หน้าแรก คอลัมนิสต์ คดีดัง‘รุกป่า...

คดีดัง‘รุกป่า’…จะเป็นไฉน? โดย ไพรัช วรปาณิ

20.12.19 | 13:00 น.

ก่อนอื่น ขอเรียนว่า บทความหรือการเขียนวิเคราะห์-วิจารณ์ในประเด็นปัญหาต่างๆ ของผู้เขียนแต่ละชิ้น จักยึดมั่นใน “หลักการ” ที่ว่า พึงเป็นงานเขียนที่ก่อเกิดความรู้ทางกฎหมายหรือความรู้ด้านอื่นๆ สำหรับผู้อ่านและเป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม ตลอดจนประเทศชาติ เป็นประการสำคัญ ด้วยความเป็นกลาง โดยปราศจากอคติ

ผู้เขียนไม่เคยรู้จักกับนายทวี ไกรคุปต์และ น.ส.ปารีณา หรือ “เอ๋” ไกรคุปต์ ผู้ “โด่งดัง” มาก่อนเป็นการส่วนตัว เพิ่งมารู้จักชื่อเสียงเรียงนาม ก็ตอนดังระเบิดจากปรากฏการณ์ “ฮือฮา” ในสื่อ ช่วงที่ตกเป็นผู้ต้องหาคดีรุกป่านี่เอง

และด้วยเป็นคดีดังน่าสนใจ จึงเป็นเหตุทำให้แฟนคลับผู้อ่าน “มติชน” และเพื่อนๆ หลายคนผู้อยากรู้อยากเห็นแนวโน้มทางกฎหมายในคดีนี้ว่า ผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไร? ด้วยการโทรศัพท์มาถามไถ่ผู้เขียนอย่างไม่ขาดสาย ตามด้วยคำถามคล้ายคลึงกันในทำนองว่า ในฐานะที่ผู้เขียนเคยจบกฎหมายมาก่อน และอยู่ในแวดวงของอัยการด้วย ช่วยวิเคราะห์ประเด็นปัญหาเหล่านี้ในแง่มุมของกฎหมาย แล้วสรุปเป็นมุมมองว่า คดีนี้ มีแนวโน้มจะเป็นไฉน สุดท้ายแลัวผิดกฎหมายและต้อง “ติดคุก” หรือไม่?อย่างไร?

ผู้เขียนได้พยายามติดตามศึกษาข้อเท็จจริงจากสื่อมวลชนต่างๆ ซึ่งปรากฏเป็นข่าวว่า…น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ต้องข้อหาบุกรุกป่าในพื้นที่หมู่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี โดยเบื้องต้นพบว่าพื้นที่บางส่วนอยู่ในเขต ส.ป.ก. และพื้นที่ส่วนหนึ่งน่าจะอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี ทางกรมป่าไม้ จึงจัดกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบแปลงที่คาดว่าจะอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ หากพบว่ามีการบุกรุกป่าก็จะดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกป่าทันทีตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507

ดังนี้ เมื่อได้ติดตามข้อเท็จจริง ซึ่งยังไม่กระจ่างชัดว่า เข้าข่ายความผิดหรือไม่? มาพิเคราะห์พิจารณาแล้ว ก็ยังมิอาจนำข้อเท็จจริงที่ยังมิได้สรุปมาปรับเข้ากับหลักกฎหมายของป่าไม้และ ส.ป.ก.เพื่อนำมาแสดงความเห็นใด้ อย่าง “ฟันธง” ในที่สุด

Advertisement

ฉะนั้น ผู้เขียนจึงต้องใช้วิธีค้นคว้าศึกษาจากแนวฎีกา มาเสนอให้เป็นข้อมูลสำหรับเพื่อนๆ และแฟนผู้อ่าน ได้ช่วยกันพิเคราะห์พิจารณาประเด็นปัญหาในคดีนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ดังนี้

คําพิพากษาศาลฎีกาอันมีข้อเท็จจริงที่ใกล้เคียง คือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15189/2558 ซึ่งอาจนำมาเทียบเคียงกับคดี ส.ส.ที่ราชบุรี เพื่อเป็นกรณีศึกษาในเชิงวิชาการ ใน Content ฎีกาดังกล่าวปรากฏว่า ศาลฎีกาตัดสินจำคุก 6 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ ทั้งที่บุกรุกที่ดินป่าสงวนเพียงประมาณ 11 ไร่เท่านั้น

โดยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15189/2558 ดังกล่าว แสดงเหตุผลว่า

พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 26 บัญญัติว่า เมื่อได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินใช้บังคับในท้องที่ใดแล้ว (4) ถ้าเป็นที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติให้ดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในที่ดินเขตป่าสงวนแห่งชาติส่วนใดแล้ว เมื่อ ส.ป.ก. จะนำที่ดินแปลงใดในส่วนนั้นไปดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ให้ พ.ร.ฎ.กำหนดเขตปฏิรูปที่ดินมีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติในที่ดินแปลงนั้น…

แม้ปรากฏว่ามี พ.ร.ฎ.กำหนดเขตที่ดินในท้องที่อำเภอบ้านแพง อำเภอท่าอุเทน และกิ่งอำเภอโพนสวรรค์ อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ.2534 ก็ตาม

แต่ พ.ร.ฎ.กำหนดเขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าวเป็นเพียงการกำหนดขอบเขตของที่ดินที่จะทำการปฏิรูปที่ดินเท่านั้น ไม่ได้มีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติในทันที
พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติยังคงเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติอยู่เช่นเดิม จนกว่าจะได้มีการส่งมอบพื้นที่ให้แก่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อดำเนินการจัดสรรที่ดินให้แก่ผู้ได้รับอนุญาตตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดต่อไป

หากจะถือว่าการประกาศ พ.ร.ฎ.กำหนดเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในที่ดินแปลงใด มีผลเป็นการเพิกถอนสภาพป่าสงวนแห่งชาติในทันที ก็จะเป็นการส่งเสริมให้บุคคลใดๆ บุกรุกเข้ามาทำประโยชน์หรือเข้าครอบครองที่ป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 อันจะเป็นช่องว่างของกฎหมาย

บทบัญญัตินี้ จึงมุ่งหมายให้ ส.ป.ก. เข้าไปดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรกรรมในพื้นที่ป่านั้นและจัดสรรให้ผู้ได้รับอนุญาตก่อน จึงจะถือเป็นการเพิกถอนสภาพป่าสงวนแห่งชาติ

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและที่ดินของรัฐ เมื่อคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครพนมได้ออกประกาศให้เกษตรกรยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเกิดเหตุหลังจากที่ผู้ร้องถูกดำเนินคดีนี้แล้ว

ดังนั้น ในขณะที่ผู้ร้องกระทำความผิดคดีนี้ ผู้ร้องจึงยังไม่เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินเกิดเหตุ การจัดสรรที่ดินเพื่อการปฏิรูปที่ดินยังไม่เสร็จสิ้น ที่ดินเกิดเหตุจึงยังมีสภาพเป็นที่ป่าสงวนแห่งชาติอยู่ การกระทำของผู้ร้องจึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง

แม้ต่อมาผู้ร้องจะได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินซึ่งรวมถึงที่ดินเกิดเหตุ ก็เป็นเพียงทำให้การครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินของผู้ร้องนับแต่วันที่ได้รับอนุญาตไม่เป็นความผิดต่อกฎหมาย แต่ไม่มีผลเป็นการลบล้างการกระทำความผิดก่อนหน้าที่ผู้ร้องจะได้รับอนุญาต

กรณีหาใช่เป็นเรื่องมีกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังทำให้การกระทำของผู้ร้องไม่เป็นความผิดต่อไปตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง

นัยแห่งประมวลกฎหมายอาญา หมวด 2 -การใช้กฎหมายอาญา- มาตรา 2 วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า “ถ้าตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป ให้ผู้ที่ได้กระทำการนั้นพ้นจากเป็นผู้กระทำความผิด และถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้ว

ก็ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น ถ้ารับโทษอยู่ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง”

ทั้งนี้ โดยจะเห็นได้ว่า กรณีความผิดบุกรุกป่าสงวน แม้มีกฎหมาย ส.ป.ก.ออกมาภายหลัง ก็ไม่อาจจะนำบทบัญญัติแห่งมาตรา 2 วรรคสอง ซึ่งเป็นหลักกฎหมายย้อนหลังอันเป็นคุณแก่ผู้กระทำผิด มาใช้ “เป็นคุณ” กับกรณีบุกรุกป่าสงวน ก่อนการประกาศปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรผู้ยากไร้ ในคดีนี้ได้ ตามนัยะแห่งคำพิพากษาศาลฎีกา 15189/2558 ดังกล่าว นั่นเอง