เป็นปกติวิสัยของทุกๆ องค์กรหรือทุกๆ รัฐชาติที่ผู้คนจะมีความต้องการผู้นำที่มีจินตทัศน์ (vision) ที่กว้างไกลและทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกเสมอ ผู้นำที่ดีคือ ผู้ที่คิดก่อนและลงมือทำด้วยการผ่านกระบวนการสั่งงานที่ตรึกตรองอย่างรอบคอบ ทั้งนี้ จะไม่มีการวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาสและภาวะคุกคาม (SWOT Analysis) เท่านั้น แต่จะต้องวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ของสังคมตนเองและสังคมโลกในทุกบริบทและทุกปริมณฑล (Areas) ด้วย ถึงจะทำให้เกิดความผาสุกและการพัฒนาได้เป็นอย่างดี
การสมยอม : กระบวนการด้อยพัฒนา
โดยส่วนตัวผู้เขียนมีความเชื่อประการหนึ่งว่า ทุกคนสามารถที่จะเป็นผู้นำได้ การเป็นผู้นำที่ดีในหลักการเบื้องต้นนั้นอย่างน้อยต้องสามารถนำชีวิตของตนเองได้ตามที่ตนปรารถนาและเป็นที่พึงปรารถนาของสังคมได้ ผู้นำองค์กรในบางประเทศได้มาเพราะเป็นความเชื่อมั่นทางโอกาส ในขณะที่ผู้นำองค์กรในบางประเทศได้มาจากการ “สมยอม” ของผู้คนเอง บางครั้งการสมยอมดังกล่าวกลายเป็นกระบวนการที่ถูกเรียกว่า “สมยอมเพื่อความอยู่รอด” หาใช่เป็นความสมยอมที่ได้มาจากใจหรือสมยอมตามครรลองคลองธรรม จึงส่งผลให้ผู้นำมีความหึกเหิมในการบริหารจัดการในลักษณะตามใจตนเองและที่สำคัญขาด “หิริโอตตัปปะ” อย่างเห็นได้ชัด กระบวนการด้อยพัฒนาในบางสังคมที่เกิดขึ้นนั้น บางครั้งมีผลมาจากการสมยอมที่ผู้คนคิดว่าเป็นข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นแล้วค่อยรอเวลาหรือให้โอกาสในการ “แก้ตัว” ในครั้งถัดไป ซึ่งถือว่าเป็นการสมยอมที่ขาดอำนาจนำของตนเองอย่างสิ้นเชิง ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงเพื่อมุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและมีสภาพที่คงทน (Durable Development) จะต้องไม่มีอาการที่เพิกเฉยแต่อย่างใด ในทางตรงข้ามการพัฒนาที่ดีต้องมีผู้นำและผู้ตามที่มีใจเกื้อกูลกันซึ่งกันและกัน มิใช่หาช่องทางเอารัดเอาเปรียบกันในประการทั้งปวง ด้วยเหตุนี้กระบวนการที่จะก้าวไปสู่มิติการพัฒนาที่มั่งคั่งและยั่งยืนขององค์กรหรือหน่วยงานใดๆ ก็ตามนั้นผู้นำจะต้องเป็นคนที่มีความหรูหราทางความคิดเป็นนักพัฒนาที่มีจุดยืนในสามลักษณะดังนี้คือ พร้อมที่เปลี่ยนแปลง แสดงสมดุล เกิ้อหนุนสิ่งดีงาม (Be the Change, Be the Balance and Be the Best) เมื่อเป็นเช่นนี้การถดถอยของการพัฒนาก็จะจางหายไปและจะสร้างคราบใหม่ในการสมยอมที่ถูกทิศทางและเข้าถึงวาทกรรมการพัฒนาที่แท้จริง
2563 : ผู้นำโปร่งใสตัวตนเป็นอย่างไร
1 ตรวจสอบได้ ยึดความถูกต้องและความเหมาะสมเป็นสรณะ ผู้นำที่ดีต้องให้สังคมสามารถตรวจสอบได้ทั้งในชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงาน ผู้นำที่ยอดเยี่ยมต้องไม่ทำงานเพื่อหล่อเลี้ยงกิเลสของตนเองหากแต่จะทำงานเพื่อหล่อเลี้ยงการพัฒนาตามที่ผู้คนสมยอมให้ตนเองเป็นผู้นำ ยิ่งไปกว่านั้นผู้นำที่เด่นชัดจะต้องสามารถตอบคำถามของผู้คนในองค์กรหรือรัฐได้เมื่อเกิดความสงสัยหรือความอยากรู้ในประเด็นปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทุกคำถามต้องสามารถตอบและให้ข้อมูลที่เป็นจริงได้ มิใช่ให้ข้อมูลในลักษณะ “ข้อเท็จจริง” แต่ต้องเป็นข้อมูลที่เป็นจริง และที่สำคัญต้องตอบด้วยข้อมูลที่ชัดเจนมิใช่ตอบแบบบทเพลง “อารมณ์เสีย” แต่อย่างใดทั้งสิ้น ยิ่งไปกว่านั้นผู้นำจะต้องยึดความถูกต้องมากกว่าความถูกใจซึ่งมิใช่เฉพาะผู้นำปี 2563 เท่านั้น แต่ควรเป็นเช่นนี้ในทุกๆ ปีของอนาคตด้วย แต่การกระทำที่ผ่านมาถือว่าผู้คนในองค์กร “ไม่เอาความ” ก็แล้วกัน อนึ่ง ความเหมาะสมถือว่าเป็นอีกแนวคิดหนึ่งที่ผู้นำองค์กรควรตระหนักจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าในประเทศที่กำลังพัฒนานั้นผู้นำขององค์กรชอบแต่งตั้งผู้สืบทอด “สายเลือดกำเดา” มากกว่าสายเลือดดีในการบริหารจัดการองค์กรหรือแม้แต่การบริหารจัดการของรัฐชาติ
2 การใช้อำนาจนำเพื่อการพัฒนา ผู้นำที่ดีและมีจริตที่งดงามควรพินิจถึงอำนาจนำของตนเองที่มีอยู่และสามารถใช้อำนาจนำในการสร้างสังคมใหม่ (Deconstruction) ได้เป็นอย่างดี มีการจัดวางการพัฒนาตามความสำคัญก่อนหลังและสอดคล้องกับแผนพัฒนาหลักขององค์กรหรือรัฐชาติด้วย ทั้งนี้ ต้องมีการประชุม ประสาน ประกอบการกระทำที่มุ่งมั่นด้วย
3 ให้ความสำคัญในความสามารถมากกว่าความใกล้ชิดสนิทสนม ผู้นำตั้งแต่ปี 2563 นี้ต้องสร้างจริตของตนเองใหม่ ต้องเล็งเห็นความสามารถและสมรรถนะของผู้คนที่ทำงานมากกว่าการประจบสอพลอ ทั้งนี้ ปรากฏการณ์ทางสังคมที่ผ่านมาคนที่มีลักษณะ “พูดมาก” มักจะได้รับการสนับสนุนมากกว่าคนที่ทำงานด้วย
พลังกายและพลังใจ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงทำให้สำนวนไทยมีการบิดเบือนไปว่า “ค่าของคนอยู่ที่คนของใคร”
4 มีทักษะวิธีคิดชั้นสูง ผู้นำที่เก่งกาจและชาญฉลาดจะต้องสร้างวิธีคิดให้มีระบบระเบียบ การคิดจะแสดงพลังสติปัญญาในการพัฒนาซึ่งอาจอาจเรียกได้ว่า “สุตตะปัญญา” สิ่งนี้จะนำไปสู่สัมมาปฏิปทาได้ในที่สุด
5 ใช้หลักประชิปไตยได้อย่างเข้าใจและลุ่มลึก ประชาธิปไตยคือพื้นฐานในการอยู่ร่วมกันของมนุษยชาติที่จะไม่เกิดความขัดแย้งในลักษณะประการใดๆ ทั้งปวงเพราะประชาธิปไตยคือผลรวมของการตัดสินใจ คือผลรวมของการแสดงออกที่มีวัฒนธรรมขั้งสูง ด้วยเหตุนี้ผู้นำในปี 2563 ต้องศึกษาให้เข้าใจและถ่องแท้หากไม่เข้าใจหรือมีข้อสงสัยประการใดให้ถามผู้รู้และหมั่นสร้างตนเองให้เกิดสภาวะการเรียนรู้ที่แท้จริง สิ่งนี้จะนำไปสู่ความลุ่มลึกและที่สำคัญจะไม่มีความมืดบอดทางความคิดแบบประชาธิปไตยต่อไปอีก
6 รับผิดชอบงานรับผิดชอบคนและรับผิดชอบสังคม งานที่ผู้นำได้รับมอบหมายจากใจผู้คนนั้นคือ ความรับผิดชอบ ผู้นำที่กล้าหาญต้องมีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตนเอง ถ้าหากเกิดความผิดพลาดขึ้นจะต้องรีบหาวิธีการแก้ไขให้เร็วที่สุดและอยู่บนหลักการที่ว่า “ถูกต้อง รวดเร็วและแม่นยำ” ยิ่งไปกว่านั้นจะต้องมีความรับผิดชอบต่อผู้คนที่อยู่ในองค์กรรวมทั้งมีความรับผิดชอบต่อสังคมเพราะสังคมทำให้เกิดผู้นำและผู้นำจะต้องทำให้เกิดสังคมที่ดีงาม มิใช่เป็นตัวหลักที่ทำให้สังคมผุกร่อนลง
7 ผู้นำในปี 2563 จะต้องยึดหลักการ “พึ่งตนเองก่อนแล้วสวรรค์จะช่วย” ซึ่งมีความหมายรวมถึงการพิจารณาถึง “ความอุดมสมบูรณ์” ต่างๆ ที่องค์กรหรือรัฐชาติมีแล้วนำมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด การพึ่งพาจากหน่วยงานอื่นหรือรัฐชาติอื่นจะส่งผลต่อการเอาเปรียบในทุกๆ ด้านที่จะตามมา ฉะนั้น ผู้นำที่ดีต้องยึดหลักการข้างต้นที่กล่าวมาด้วย
8 กล่าวตามความเป็นจริงผู้นำยุคต่างๆ มิใช่เฉพาะปี 2020 เท่านั้นที่จะต้องตั้งอยู่บนสัมมาทิฐิที่พึงมีพึงได้ตามควรแก่เหตุ วาทกรรมแห่งชาติเกี่ยวกับองค์กรสีขาว ดูเป็นวาระที่ผู้นำต้องทำให้ได้ แต่ภาพจริงที่เกิดขึ้นดูเป็นภาพลวงตาเท่านั้น ผู้นำหลายองค์กรกลายเป็นผู้นำที่หาผลประโยชน์ให้กับตนเอง ซึ่งมีทั้งทางตรงและบ้างปรากฏในลักษณะ “ตามน้ำ” ซึ่งดูเป็นการสมยอมและเป็นความภาคภูมิใจจนกลายเป็นเนื้อเดียวกันจนแยกไม่ออก
9 ผู้นำที่ประเสริฐและเหมาะต่อการสรรเสริญนั้นต้อง “ยกย่องคนดีตีคนชั่ว” สนับสนุนคนเก่ง ผู้นำที่ดีไม่ต้องกลัว “สภาวะเสียหน้า” ตัวอย่างเช่น ถ้าผู้ตามมีฐานคิดแนวคิดเพื่อการพัฒนาองค์กรหรือรัฐชาติควรจะนำแนวคิดต่างๆ นั้นมาประชุมและสร้างแนวทางในการพัฒนาต่อไป ซึ่งจะสอดคล้องกับคำว่า ร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมกรรมที่ดีที่มีให้กันต่างหาก
มีข้อเขียนเกี่ยวกับผู้นำมากมายที่ผู้นำปี 2563 สามารถนำมาเป็นแนวทางทางปฏิบัติได้ แต่ทั้งนี้ผู้นำที่มีคุณค่าต้องมาจากจริตของตนเองและเลือกที่จะทำตามในสิ่งที่ตนเองได้รับการยอมรับให้เป็นผู้นำ สุดท้ายผู้นำแบบนี้จะกลายเป็นแชมป์ตลอดกาล ดังสมการง่ายๆ Choice+Chance = Champ แต่ที่ผ่านมาผู้นำหลายๆ องค์กรไม่พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนตนเองให้เป็นไปตามมุมมองของผู้ตามหรือคนส่วนใหญ่ ซึ่งการกระทำดังกล่าวไม่รู้ว่า “ใจแคบ” หรือผลประโยชน์ที่มีมากจนไม่อยากออกจากตำแหน่งผู้นำ แต่ที่แน่ๆ ผู้นำที่ดีควรรู้ว่า ถึงเวลาพอให้พอ ถึงเวลาไปให้ไป…และถึงเวลาให้ศึกษาธรรมะให้มากขึ้นก็จะวิเศษสุด..ขอรับท่าน!!!!!

