หน้าแรก คอลัมนิสต์ บทสรุป การยุท...

บทสรุป การยุทธ์ ปราบโกง ประชามติ รูปแบบ สงคราม

22.06.16 | 12:25 น.

หากเป็น “สงครามป้อมค่าย” สถานการณ์อันเกี่ยวกับ “ศูนย์ปราบโกงประชามติ” ถือได้ว่า คสช.และรัฐบาลกำชัยได้

กำชัยได้จากบทสรุปของ พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง

“เจ้าหน้าที่ได้รายงานผลการปฏิบัติงานในพื้นที่ต่างๆ ที่ได้เข้าไปพูดคุยกับกลุ่ม นปช.ขอให้ยุติการจัดกิจกรรมได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ทุกอย่างจบไปแล้ว”

จบไปแล้ว จริงละหรือ

ทุกอย่างจบไปแล้วเหมือนกับที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.ก็ได้ออกมายอมรับว่าสามารถเปิดได้ 47 แห่ง และเปิดไม่ได้ 29 แห่ง

Advertisement

“ความหมาย” ของการเปิด และการปิดจึง “ต่าง” กัน

ที่ต่างกันเพราะมุมมองในเรื่องการเปิด การปิด “ศูนย์ปราบโกงประชามติ” ระหว่าง คสช.และ นปช.อยู่บนฐานแห่งข้อสรุปที่ไม่เหมือนกัน

นั่นก็คือ มุมมองต่อ “สงคราม” และ “การต่อสู้” ก็มิได้เป็นอย่างเดียวกัน

แม้ว่า “รูปธรรม” อันกำหนดและจัดวางอยู่เบื้องหน้าตั้งแต่วันที่ 5 ถึงวันที่ 19 มิถุนายน จะอยู่ที่ “ศูนย์ปราบโกงประชามติ” อันเดียวกันก็ตาม

นี่จึงเป็นเรื่องในทาง “วัตถุ” นี่จึงเป็นเรื่องในทาง “ความคิด”

 

ความเข้าใจของ คสช.ตามที่ พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง นำมาแถลงพร้อมกันกับ พ.อ.วินัย สุวารี ก็คือ ไม่มีการดำรงอยู่ของ “ศูนย์ปราบโกงประชามติ” ในทางวัตถุ

1 ป้าย “ศูนย์ปราบโกงประชามติ” ถูกปลด

ขณะเดียวกัน 1 ป้าย “ไม่ล้ม ไม่โกง ไม่อายพม่า” อันส่งตรงจาก นปช.ส่วนกลางไปตามสาขาในแต่ละจังหวัด แต่ละอำเภอ ไม่สามารถติดได้

แต่พลันที่มี “ป้าย” ใหม่นำขึ้น “ติด”

เพียงแต่เป็นข้อความใหม่ระบุว่า “ที่นี่ไม่ใช่ ศูนย์ปราบโกงประชามติ” บทบาทและความหมายของศูนย์ปราบโกงประชามติก็บังเกิดการแปรเปลี่ยน

ถามว่า “ป้าย” นี้เห็นได้จากที่ใด

คำตอบที่ร้องประสานขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกันก็คือ 1 ผ่านการนำเสนอข่าวของโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์

1 ภาพทั้งที่เป็นภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว

เป็นการเผยแพร่ออกไปพร้อมกับคำแถลงยาวเหยียดจาก นายจตุพร พรหมพันธุ์ และ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จากนั้นเช้าวันรุ่งขึ้นพวกเขาก็พาเหรดกันเดินทางไปยื่นรายละเอียดให้กับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ

จริงละหรือที่ “ศูนย์ปราบโกงประชามติ” ได้จบไปแล้ว

 

หากเป็นสงครามในแบบที่เรียกกันว่า “ป้อมค่าย” การสนธิกำลังพลเรือนฝ่ายปกครอง กับตำรวจและทหารเข้าไปจัดการในแต่ละ “ศูนย์” ถือว่าเรียบร้อย

เพราะ “ป้อมค่าย” หรือ “ศูนย์” ถูกควบคุมได้แล้ว

ความหมายของสงครามและการสู้รบนี้ก็คือ การยึดป้อมค่าย การครอบครอง “พื้นที่” ของฝ่ายตรงกันข้ามในทางรูปธรรม

แต่ถามว่า “พื้นที่” หมายถึง ตึกสำนักงาน หมายถึงป้ายผ้า เท่านั้นหรือ

อย่าลืมเป็นอันขาดว่า ภายในพื้นที่ยังมี “คน” อย่าลืมเป็นอันขาดว่าภายใน “ป้ายผ้า” และข้อความอันเหมือนกับเป็นคำขวัญ คำประกาศ ยังมี “คน”

ความหมายที่ลึกซึ้งยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ยังมี “ความคิด”

หากทั้ง พ.อ.วินธัย สุวารี และทั้ง พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง จะเคยศึกษาในเรื่อง “ยุทธศาสตร์” ของสงครามมาบ้าง ก็คงจะตระหนักในเป้าหมายสูงสุดของสงครามว่ามิได้อยู่กับ “พื้นที่” หากต้องการให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดอย่างแท้จริง

จำเป็นต้องเอาชนะ “ความคิด” ให้ “สยบยอม” อย่างราบคาบ

กระนั้น กล่าวสำหรับในสมรภูมิว่าด้วย “ประชามติ” การเกิดขึ้นของ “ศูนย์ปราบโกง” นั้นต้องตีให้แตกว่าเป้าหมายแท้จริงอยู่ตรงไหน

เป็นเรื่องของ “พื้นที่” หรือเป็นเรื่องในทาง “ความคิด”

สิ่งที่ นปช.หยิบยื่นมาเสมอเป็นเพียง “กุ้งฝอย” แต่ที่เขาต้องการกลับเป็น “ปลากะพง”

 

ความพ่ายแพ้และชัยชนะของการยุทธ์ครั้งนี้จึงมิได้อยู่ที่ “ศูนย์ปราบโกง” หากแต่อยู่ที่ “ประชามติ”

อย่าลืมว่าวันที่ 5 และวันที่ 19 มิถุนายน เป็นเพียงกลยุทธ์ระดับย่อย การประจันหน้าอย่างแท้จริงอยู่ที่วันที่ 7 สิงหาคม อันเป็นวันลง “ประชามติ” ต่างหาก

วันที่ 7 สิงหาคม จึงจะได้ “คำตอบ” อย่างแท้จริงว่าชนะหรือพ่ายแพ้