ศาสนาที่สร้างในรุ่นเรา โดย กล้า สมุทวณิช

มินกุก - มันเซ - แทฮัน ลูกเทพของเจ๊กาก

เมื่อสักสิบปีที่แล้ว เคยได้อ่านบทความของ “มุกหอม วงษ์เทศ” ว่าด้วยความยุ่งยากเมื่อเธอไม่ประสงค์จะกรอกแสดงข้อมูลในบัตรประชาชนช่องที่ระบุ “ศาสนา” จนต้องถกเถียงถึงความจำเป็นในการมีและเผยแสดงศาสนากับทางเจ้าหน้าที่อยู่นานจึงได้บัตรประชาชนที่ไม่ระบุข้อมูลดังกล่าวสมใจ

นั่นเป็นเรื่องล้าสมัยในอดีต ปัจจุบันนี้การไม่ระบุศาสนาลงในบัตรประชาชนหรือเอกสารสำคัญของรัฐนั้นเป็นเรื่องปกติที่ไม่มีปัญหากับหน่วยราชการอีกต่อไป ไม่ว่าจะเพราะยอมรับในหลักการรัฐฆราวาส เคารพในเสรีภาพทางศาสนา และอศาสนา หรือไม่มีอะไรซับซ้อนแค่ขี้เกียจรำคาญรบกับพวกหัวสมัยก็เป็นได้ แต่โดยรวมแล้ว การระบุหรือไม่ระบุศาสนาต่อรัฐก็เป็นส่วนหนึ่งของสิทธิเสรีในการนับถือศาสนาอันเป็นเสรีภาพบริบูรณ์

ในกรณีที่ประสงค์จะระบุศาสนา ก็ไม่จำกัดเพียงศาสนาหลักที่ผู้คนนับถือเท่าที่ทางราชการรับรองไว้ อย่างศาสนาพุทธ อิสลาม คริสต์ ฮินดู และซิกข์ เท่านั้น แต่สามารถที่จะระบุศาสนา “อะไรก็ได้” สุดแต่มีการแจ้งต่อต่อทางเจ้าหน้าที่

เคยมีภาพบัตรประจำตัวประชาชนของคนไทย ซึ่งได้รับการรับรองแล้วว่าเป็นของจริงรายหนึ่ง ระบุในช่องศาสนาว่า “ลัทธิเบคอน” และก็มีปรากฏออกมาอีกเช่น “ศาสนาริลัคคุมะ” หรือ “ลัทธิวิหารแห่งเจได” โดยเจ้าหน้าที่ได้ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันข้อมูลเรื่องลัทธิศาสนาของผู้ถือบัตรนั้น ตามกฎหมายและกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องนั้นเปิดช่องว่าจะมีหรือไม่ก็ได้ จึงสุดแต่เจ้าของบัตรจะแจ้ง แต่ก็มีข้อแม้ว่าลัทธิหรือศาสนานั้นจะต้องมีผู้นับถืออยู่ด้วยจำนวนหนึ่ง

เว้นแต่ศาสนาริลัคคุมะเท่านั้นไม่มีข้อมูล แต่สำหรับลัทธิวิหารแห่งเจไดและลัทธิเบคอนนั้นเป็นลัทธิที่มีผู้นับถือและมีวัตรปฏิบัติที่มีอยู่จริงในโลก โดยลัทธิเบคอนนั้นก่อตั้งขึ้นโดยผู้ไม่เชื่อในพระเจ้า (Atheist) ที่มีคติเชิงประชดว่า “เบคอนคือพระเจ้าของเรา เพราะทรงมีอยู่จริง” โดยมีผู้นับถือมากกว่า 13,000 คนทั่วโลก เผยแพร่ “หลักธรรม” ของตนผ่านเว็บไซต์ สหวิหารเบคอน (the United Church of Bacon) มีหลักปฏิบัติและศีล 9 ข้อของตนเองเป็นเรื่องเป็นราว

ส่วนลัทธิวิหารแห่งเจได (Temple of the Jedi Order) นั้นออกจะเป็นเรื่องเป็นราวกว่าลัทธิเบคอนอยู่มาก เพราะแม้จะได้รับแรงบันดาลใจมาจากลัทธิเจไดที่เชื่อใน “พลัง (Force)” ที่เป็นหนึ่งเดียวและขับเคลื่อนจักรวาลจากภาพยนตร์ชุดสตาร์วอรส์ก็ตาม แต่ในที่สุดลัทธิวิหารเจไดนี้ก็เริ่มสั่งสมทั้งสาวกและสร้าง “หลักธรรม” ของตนเองที่ต่อยอดมาจากภาพยนตร์ ผสานกับศาสนาดั้งเดิมและปรัชญาต่างๆ จนในที่สุดก็กลายเป็นลัทธิศาสนาที่มีผู้นับถือรวมกันทั่วโลกหลายแสนคน เฉพาะในประเทศอังกฤษก็มีผู้นับถือกว่า 390,000 คน จนถือเป็นลัทธิศาสนาหนึ่งที่ได้รับการรับรองจากทางการ

นอกจากนี้ในโลกก็ยังปรากฏศาสนาใหม่ๆ อื่นๆ อีกมาก เช่น ศาสนาพาสตาฟาเรี่ยน ที่นับถือปีศาจสปาเก็ตตี้ลอยฟ้า ศาสนาคอปปิมิสซึม (Kopimism) ที่เชื่อในการกระจายไฟล์และข้อมูล ฯลฯ ศาสนาและลัทธิใหม่นี้เริ่มต้นจากการล้อเลียน หรือต่อต้านความเชื่อศาสนาของพวกอศาสนิก แต่ในที่สุดเมื่อมีผู้เข้ามาร่วมนับถือกันจำนวนหนึ่ง ก็กลายรูปกำเนิดเป็น “ศาสนาเชิงสถาบัน” ที่มีศาสดา นักบวช คำสอน วัตรปฏิบัติ และองค์กร ไม่ต่างจากศาสนารุ่นดั้งเดิม จนในที่สุดก็ “ไปไกล” กว่าการล้อเลียนหรือการเล่นเป็นแฟนภาพยนตร์ไปมาก

เช่นเดียวกับเรื่องตุ๊กตาลูกเทพที่เกิดขึ้น และกำลังตั้งอยู่ เป็นประเด็นถกเถียงในสังคมอยู่ในขณะนี้ เชื่อว่าจนบัดนี้ ทั้งนักวิชาการศาสนา นักจิตวิทยา นักสังคมศาสตร์ ตลอดจนนักการตลาด ก็คงจะชำแหละปรากฏการณ์ว่าด้วยตุ๊กตาลูกเทพนี้กันไปเกือบทุกแง่ทุกมุมแล้วแทบทุกสาขาวิชา รวมถึงความครึกครื้นคึกคักของธุรกิจต่างๆ ที่ออกมา “รับลูก” ประกาศพร้อมการให้บริการกับผู้เลี้ยงดูลูกเทพอย่างเป็นทางการ

ป่วยการที่จะมาชี้ติงกันว่าการอุ้มตุ๊กตาเด็กเล็กที่สมมุติว่ามีวิญญาณสถิตอยู่นั้นไม่ถูกต้องตามหลักศาสนา ซึ่งผู้ที่อุ้มชูบูชาเขาก็รู้กันหรอกว่าการบูชาตุ๊กตาสถิตวิญญาณนี้เป็นที่พึ่งหรือสักการะนั้นไม่ถูกต้องตามหลักศาสนาที่ตนเองนับถือหรือศาสนาไหนๆ หรือหากจะมี ก็อาจจะได้แก่ความเชื่อดั้งเดิมของผู้คนก่อนจะมีศาสนา คือการนับถือภูตผีและวิญญาณ

ทั้งเอาเข้าจริงๆ เรื่องของความเชื่อหลายๆ อย่าง ที่อาจจะดู “ทันสมัย” หรือ “ปัญญาชน” กว่าตุ๊กตาลูกเทพนี้ หากตัดทั้งอคติและฉันทาคติ ก็จะเห็นว่ามันไม่ต่างกันนัก เช่น ในวงการของการเสริมสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาตัวเอง เขาจะมีความเชื่อในเรื่องของ “กฎแห่งแรงดึงดูด” ที่ว่า ความคิดความเชื่อใดๆ ของเรานั้นจะบันดาลผล ถ้าเราคิด เราเชื่อ หรือแม้แต่เอ่ยปากบอกกับตัวเองว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นแก่เรา เมื่อเราตอกย้ำต่อจิตสำนึกของเราระดับสื่อสารกับมันได้ สิ่งนั้นจะเกิดขึ้นจริงๆ ได้ ใช้ได้แม้แต่เรื่องว่า “ฉันจะเป็นเศรษฐีพันล้าน” ไปจนถึงว่า “ฉันจะได้ที่จอดรถที่สยามพารากอนคืนวันศุกร์ (โดยไม่มีบัตรอภิสิทธิ์ใดเลย)” เลยทีเดียว

หากคิดตามหลักเหตุผล มันไม่มีความเชื่อมโยงกันระหว่างเรื่องจิตสำนึกของเรา กับปัจจัยในการได้เป็นเศรษฐีพันล้านนอกจากความมั่นใจ หรือแม้แต่การได้ที่จอดรถในห้าง ที่น่าจะขึ้นกับจังหวะและเวลาและโชคในขณะนั้น การเชื่อว่าการสื่อสารด้วยคำพูดกับตัวเองเพื่อเรียกโชคดีทั้งหลาย กับการสื่อสารคำพูดนั้นผ่านไปยังสิ่งสมมุติว่าเป็นที่สถิตของวิญญาณลูกเทพนั้น ถ้ามันจะบันดาลให้เกิดผลใดที่ไม่เชื่อมกันโดยตรงตามหลักเหตุและผล ในทางหลักการแล้ว มันก็น่าจะให้ผลหรือไม่ให้ผลได้เท่ากัน เพียงแต่ “กฎของแรงดึงดูด” นั้นฟังคล้ายจะมีความเป็นวิทยาศาสตร์มากกว่า “ตุ๊กตาลูกเทพ” ซึ่งเป็นเรื่องทางคุณไสย

ตุ๊กตาลูกเทพจึงเป็นเหมือนลัทธิความเชื่อใหม่ ที่อาจจะมีอายุแค่ชั่วแสงดอกไม้ไฟที่จะลับหายไปในไม่กี่เดือน หรือพัฒนาไปเป็นศาสนาตุ๊กตาเทวะที่นับถือกันจริงจังขยายไปยังต่างประเทศเหมือนลัทธิศาสนาแปลกๆ ที่เล่าไว้ข้างต้นก็ได้

หากใคร่จะตะขิดตะขวงอะไรบ้าง ก็คงจะว่า “รูปเคารพ” ของลัทธินี้ออกจะชวนผวาสำหรับคนกลัวตุ๊กตาหรือมีจินตนาการถึงเรื่องสยองขวัญ หากลัทธินี้จะพัฒนาต่อไป ใคร่ขอแนะนำทางเลือกเป็นตุ๊กตาหมีเทพ หรือหุ่นจำลองฮีโร่เทพพิทักษ์ก็อาจจะเป็นความหลากหลายที่น่าพิจารณา

บทความก่อนหน้านี้จับทางไม่ถูก โดย เอกราช เก่งทุกทาง
บทความถัดไปยผ.จัดสัมมนา “การปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการผังเมือง”