุดที่ประชาชนคนยากคนจน แม้แต่คนเก็บขยะขายยังเดือดร้อนหนักขนาดนี้ได้อย่างไร

ดังนั้น ถ้ารัฐบาลไม่รีบระดมสรรพกำลัง เร่งแก้ปัญหาปากท้องประชาชนอย่างเอาจริงเอาจังมากกว่านี้ โดยเฉพาะเร่งเดินหน้าโครงการของรัฐอย่างเต็มที่ เช่น อีอีซี 5จี หรือแม้แต่การเลือกตั้งท้องถิ่น

เพื่อเป็นการใส่เม็ดเงินอัดฉีดเข้าไปในระบบ สร้างงาน สร้างรายได้ ให้เข้มข้นกว่านี้

ยิ่งตอนนี้ปัจจัยเกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติ ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนในรัฐบาลหรือกลุ่มผู้มีอำนาจกับฝ่ายตรงข้าม เริ่มฉายภาพให้เห็นชัดเจนหลายประเด็นมากขึ้นเรื่อยๆ

หากมาเจอปัญหาปากท้องยังเลวร้ายไปกว่าเดิม ไม่ทำอะไรใหม่ๆ ใช้วิธีแก้ปัญหาใหม่ๆ ยิ่งอยู่ ยิ่งแย่

รัฐบาลเตรียมนับถอยหลังได้เลย

สุรพล สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘เอกชัย’จี้ตร.จับ’พ.ต.ท.ไวพจน์’ชี้’บิ๊กแป๊ะ’จะปัดรับผิดชอบไม่ได้
บทความถัดไป‘ผวจ.กาญจน์’แจงรื้อบ้านพักคนงานโรงงานกระดาษตามสัญญา ยันไม่มีอำนาจ