เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้เขียนถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลว่าได้ถึงทางตันแล้ว ในวันนี้ใคร่จะขอบอกท่านผู้อ่านให้ชัดขึ้นว่า เมื่อดูโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ดูปัจจัยของการเติบโต ความสามารถของรัฐบาล และโครงสร้างทางการเมืองของประเทศไทยแล้ว ยิ่งเห็นได้ชัดว่าเศรษฐกิจไทยในปีสองปีข้างหน้าจะโตยากมาก อย่างเก่งก็โตได้แค่ 2-3% เท่านั้น
สิ่งที่จะกล่าวถึงดังต่อไปนี้ จะชี้ให้เห็นว่านับตั้งแต่การมีสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐเมื่อต้นปี 2562 นี้ เศรษฐกิจของไทยที่นักการเมืองและหน่วยงานของราชการพูดกันว่าไม่เป็นไร ประเทศเราคงได้รับผลกระทบเล็กน้อยนั้น เมื่อเวลาผ่านไปได้ขวบปีก็พบว่ามีแต่แย่ลงในทุกภาคส่วน สิ่งที่คนไทยเคยคาดหวังว่าจะมาทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้คือ การเลือกตั้งทั่วไปของประเทศตามระบอบประชาธิปไตยที่ได้วางกฎเกณฑ์แบบจอมปลอมไว้เมื่อเดือนมีนาคมนี้
บัดนี้ผ่านไปแล้ว 8 เดือนเต็ม เราท่านคงได้เห็นประจักษ์ด้วยตนเองแล้วว่าประเทศนี้มีอะไรดีขึ้นบ้าง โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ เราได้เห็นภาวะถดถอยอย่างน่าตกใจ ระดับรากหญ้า มาจนถึงผู้ประกอบการขนาดย่อมหรือ SME ทั้งหลายต่างก็ร้องกันระงม นอกจากนี้ ธุรกิจขนาดใหญ่ก็มีอาการน่าเป็นห่วง ผลประกอบการที่ออกมาอาจรอตรวจสอบดูเฉพาะบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ก็ได้ว่า กำไรสิ้นสุดในปี 2562 นี้ จะออกมาในทางลบสักเท่าไหร่ ดูแค่สองสามกลุ่มใหญ่ๆ ก็พอ เช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ เป็นต้น
อะไรคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต ปีหน้าประเทศเราจะโงหัวขึ้นได้ไหมนี่ เศรษฐกิจวิกฤตจะเกิดอีกไหม คำถามเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นประจำวันจากประชาชนคนทำมาหากินในทุกวันนี้
ซึ่งเท่าที่ดูแล้ว ความร้ายแรงของการถดถอยทางเศรษฐกิจตอนนี้ ไม่เหมือนสมัยวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปี 2540 คราวนั้นเกิดขึ้นจากการดำเนินนโยบายการเงินที่ผิดพลาดแบบต่อเนื่อง
และเกิดขึ้นจากการลงทุนที่หลงระเริงของนักลงทุนส่วนใหญ่ เกิดขึ้นจากการที่สถาบันการเงินยังไม่ถูกควบคุมให้มีธรรมาภิบาล เกิดขึ้นเนื่องจากหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการเงินการคลัง ไม่ดูแลเรื่องที่ต้องรับผิดชอบ ปล่อยให้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ (International Reserves) ต่ำกว่าหนี้ต่างประเทศของทั้งภาครัฐและเอกชน เมื่อสุกงอมในต้นปี 2540 เศรษฐกิจทั้งยวงก็พังลงมาพร้อมๆ กับความพินาศของสถาบันการเงินในประเทศทั้งหลาย
ส่วนการถดถอยของภาวะเศรษฐกิจ จนทำให้เกิดระส่ำระสายไปทุกภาคส่วนใน
ขณะนี้ มันเป็น “เศรษฐกิจถดถอยแบบซึมยาว” ไม่เหมือนภาวะที่เงินทุนสำรองต่ำกว่าหนี้ต่างประเทศ มันไม่เกิดแบบพายุถล่ม น้ำท่วมใหญ่ แผ่นดิน
ถล่มทลาย แบบวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 แต่จะเป็นแบบซึมยาวแบบแผ่นดินค่อยๆ ปริแตกมีแต่ความเหือดแห้งไปเรื่อยๆ ทั่วไป และจะยุติในเวลายาวไกลเมื่อไหร่ไม่สามารถคาดเดาได้ ซึ่งจะทำให้ปวงประชาราษฎร์ ไม่สามารถพบความอยู่เย็นเป็นสุขได้ไปอีกนาน
ทีนี้มาดูว่าเหตุใดจึงเป็นแบบนี้ ซึ่งในที่นี้จะไม่ขอพูดถึงเหตุจากการเมืองซึ่งเป็นต้นเหตุหลักที่จะทำให้ประเทศเดินหน้าตามบทเพลงที่นักการเมืองแต่งให้ร้อง หรือเดินถอยหลัง แต่จะพูดถึงเหตุอันมาจากเรื่องเศรษฐกิจที่ทำให้การเติบโตเหมือนเพื่อนบ้านไม่ได้
ประการแรก เป็นเรื่องการส่งออกที่ฟื้นตัวได้ยาก เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะผลผลิตประชาชาติหรือ GDP ของประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกมากที่สุด อย่างที่รู้กันดีว่าสงครามทางการค้าระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกากับจีนจะต้องลากยาวไปอีกนาน ขณะเดียวกัน WTO ได้แต่นั่งมองตาปริบๆ โดยที่ประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันเราส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมมากมาย การส่งออกสินค้าเกษตรแท้ๆ ไม่ถึง 10% และตามโครงสร้างการผลิตทางอุตสาหกรรม ไทยส่งออกได้มากในรูปการส่งออกของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนไปให้ประเทศอื่นที่เรียกว่า Supply Chains
โดยเฉพาะส่งไปประเทศจีนเพื่อนำไปผลิตต่อเป็นสินค้าสำเร็จรูป เป็นต้น
นอกจากนี้สินค้าอุตสาหกรรมส่งออกหลักอย่างอื่นที่เราส่งออกได้ก็เป็นสินค้าจากบริษัทต่างประเทศที่ได้ย้ายฐานการผลิตมาอยู่ที่ประเทศไทย ซึ่งมีตั้งแต่อุตสาหกรรม ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งขณะนี้ส่งออกลดน้อยลงมากทุกยี่ห้อ จะเห็นได้ว่าโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในประเทศต้องปิดกิจการไปแล้วถึง 25 โรงงาน นอกจากนี้อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และอีกมากมาย ล้วนแล้วแต่โดนกระทบไปด้วยกันทั้งนั้น
สำหรับสินค้าด้านการเกษตรและเกษตรแปรรูป ประเทศไทยก็ส่งออกได้ในปริมาณที่ต่ำลง ยกตัวอย่างข้าวไทยก็แพ้ข้าวเวียดนามไปแล้วในตลาดโลก ยิ่งกว่านั้น ราคาสินค้าเกษตรทั้งหลายในตลาดโลกก็มีแต่ทรงกับทรุด
สรุปแล้ว ที่มีการออกตัวเลขเป็นทางการออกมาแล้วว่า ปี 2562 นี้ การส่งออกสินค้าของไทยจะลดลงไม่น้อยกว่า -2% นี่ยังไม่รวมการท่องเที่ยว ซึ่งปีนี้เริ่มเห็นภาพของการลดถอยลงแต่ปีหน้าแทบไม่ต้องถาม การท่องเที่ยวไทยจะลดน้อยลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่
ประการที่สอง เป็นเรื่องการลงทุนที่ลดน้อยลง นักลงทุนที่จะมาในอนาคตที่ขอส่งเสริมหรือเริ่มจะขอส่งเสริมจาก BOI ก็พากันปรับขบวนให้ช้าลงไปเป็นปี โดยสามัญสำนึก ช่วงที่เศรษฐกิจถดถอยและตกต่ำอย่างที่เห็นกันทั่วโลกในทุกวันนี้ นักลงทุนเขาก็จะต้องปรับลดการผลิต พร้อมปิดโรงงานบ้าง ปิดสาขาบ้าง ปลดลดพนักงานออกบ้าง ถามจริงๆ เถอะ จะมีนักลงทุนเสี่ยงตายคนไหนคิดจะลงทุนในวันนี้หรือปีสองปีข้างหน้านี้ ทุกคนจะต้องหยุดคิดหยุดทำกันทั้งนั้น ที่มาจับมือและเซ็นบันทึกช่วยจำ หรือ MOU ที่เป็นข่าวให้เห็นนั้น ล้วนเป็นการสร้างภาพสร้างความหวังให้เห็นกันแค่นั้น จะดูง่ายๆ ก็ขอให้ไปดูตัวเลขการขอส่งเสริมการลงทุนของ BOI ว่าที่ขอกันมาสองสามปีที่แล้วมีใครมาลงทุนกันจริงจังบ้าง
สำหรับการลงทุนในประเทศนั้น ดูกันเอาเองเถอะครับ มีแต่ข่าวการถอย การหยุดนิ่ง หรือการปิดโรงงานเท่านั้น ไม่มีข่าวการเปิดกิจการใหม่เท่าไหร่เลย ลักษณะการลดการผลิตจนถึงการปิดโรงงานของนักลงทุนเดิมที่ได้ลงทุนไปแล้ว จะมีให้เห็นไปเรื่อยๆ ในปีหน้า การชะลอตัวโครงสร้างอสังหาริมทรัพย์ ทั้งบ้านและคอนโดมิเนียมก็ได้ มาถึงจุดของการหยุดทำหยุดสร้างกันแล้ว ดูให้ดีกลางปีหน้าเราอาจเห็นเครนในกรุงเทพมหานครหมุนไปมาสักไม่กี่ตัว
การซึมยาวของการลงทุนของไทยจะมีให้เห็นชัดและยิ่งชัดขึ้นเมื่อวันเวลาผ่านไป
ประการที่สามสุดท้าย เป็นเรื่องการบริโภคที่รัฐบาลพยายามกระตุ้นแต่ก็ไม่มีผลตอบรับที่มีนัยสำคัญแล้ว นับตั้งแต่กลางปี 2560 ที่ได้มีการวางเป้าหมายที่ คสช. มั่นใจว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปเพื่อเปลี่ยนเป็นแบบประชาธิปไตย รัฐบาลสมัยนั้นก็ได้เริ่มเรื่องการเพิ่มสวัสดิการให้แก่ประชาชนระดับรากหญ้ารวมทั้งเกษตรกร จนกระทั่งในปี 2561 รายการแจกเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก็ได้เกิดขึ้นอย่างเห็นชัด แจกเงินสวัสดิการรูปแบบต่างๆให้คนจน คนชรา จัดเงินกู้ดอกเบี้ยถูกให้แก่เกษตรกร แถมด้วยการยืดเวลาชำระหนี้ การเข้าไป
สนับสนุนให้คนจนสามารถซื้อบ้านราคาถูกได้ เป็นต้น ซึ่งการเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นใครๆ ก็รู้ว่าเป็นมาตรการที่จะเอื้อต่อการเลือกตั้งด้วย
ในปี 2562 หลังเลือกตั้งไม่นาน กระทรวงการคลังก็ได้นำมาตรการใหม่มากระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนตามนโยบายของรัฐบาลด้วยมาตรการ “ชิม ช้อป ใช้” ถึง 3 เฟส ซึ่งมีเสียงพูดถึงทั้งในแง่บวกและลบดังกระหึ่มทั้งๆ ที่ใช้เม็ดเงินเพียง 20,000 ล้านบาทเศษ
และแล้วในวันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน ครม.ก็อนุมัติตามข้อเสนอของกระทรวงการคลังให้ใช้เงินประมาณ 150,000 ล้านบาท ในมาตรการต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี และต่อเนื่องไปยังต้นปีหน้า โครงการต่างๆ รวมหลายชุดส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องเดิมๆ เช่น การจัดเงินให้กองทุนหมู่บ้านไปสร้างโครงการประเภท โครงสร้างพื้นฐานขนาดเล็ก การพักชำระหนี้สมาชิกกองทุนหมู่บ้านและกองทุนพัฒนาเมืองการให้เงินกู้จากธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส. แก่สมาชิกของกองทุนหมู่บ้าน ชุมชนเมือง และเกษตรกร ด้วยดอกเบี้ยต่ำ 0.01% เหมือนให้เปล่า แต่จริงๆ รัฐบาลจะจ่ายดอกเบี้ยส่วนที่ขาดจากดอกเบี้ยที่ธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส. ควรได้ชดเชยให้ด้วยเงินงบประมาณที่มาจากเงินภาษีอากรตั้งแต่ปีนี้จนครบระยะเวลาของเงินกู้
นอกจากนี้ ยังมีโครงการกระตุ้นใหม่ เป็นเรื่องที่น่าสนใจอยู่อย่างหนึ่ง คือโครงการ “บ้านดีมีดาวน์” โดยรัฐจะใช้งบประมาณเพื่อการนี้ไม่มากเพียง 5,000 ล้านบาท เพื่อให้แก่ผู้ซื้อเพื่อลดภาระการผ่อนเงินดาวน์รายละ 50,000 บาท โดยจะครอบคลุมผู้ซื้อบ้าน 100,000 ราย ภายในระยะเวลาที่กำหนดตั้งแต่ 27 พฤศจิกายน 2562 ถึง 31 มีนาคม 2563 รวม 4 เดือน
ผู้มีสิทธิซื้อบ้านตามมาตรการนี้ต้องมีรายได้ไม่เกินเดือนละ 100,000 บาท ที่เสียภาษีเงินได้
ถูกต้องเท่านั้น น่าสนใจจริงๆ ที่ว่าน่าสนใจก็เพราะมองไม่ออกว่าเงินแค่ 5,000 ล้านบาท ที่จะจ่ายจาก
งบประมาณที่มาจากภาษีอากรนี้ จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่หยิบมือน้อยนิดขนาดไหน คิดไม่ค่อยออกครับ แต่ถ้าคิดอีกทางว่า เงินก้อนนี้ ถ้าไปส่งเสริมให้เจ้าของโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ผลิตบ้านหรือคอนโดมิเนียมที่มีราคาขายที่ 6-10 ล้านบาท เป็นบ้านดีมีดาวน์ แล้วให้ลูกค้าผ่อนเงินต้นเดือนละ 30,000-40,000 บาท ก็จะอยู่ในระยะผ่อนส่ง 20 ปี กำลังดี กำลังสวย และก็จะรวยกันถ้วนหน้าเลยครับ เสียดายเงินภาษีที่จัดให้น้อยไป สงสัยว่าถ้าได้ผลจะจัดเฟสสองให้ไหมนะเนี่ย
อย่างไรก็ตาม เรามาดูตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่ได้มีการเปิดเผยออกมาเมื่อเร็วๆ นี้หน่อยครับว่า ปี 2562 นี้จะยังคงมีสัดส่วนของหนี้ครัวเรือนเมื่อเทียบกับ GDP ยังอยู่ที่ 78.7% ลองมองตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้รายงานย้อนหลังไปปรากฎว่าปีที่แล้ว 2561 ก็อยู่ที่ 78.6% ย้อนไปปี 2560 อยู่ที่ 78.3% ชี้ให้เห็นชัดว่ามาตรการสารพัดอย่างที่รัฐบาลที่แล้วและรัฐบาลนี้ได้พยายามกลั่นกรองมาทำแบบนักการตลาดนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นการนำยาหมดอายุมาใช้ทั้งนั้น
ปีนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกกฎเกณฑ์แบบทื่อๆ ออกมาเพื่อต้องการให้หนี้ครัวเรือนลดลง เช่น มาตรการซื้อบ้านซื้อรถยนต์ต้องมีเงินดาวน์ที่เพียงพอ และได้กำหนดมาตรการเข้มในการใช้บัตรเครดิตโดยทั่วไป แต่รู้ไหมครับว่าอะไรเกิดขึ้น ทราบไหมครับว่าปี 2562 นี้ สัดส่วนหนี้ครัวเรือนที่เป็นหนี้นอกระบบเพิ่มเป็น 40.8% แต่หนี้ในระบบอยู่ที่ 59.2% ลดลงกว่าปีก่อน ตรงตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องการ แต่ไม่เห็นการลดลงของ
หนี้ครัวเรือนโดยรวมเลย
เมื่อเร็วๆ นี้ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้เปิดเผยจากผลจากการสำรวจประชาชนทั่วประเทศ 1,201 ราย ในช่วงระหว่างวันที่ 11-23 พฤศจิกายน 2562 ว่า หนี้ครัวเรือนของไทยติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก ซึ่งปี 2562 นี้ อยู่ที่ 78.7% ของ GDP เพิ่มสูงกว่าปี 2554 เมื่อ 8 ปีที่แล้ว ซึ่งอยู่ที่ 66.2% ถึง 12.5% น่ากลัวมาก
รัฐบาลยิ่งกระตุ้นเศรษฐกิจหนี้ครัวเรือนแทนที่จะลดลง กลับเพิ่มสูงขึ้น แสดงให้เห็นว่าการแจกเงินคนจน การช่วยเหลือเกษตรกรและรากหญ้า ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ยิ่งแก้คนจนยิ่งจนลง GDP ที่เพิ่มขึ้นปีละ 3-5% นั้น ไปเพิ่มที่คนรวยหมด
ท่าน ผอ.ศูนย์ยังได้พยากรณ์ให้สมกับชื่อของสถาบันว่า ถ้าเศรษฐกิจฟื้นไม่ทัน ภายในไตรมาสสองของปีหน้า หนี้ครัวเรือนจะยิ่งมีปัญหามากขึ้น โดยหวังว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลน่าจะทำให้เศรษฐกิจมีสัญญาณของการฟื้นตัวได้ชัดเจนในช่วงกลางปี 2563 เสียดายท่านไม่ได้พยากรณ์ว่า ถ้าหากเศรษฐกิจจะทรุดลงอีกในปี หน้าเพราะอาการซึมยาว แล้วสถานะหนี้ครัวเรือนของประเทศจะเป็นอย่างไร
ถ้าหากท่านนักวิชาการทั้งหลายสามารถสำรวจและวิเคราะห์ให้ลึกลงไปกว่านี้ ก็คงจะได้ภาพและคำตอบที่ชัดเจนสำหรับอนาคตมากขึ้น คำตอบของหนี้ครัวเรือนในอนาคตดู เหมือนนักการธนาคารทุกคนคงจะรู้ดีกันอยู่แล้ว รู้อยู่เต็มอกจนพูดกันไม่ออกอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ดูแลระบบการเงินของประเทศและสถาบันการเงินทั้งหลาย จะทำอย่างไรก็ยังหาหนทางลดหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงเกิน อัตรา 70% ของ GDP ตั้งแต่ปี 2555 ไม่ได้
หนี้ครัวเรือนที่สูงนี้เป็นตัวชี้ให้เห็นชัดว่า เราเป็นประเทศที่พัฒนามาผิดทางหมด ตั้งแต่รัฐบาลพรรคของนายกฯทักษิณที่เร่งเพิ่มการบริโภค มุ่งไปที่โครงการผ่อนบ้านถูก ผ่อนรถถูก ตามอย่างประเทศที่พัฒนาแล้ว ผ่อนได้แม้มีเงินดาวน์เพียงน้อยนิด สถาบันการเงินก็ให้กู้ แล้วเป็นไงบ้าง ตอนนี้ลูกค้าทิ้งเงินดาวน์กันเท่าไหร่ เพิ่งคิดออกกันหรือไงอย่างที่ผมพูดคราวที่แล้วว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้ถึงทางตันแล้ว
และขอบอกต่อว่าหนี้ครัวเรือนที่สูงมากขณะนี้จะไม่มีทางแก้ปัญหาได้ใน 4-5 ปีข้างหน้า มันเหมือนหินก้อนใหญ่ที่ถูกผูกเชือกที่เหนียวแน่น ถ่วงทั้งรัฐบาลและคนจนให้จมน้ำครำลึกลงไปเรื่อยๆ สิ่งที่พวกเขารู้ดีกันในขณะนี้คือ การชำระหนี้ทุกรูปแบบของผู้คนธรรมดา ที่ต้องผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ผ่อนชำระบัตรเครดิต มันอยู่ในภาระที่เต็มปริ่ม จำนวนคดีที่ต้องฟ้องร้องบังคับให้ชำระหนี้จนถึงกระบวนการต่อเนื่องเกิดขึ้นมากมาย เรื่องเหล่านี้มีแต่เพิ่มไม่มีลด
ทุกวันนี้ยังไม่มีสถาบันการเงินใดแสดงอาการออกมาว่า ภาวะธุรกิจที่ย่ำแย่ทุกวันนี้จะกระเทือนต่อทุนของธนาคาร เพราะตามข้อเท็จจริงทุกธนาคารต่างก็มีทุนอย่างพอเพียงแล้ว ตามมาตรฐานต่างๆทั้งของธนาคารแห่งประเทศไทย และมาตรฐานของโลก แต่ที่เขาพะวงกันมาก โดยได้รู้อยู่เต็มอกว่าอาการของเศรษฐกิจถดถอยนี้มันจะซึมยาว แต่ยังมองไม่เห็นอนาคต ว่าจะยาวไปแค่ไหน อีกหนึ่งปีหรือสองปีข้างหน้า อาการซึมยาวทางเศรษฐกิจครั้งนี้ทำให้ นักการธนาคารทุกคนเอาแต่ส่ายหัวกันทั้งนั้น เพราะเขาต้องกระทำในสิ่งที่ไม่ต้องการจะทำ คือการเข้มในการปล่อยเงินกู้ เพราะทุกธนาคารรู้ดีว่าเงินกู้ที่เป็นโครงการดีๆ นั้นไม่มีเหลืออีกแล้ว สิ่งที่นักการเงินและนักลงทุนพูดกันคือ ในขณะนี้ไม่มีเรื่อง (Story) ดีๆ สำหรับนักลงทุนในประเทศไทยแล้ว
ดังนั้น นักการเงินและนักลงทุนทุกคนก็ต้องคิดและสวดภาวนากันทุกวัน เหมือนคนระดับรากหญ้า ขอให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในบ้านเมืองนี้ที่ดีขึ้นและชัดเจนขึ้นโดยเร็วเถิด อย่าให้ลากยาวไปกว่านี้เลย

