หน้าแรก คอลัมนิสต์ ดุลยภาพดุลยพิ...

ดุลยภาพดุลยพินิจ : สิทธิแรงงานต่างด้าวžในประเทศไทย

13.12.19 | 13:00 น.

เมื่อปลายตุลาคมที่ผ่านมาประเทศไทยมีเรื่องตื่นเต้นนิดหน่อยเมื่อสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (US Trade Representative: USTR) ประกาศว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งระงับการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป หรือจีเอสพีกับสินค้าไทยคิดเป็นมูลค่า 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 39,650 ล้านบาท โดยอ้างว่าไทยล้มเหลวในการจัดสิทธิที่เหมาะสมให้กับแรงงานตามหลักสากลโดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย

อย่างที่คงจะทราบกันดี สินค้าไทยที่อยู่ในรายการที่จะถูกตัดสิทธิจีเอสพีตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2563 มี 573 รายการ ครอบคลุมทั้งของกินและของใช้ ตั้งแต่อาหารทะเลหลากชนิด ผักและผลไม้ เมล็ดพันธุ์ น้ำเชื่อมและน้ำตาล ซอสถั่วเหลือง น้ำผักและน้ำผลไม้ ไปจนถึงอุปกรณ์เครื่องครัว ประตูหน้าต่าง ไม้อัดและไม้แปรรูป ตะกร้า ดอกไม้ประดิษฐ์ จานชาม เครื่องประดับ เหล็กแผ่น สเตนเลส ฯลฯ

แต่ถึงขณะที่เขียนบทความนี้ คงหายตื่นเต้นกันแล้วเมื่อรัฐบาลไทยมีการเคลื่อนไหวและสหรัฐมีท่าทีพร้อมให้มีการเจรจาทบทวนการยกเลิกจีเอสพีแล้วและไม่ได้เอาเรื่องสิทธิแรงงานต่างด้าวมาทวงถามจริงจัง (ทั้งนี้ ที่จริงเรื่องนี้เป็นการเมืองภายในของสหรัฐเองที่นายทรัมป์อยากเอาใจสมาพันธ์สหภาพแรงงานสหรัฐ (AFL-CIO: American Federation of Labor and Congress of Industrial Organizations) ซึ่งเป็นผู้ยกเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อรักษาพื้นที่การจ้างงานในสหรัฐไว้ให้คนอเมริกัน)

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนอยากแชร์ข้อมูลว่าเรื่องสิทธิแรงงานต่างด้าวนั้นมีความครอบคลุมอย่างไรจะได้เข้าใจว่าการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายแม้สหรัฐเองก็มีปัญหา แต่จะเข้าใจและแก้ไขกันเพียงใดก็เป็นเรื่องของสหรัฐ เราเองต้องระวังว่าจะไม่ไปทะเลาะกับสหรัฐในเรื่องนี้ เพราะยังไงๆ เราก็เสียเปรียบอยู่วันยังค่ำ

สิทธิแรงงานต่างด้าวหรือแรงงานข้ามชาตินั้นส่วนที่สำคัญตามหลักสากลเป็นเรื่องของสิทธิมนุษยชน (Human rights) ซึ่งเป็นเรื่องระดับโลกที่ครอบคลุมสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง อาทิ สิทธิในการทำงานและได้รับค่าจ้างที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ สิทธิในการมีอิสรภาพจากการเลือกปฏิบัติเนื่องจากเชื้อชาติ สัญชาติ ชาติพันธุ์ เพศ ศาสนา หรือสถานภาพอื่นๆ ในการทำงานทุกๆ ด้าน เช่น การจ้าง สภาพการทำงาน การเลื่อนขั้น การเข้าถึงที่อยู่อาศัย การสาธารณสุข และบริการพื้นฐานต่างๆ ตลอดจนสิทธิความเท่าเทียมกันทางกฎหมายและการได้รับคุ้มครองจากกฎหมายโดยไม่ต้องคำนึงถึงสถานะทางกฎหมายของแรงงานต่างด้าว

Advertisement

สิทธิที่จะได้รับค่าจ้างที่เท่ากันในการทำงานอย่างเดียวกัน สิทธิที่จะปลอดภัยจากแรงงานบังคับ สิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองจากการกีดกันจากการมีงานทำ สิทธิที่จะเดินทางกลับบ้านเกิดถ้าต้องการ สิทธิที่จะมีมาตรการความเป็นอยู่ที่พอเพียงในด้านสุขภาพและความผาสุกของตัวแรงงานต่างด้าวและครอบครัว สิทธิที่จะมีสภาพการทำงานที่ปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมในการทำงานที่สะอาดและปลอดภัย ชั่วโมงทำงานที่มีขอบเขต เวลาพัก และการพักผ่อน สิทธิในการมีเสรีภาพในการสมาคมและเข้าร่วมสหภาพแรงงาน สิทธิของบุตรหลานแรงงานต่างด้าวในการได้รับการศึกษาและสิทธิของแรงงานต่างด้าวที่จะได้อยู่ด้วยกันกับครอบครัว

สิทธิดังกล่าวข้างต้นได้รับความคุ้มครองจากสนธิสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างประเทศหลายฉบับ เช่น ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน พ.ศ.2491 (the Universal Declaration of Human Rights) ซึ่งประเทศไทยได้ออกเสียงสนับสนุน กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (the International Covenant on Civil and Political Rights: ICCPR) อันเป็นสนธิสัญญาพหุภาคีที่สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติรับรองเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ.2509 และมีผลใช้บังคับเมื่อ 23 มีนาคม พ.ศ.2519 โดยไทยเข้าเป็นภาคีภายหลังเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2539 และมีผลใช้บังคับกับไทยตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม 2540

รวมทั้งสนธิสัญญาที่ออกมาเกือบพร้อมกัน คือ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights: ICESCR) อันเป็นสนธิสัญญาพหุภาคีที่ผ่านมติสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ.2509 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม พ.ศ.2519 โดยไทยเข้าเป็นภาคีภายหลังเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2542 และมีผลใช้บังคับกับไทยตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2542 กติกาดังกล่าวเน้นด้านเศรษฐกิจโดยผูกมัดภาคีให้ทำงานเพื่อมุ่งสู่การให้สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองแก่ปัจเจกบุคคล

รวมถึงสิทธิแรงงานและสิทธิในสุขภาพอนามัย สิทธิในการศึกษา ตลอดจนสิทธิในมาตรฐานการครองชีพที่พอเพียง (ICCPR และ ICESCR เป็น 2 ใน 9 สนธิสัญญาหลักด้านสิทธิมนุษยชน)

นอกจากนั้นยังมีสนธิสัญญาอีก 2 ฉบับ ที่เน้นเรื่องสิทธิแรงงานต่างด้าวโดยตรง เช่น อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของแรงงานอพยพและสมาชิกครอบครัว (the Convention on the Protection of All Migrant Workers and Members of Their Families: ICRMW) (ซึ่งเป็นอีกหนึ่งใน 9 สนธิสัญญาหลักด้านสิทธิมนุษยชน แต่ผู้เขียนเข้าใจว่าประเทศไทยยังไม่ได้ให้สัตยาบัน) และอนุสัญญาว่าด้วยเรื่องสถานภาพของผู้ลี้ภัย พ.ศ.2494 (the Status of Refugees 1951) (เป็นเอกสารทางกฎหมายที่สำคัญในการตัดสินว่าใครคือผู้ลี้ภัยสิทธิของผู้ลี้ภัยและหน้าที่ของรัฐต่อผู้ลี้ภัยมีอะไรบ้าง)

ในขณะเดียวกันองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization: ILO) ก็มีมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิแรงงานต่างด้าวหลายสิบฉบับซึ่งประกอบด้วย (ก) อนุสัญญาหลักของ ILO 8 ฉบับ ซึ่งเป็นเรื่องเสรีภาพในการสมาคม 2 ฉบับ (อนุสัญญาที่ 87 และ 98) เรื่องความเสมอภาคในการทำงาน 2 ฉบับ (อนุสัญญาที่ 100 และ 101) เรื่องแรงงานบังคับ 2 ฉบับ (อนุสัญญาที่ 29 และ 105) และเรื่องแรงงานเด็ก 2 ฉบับ (อนุสัญญาที่ 138 และ 182) (ข) อนุสัญญาและข้อแนะ ILO ที่เกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติโดยเฉพาะ ประกอบด้วย อนุสัญญา 97 ว่าด้วยการอพยพเพื่อทำงาน (ฉบับแก้ไข) พ.ศ.2492-ข้อแนะ R. 86 ว่าด้วยการอพยพเพื่อการทำงาน (ฉบับแก้ไข) พ.ศ.2492

อนุสัญญา 143 ว่าด้วยแรงงานอพยพ (บทบัญญัติเพิ่มเติม) พ.ศ.2518 ข้อแนะ R.100 ว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานอพยพ (ประเทศด้อยพัฒนา) พ.ศ.2498 และ ข้อแนะ R. 151 ว่าด้วยแรงงานอพยพ พ.ศ.2518 และ (ค) อนุสัญญาและข้อแนะอื่นๆ ที่กล่าวถึงแรงงานต่างด้าวอีก 29 อนุสัญญาและ 9 ข้อแนะตามลำดับ

อนุสัญญา ILO ที่เป็นประเด็นหลักที่โยงไปถึงจีเอสพี ได้แก่ อนุสัญญาฉบับที่ 87 เรื่องเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว พ.ศ.2491 และอนุสัญญา ฉบับที่ 97 ว่าด้วยการย้ายถิ่นเพื่อแสวงหางานทำ พ.ศ.2492 กับอนุสัญญา ฉบับที่ 143 ว่าด้วยแรงงานต่างด้าว (บทบัญญัติเพิ่มเติม) พ.ศ.2518 ซึ่งทั้งหมดนี้ประเทศไทยยังไม่ได้ให้สัตยาบัน

ปัจจุบันแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยได้รับสิทธิในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานต่างด้าวที่เข้าเมืองและได้รับใบอนุญาตทำงานถูกกฎหมายซึ่งจะมีสถานะลูกจ้างอย่างถูกกฎหมายจะได้รับการคุ้มครองแรงงานตามกฎหมายแรงงาน การประกันสังคม และการประกันสุขภาพสำหรับแรงงานต่างด้าวกรณีที่ไม่ได้รับการคุ้มครองด้านสุขภาพจากประกันสังคม (การประกันสุขภาพสามารถทำได้ในแรงงานต่างด้าว ผู้ติดตาม และครอบครัว ทั้งที่ได้รับการผ่อนผันและไม่ได้รับการผ่อนผันให้อาศัยอยู่ในประเทศไทย) กองทุนทดแทน และการศึกษาของบุตรหลานแรงงานต่างด้าวซึ่งประเทศไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาสำหรับแรงงานต่างด้าวและได้จัดการศึกษาสำหรับเด็กต่างด้าวมาเกือบ 40 ปีแล้วตั้งแต่ประมาณปี 2525 ปัจจุบันมีการศึกษา 3 ระบบที่สำคัญสำหรับบุตรหลานแรงงานต่างด้าว ได้แก่ (1) โรงเรียนรัฐบาล 2) การศึกษานอกระบบ และ (3) ศูนย์การเรียนสำหรับแรงงานต่างด้าว

อย่างไรก็ตาม ยังมี 2 ประเด็นใหญ่ๆ ที่ยังดูว่าอาจเป็นปัญหาน่าห่วง คือ สิทธิในการสมาคมหรือเข้าร่วมสหภาพแรงงาน และการกำหนดงานที่ห้ามต่างด้าวทำหรือสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองจากการกีดกันจากการมีงานทำ

ในด้านสิทธิในการสมาคมหรือเข้าร่วมสหภาพแรงงานนั้น ถ้าพิจารณาดูตามกฎหมาย พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ได้ระบุว่า กรรมการและอนุกรรมการสหภาพแรงงานต้องมีสัญชาติไทย แต่ไม่ได้ระบุว่าสมาชิกต้องมีสัญชาติไทยด้วย ดังนั้น แรงงานต่างด้าวจึงสามารถสมัครเป็นสมาชิกสหภาพได้แต่ไม่สามารถเป็นกรรมการอนุกรรมการหรือก่อตั้งสหภาพแรงงานของแรงงานต่างด้าวโดยเฉพาะได้ อย่างไรก็ตาม สหภาพแรงงานบางแห่งเกิดความเข้าใจผิด ไประบุในข้อบังคับของสหภาพแรงงานว่า สมาชิกต้องมีสัญชาติไทย ทำให้ในปัจจุบันสภาองค์การลูกจ้างบางแห่งที่มีนโยบายปกป้องสิทธิแรงงานต่างด้าวและต้องการจัดตั้งแรงงานต่างด้าวเข้าเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ได้รณรงค์ให้สหภาพแรงงานที่เป็นสมาชิกในสังกัดแก้ไขข้อบังคับดังกล่าวเพื่อให้แรงงานต่างด้าวเข้ามาเป็นสมาชิกได้ ซึ่งในทางปฏิบัติปัจจุบันสหภาพแรงงานบางแห่งชักชวนแรงงานต่างด้าวเข้ามาเป็นสมาชิกได้เป็นจำนวนมาก

ในด้านการกำหนดงานที่ห้ามแรงงานต่างด้าวทำหรือสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองจากการกีดกันจากการมีงานทำนั้น รัฐบาลได้มีการกำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำมานานแล้วตั้งแต่ปี 2484 หรือเกือบ 80 ปีมาแล้วและได้มีการปรับปรุงมาตามลำดับ และปัจจุบันในปี 2562 กระทรวงแรงงานกำลังร่างประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่องกำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ พ.ศ….. และคำนิยาม ร่างประกาศดังกล่าว ได้แบ่งงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ 40 งาน ออกเป็น 4 บัญชี คือ

1. บัญชีหนึ่ง เป็นงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำโดยเด็ดขาด จำนวน 28 งาน
2.บัญชีสอง งานที่ห้ามคนต่างด้าวทำโดยมีเงื่อนไขให้คนต่างด้าวทำงานได้ตามข้อตกลงระหว่างประเทศหรือพันธกรณีที่ประเทศไทยมีความผูกพันภายใต้บทบัญญัติของกฎหมาย 3 งาน

3.บัญชีสาม งานที่ห้ามคนต่างด้าวทำโดยมีเงื่อนไขให้คนต่างด้าวทำงานฝีมือหรือกึ่งฝีมือนั้นได้ก็แต่เฉพาะงานที่มีนายจ้าง 8 งาน

4.บัญชีสี่ งานที่ห้ามคนต่างด้าวทำโดยมีเงื่อนไขให้คนต่างด้าวทำงานนั้นได้ก็แต่เฉพาะงานที่มีนายจ้าง และได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองภายใต้บันทึกข้อตกลงหรือบันทึกความเข้าใจที่รัฐบาลไทยทำไว้กับรัฐบาลต่างประเทศ 1 งาน

งานต่างๆ ดังกล่าว ยกเว้นงานในบัญชีสาม (ซึ่งไทยมีพันธกรณีกับหลายประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศสมาชิกอาเซียน) ภาคเอกชน องค์กรเอกชนและองค์การระหว่างประเทศบางแห่งได้เรียกร้องให้มีการทบทวนให้เปิดให้แรงงานต่างด้าวทำได้มากขึ้น

เรื่องนี้คงต้องเป็นการบ้านสำหรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป