คอลัมน์หน้า 3 : พลวัต แห่งคนดี ในยุค‘อิเหนา เมาหมัด’ กลายเป็น‘คนดีย์’

27.12.19 | 11:00 น.

ไม่เพียงแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 จะถูกนำไปวางเรียงเคียงกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2521 อันเป็นที่มาของบทสรุปของ “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” เท่านั้น

หากแม้กระทั่งการเป็นนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ก็ถูกนำไปวางเรียงกับการเป็นนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อย่างมีนัยสำคัญทางการเมือง

หากมองจากพื้นฐาน 1 ที่เป็น “ทหาร”

หากมองจากพื้นฐาน 1 ที่เคยเป็น “ผบ.ทบ.” หากมองจากพื้นฐาน 1 ที่ไม่มีพรรคการเมืองเป็นของตนเอง

Advertisement

และหากมองจากพื้นฐาน 1 ที่ไม่ได้ลง “เลือกตั้ง”

การเป็นนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ใกล้เคียงและเหมือนเป็นอย่างยิ่งกับการเป็นนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

กระนั้น ก็ยังมี “ความต่าง” ไม่น้อย

ความต่างหากมองจากฐานทางการเมืองที่ได้รับการสนับสนุนจากหลายพรรคการเมืองก็ดูเหมือนว่าจะเป็นเช่นนั้น

แต่หากดูจริงๆ กลับไม่เหมือน

เป็นความจริงที่รากฐานสำคัญของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จะอยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์และแตะไปยังพรรคกิจสังคม

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่ที่พรรคพลังประชารัฐ

ยิ่งกว่านั้น หากดูจากเส้นทางเข้าสู่การเมืองของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ยิ่งแตกต่าง

เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร

พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อาจจะเคยมีชื่อร่วมอยู่ในคณะปฏิรูปฯตั้งแต่รัฐประหารเมื่อเดือนตุลาคม 2519 หรือกระทั่งรัฐประหารเมื่อเดือนตุลาคม 2520

แต่มิได้เป็น “หัวหน้า” มิได้ทำด้วย “มือ” ตนเอง

ยิ่งกว่านั้น หากไปดูองค์ประกอบอันประกอบส่วนเข้ามาเป็น “ระบอบเปรม” ก็มีความแตกต่างเด่นชัดมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับกับ “ระบอบประยุทธ์”

“ระบอบเปรม” อาจต้องพึ่งพรรคการเมือง

แต่องค์ประกอบของพรรคการเมืองก็เหมาะสมคล้องรับกับสภาพการณ์ทางสังคมในขณะนั้น ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็นพรรคชาติไทย ไม่ว่าจะเป็นพรรคกิจสังคม

ตรงไหนไม่ดี มีปัญหาก็ถูกตัดทิ้งไป

แต่องค์ประกอบของพรรคการเมืองในห้วงภายหลังเลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคม 2562 มีความโดดเด่นอันแตกต่างออกไป

จึงเห็น “รัฐอิสระ” จึงได้เห็น “สารหนู” และได้เห็นกระทั่ง “เทามนัส”

ภาพของ “คนดี” ในยุคของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จึงกลายมาเป็น “คนดี” ที่มีปัญหาในยุคของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

กระทั่งต้องสะกดออกมาเป็น “คนดีย์”

หากมอง “ระบอบเปรม” ในลักษณะอันเป็นตัวแทนของ “อำนาจนำ” ที่ครอบครองเหนือสังคมไทย ถือได้ว่าสังคมให้การรับรองด้วยการยกย่องเป็นอย่างสูง

แต่เมื่อมาถึง “ระบอบประยุทธ์” ก็แปรเปลี่ยน

แปรเปลี่ยนเป็นความน่าสงสัย ไม่ว่าในแง่ความเป็น “คนดี” มีศีลธรรม ไม่ว่าในแง่ความสามารถ ไม่ว่าในแง่ของการบริหาร “อำนาจ”

“คนดีย์” เทา-เทาจึงโดดเด่นมากกว่า “คนดี”