หน้าแรก คอลัมนิสต์ กองทุนที่เด็ก...

กองทุนที่เด็กและเยาวชนใฝ่ฝัน โดย สมพงษ์ จิตระดับ สุอังคะวาทิน ดานา โมะหมัดรักษาผล

19.12.19 | 13:00 น.
ระดับการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชน ปรับจากบันไดการมีส่วนร่วม 8 ขั้น ของ Roger A. Hart (1997)

หากกล่าวถึงกระบวนการพัฒนาเด็กและเยาวชนที่ผ่านมา หลายคนมักนึกถึงภาพกิจกรรมนันทนาการ ค่ายอบรมให้ความรู้พัฒนาศักยภาพต่างๆ ที่ผู้ใหญ่หรือหน่วยงานองค์กรเล็งเห็นว่าเด็ก “ควรได้รับ” และมักมองเห็นเด็กและเยาวชนในฐานะ “ผู้เข้าร่วมกิจกรรม” เมื่อพิจารณาระดับการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชน (ปรับจากบันไดการมีส่วนร่วม 8 ขั้นของ Roger A. Hart, 1997) เราจะเห็นได้ว่าเด็กและเยาวชนจะมีส่วนร่วมในระดับที่ 2 และ 3 คือเป็นไม้ประดับและทำกิจกรรมพอเป็นพิธีเท่านั้น หลายครั้งกิจกรรมหรือโครงการดังกล่าวไม่ได้ตอบสนองต่อความต้องการของเยาวชนหรือแม้กระทั่งสอดคล้องกับบริบทท้องถิ่นที่มีความหลากหลาย หากพิจารณาในส่วนของนโยบายจะพบว่าหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของแผนพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2560-2564 คือการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีจิตสำนึกต่อส่วนรวมและมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม โดยเน้นพัฒนาให้เด็กและเยาวชนเป็นศูนย์กลาง คำถามคือกระบวนการหรือกิจกรรมพัฒนาเด็กและเยาวชนที่ผ่านมาได้ให้โอกาสและอำนาจกับเด็กและเยาวชนในการร่วมออกแบบกิจกรรมมากน้อยเพียงใด? และกิจกรรมนั้นได้สร้างคุณค่าให้กับชุมชนท้องถิ่นหรือสังคมอย่างไรบ้าง?

หน่วยงานท้องถิ่นหรือภาคประชาสังคมเป็นกลไกหนึ่งที่จะช่วยสร้างพื้นที่การเรียนรู้และพัฒนาเด็กและเยาวชนในท้องถิ่นผ่านการสนับสนุนด้านงบประมาณจากแหล่งทุนหรือกองทุนสำหรับกลุ่มภาคีเครือข่ายภูมิภาค (node) ในการจัดกิจกรรมสำหรับเด็กและเยาวชนในพื้นที่เพื่อเสริมสร้างทักษะควบคู่กับการเรียนรู้สถานการณ์สภาพปัญหาและวัฒนธรรมของชุมชน รวมถึงสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งและผูกพันกับคนในชุมชนของตนเอง โดยศูนย์วิชาการและเครือข่ายวิชาการด้านเด็ก เยาวชนและครอบครัว คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ลงพื้นที่เรียนรู้ร่วมกับเครือข่ายภูมิภาค (node) และมีโอกาสพบเด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ เด็กและเยาวชนกลุ่มนี้ได้พัฒนาตนเองและรวมกลุ่มกันเพื่อทำกิจกรรมพัฒนาพื้นที่ท้องถิ่นของตนเองซึ่งกระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ได้แก่ ชมรมฅนรักษ์ธรรมเพื่อสังคม จ.เชียงราย มูลนิธิภูมิพลังชุมชนไทย (เครือข่ายคนมือดี) ชมรมรากดินแม่โจ้ และชมรมสร้างเสริมสุขภาพ จ.เชียงใหม่ กลุ่มรักษ์เขาชะเมา จ.ระยอง บริษัท SILC และโครงการคนจนเมือง จ.อุบลราชธานี นักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา รวมถึงนักเรียนโรงเรียนโนนเพ็กวิทยาคม จ.ศรีสะเกษ ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีรูปแบบกิจกรรมและมีเป้าหมายในการพัฒนาชุมชนของตนเองที่แตกต่างกัน

แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้ต้องการยกระดับบทบาทของตนเองจาก “ผู้เข้าร่วมโครงการ” สู่การเป็น “ผู้รับผิดชอบโครงการ”
เด็กและเยาวชนกลุ่มนี้มีต้นทุนเป็นประสบการณ์ในด้านการจัดกิจกรรม การทำงานกับเครือข่ายชุมชนและกำลังคนแต่ขาดทรัพยากรในด้านงบประมาณสำหรับกิจกรรมโครงการ แหล่งทุนหรือกองทุนจึงเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับเยาวชนนักกิจกรรมที่ช่วยเปิดโอกาสให้เขียนโครงการเพื่อขอรับงบประมาณสำหรับกิจกรรมตามความต้องการได้ ตัวอย่างเช่น ในประเทศอังกฤษมีกองทุนเด็กและเยาวชน (The #i will Fund) สนับสนุนเงินทำกิจกรรมทางสังคมสำหรับเด็กอายุ 10-20 ปี ด้วยเงินทุนตั้งต้น 40 ล้านปอนด์ หรือ 1,753 ล้านบาท กองทุนเยาวชนในอเมริกากลางและเม็กซิโก (CAMY Fund) สนับสนุนให้เยาวชนออกแบบและลงมือทำกิจกรรมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองและสังคม โดยสนับสนุนทั้งด้านงบประมาณและการให้คำปรึกษา สำหรับประเทศไทยนั้นมีกองทุนที่ได้รับงบประมาณจากภาครัฐตามพระราชบัญญัติจัดตั้งกองทุนสำหรับพัฒนาเด็ก อาทิ กองทุนคุ้มครองเด็ก กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนรวมถึงบุคคลทั่วไปสามารถเขียนโครงการเพื่อขอรับการเงินสนับสนุนการทำกิจกรรมตามเป้าหมายของ
แต่ละกองทุน ทำให้โครงการเป็นพื้นที่การเรียนรู้และเสริมทักษะจากสภาพปัญหาหรือสถานการณ์ในพื้นที่จริง แต่ปัญหาอุปสรรคคือ กองทุนเหล่านี้อ้อมผ่านตัวเด็กเกือบทั้งหมด การเขียนโครงการมีหัวข้อรายละเอียดซับซ้อน ยุ่งยาก ทั้งแหล่งอ้างอิง ดัชนีบ่งชี้ แผนขั้นตอนกิจกรรม สุดท้ายเด็กแทบจะไม่ได้รับการพิจารณาทุนเลยเพราะสถาบันการศึกษา หน่วยองค์กร นักวิชาการจะเป็นผู้เขียนและเรียบเรียงโครงการงานวิชาการได้ดีกว่าเด็กแทบทุกโครงการ โอกาสเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อดำเนินกิจกรรมที่มาจากแรงบันดาลใจจึงแทบเป็นไปไม่ได้ การเขียนโครงการที่มีรายละเอียดจึงไม่สอดคล้องกับความต้องการของเด็กมากเท่าที่ควร โดยมีทางออกสำหรับเรื่องนี้ ได้แก่

ประการแรก การจัดทำข้อเสนอโครงการ (proposal) เพื่อเสนอต่อแหล่งทุน ในระยะแรกควรมีที่ปรึกษาซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์ช่วยให้คำแนะนำหรือจัดกระบวนการเสริมทักษะสำหรับเด็กและเยาวชน เช่น ทักษะการวิเคราะห์ความต้องการหรือสภาพปัญหาของชุมชน ทักษะการเขียน ทักษะการประเมินผล รวมถึงการสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันระหว่างนักกิจกรรมในแต่ละภูมิภาคเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความสนใจและข้อมูลของแหล่งทุนไปจนถึงการต่อยอดการทำงานร่วมกันเป็นภาคีเครือข่าย ซึ่งนำไปสู่การลงมือปฏิบัติเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ชุมชนของตนเอง

Advertisement

ประการที่สอง การเพิ่มโอกาสสำหรับเด็กและเยาวชน โดยการจัดตั้งกองทุนของเด็กและเยาวชนโดยเฉพาะ มีรายละเอียดข้อเสนอโครงการสั้น กะทัดรัดเพียง 2 หน้า เพียงแค่ระบุความจำเป็นของกิจกรรม รายละเอียดกิจกรรมและงบประมาณก็สามารถยื่นเสนอโครงการได้ หรือกองทุนอาจกำหนดโควต้าสำหรับโครงการที่เด็กและเยาวชนเป็นผู้รับผิดชอบโครงการเพื่อเพิ่มโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้ลงมือทำกิจกรรมและเรียนรู้เรื่องธรรมาภิบาลและความโปร่งใสผ่านการบริหารจัดการโครงการ

การพัฒนาเด็กและเยาวชนจึงไม่ใช่แค่เพียงมองว่าเด็กควรได้รับหรือควรมีทักษะใด แต่เป็นการเสริมพลังให้อำนาจการตัดสินใจ เสริมกระบวนการคิดและทักษะกับเด็กและเยาวชนในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นต่อตนเอง ชุมชนและสังคม แหล่งทุนหรือกองทุนในฐานะหน่วยสนับสนุนด้านงบประมาณเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเข้ามาเติมเต็มกระบวนการพัฒนาเด็กและเยาวชนในระดับชุมชนสู่ระดับภูมิภาค เปิดพื้นที่การทำงานของคนในพื้นที่และเกิดกระบวนการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น กลายเป็นวงล้อของการพัฒนาที่ช่วยให้เกิดการพัฒนาเด็กและเยาวชนได้อย่างยั่งยืน

การให้เด็กและเยาวชนทำกิจกรรม ลงมือปฏิบัติ ริเริ่มโครงการเอง ดูเป้าหมายและกิจกรรมเป็นสำคัญ ผู้ใหญ่ถอยออกมาให้คำแนะนำ ส่งเสริม กระตุ้นให้กำลังใจ รัฐสนับสนุนให้มีกองทุนเพื่อเด็กและเยาวชนขึ้นเพื่อให้ง่ายต่อการเข้าถึงและมีแบบฟอร์มที่สั้น 2 หน้าก็เพียงพอ เราจะเห็นศักยภาพ การแสดงออกอย่างเต็มที่มิใช่ไม้ประดับของกิจกรรมตามงบประมาณที่ผู้ใหญ่ราชการกำหนดให้ดังแต่ก่อน