ไม่เพียงแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 จะถูกนำไปวางเรียงเคียงกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2521 อันเป็นที่มาของบทสรุปของ “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” เท่านั้น
หากแม้กระทั่งการเป็นนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ก็ถูกนำไปวางเรียงกับการเป็นนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อย่างมีนัยสำคัญทางการเมือง
หากมองจากพื้นฐาน 1 ที่เป็น “ทหาร”
หากมองจากพื้นฐาน 1 ที่เคยเป็น “ผบ.ทบ.” หากมองจากพื้นฐาน 1 ที่ไม่มีพรรคการเมืองเป็นของตนเอง
และหากมองจากพื้นฐาน 1 ที่ไม่ได้ลง “เลือกตั้ง”
การเป็นนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ใกล้เคียงและเหมือนเป็นอย่างยิ่งกับการเป็นนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
กระนั้น ก็ยังมี “ความต่าง” ไม่น้อย
ความต่างหากมองจากฐานทางการเมืองที่ได้รับการสนับสนุนจากหลายพรรคการเมืองก็ดูเหมือนว่าจะเป็นเช่นนั้น
แต่หากดูจริงๆ กลับไม่เหมือน
เป็นความจริงที่รากฐานสำคัญของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จะอยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์และแตะไปยังพรรคกิจสังคม
ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่ที่พรรคพลังประชารัฐ
ยิ่งกว่านั้น หากดูจากเส้นทางเข้าสู่การเมืองของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ยิ่งแตกต่าง
เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร
พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อาจจะเคยมีชื่อร่วมอยู่ในคณะปฏิรูปฯตั้งแต่รัฐประหารเมื่อเดือนตุลาคม 2519 หรือกระทั่งรัฐประหารเมื่อเดือนตุลาคม 2520
แต่มิได้เป็น “หัวหน้า” มิได้ทำด้วย “มือ” ตนเอง
ยิ่งกว่านั้น หากไปดูองค์ประกอบอันประกอบส่วนเข้ามาเป็น “ระบอบเปรม” ก็มีความแตกต่างเด่นชัดมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับกับ “ระบอบประยุทธ์”
“ระบอบเปรม” อาจต้องพึ่งพรรคการเมือง
แต่องค์ประกอบของพรรคการเมืองก็เหมาะสมคล้องรับกับสภาพการณ์ทางสังคมในขณะนั้น ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็นพรรคชาติไทย ไม่ว่าจะเป็นพรรคกิจสังคม
ตรงไหนไม่ดี มีปัญหาก็ถูกตัดทิ้งไป
แต่องค์ประกอบของพรรคการเมืองในห้วงภายหลังเลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคม 2562 มีความโดดเด่นอันแตกต่างออกไป
จึงเห็น “รัฐอิสระ” จึงได้เห็น “สารหนู” และได้เห็นกระทั่ง “เทามนัส”
ภาพของ “คนดี” ในยุคของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จึงกลายมาเป็น “คนดี” ที่มีปัญหาในยุคของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
กระทั่งต้องสะกดออกมาเป็น “คนดีย์”
หากมอง “ระบอบเปรม” ในลักษณะอันเป็นตัวแทนของ “อำนาจนำ” ที่ครอบครองเหนือสังคมไทย ถือได้ว่าสังคมให้การรับรองด้วยการยกย่องเป็นอย่างสูง
แต่เมื่อมาถึง “ระบอบประยุทธ์” ก็แปรเปลี่ยน
แปรเปลี่ยนเป็นความน่าสงสัย ไม่ว่าในแง่ความเป็น “คนดี” มีศีลธรรม ไม่ว่าในแง่ความสามารถ ไม่ว่าในแง่ของการบริหาร “อำนาจ”
“คนดีย์” เทา-เทาจึงโดดเด่นมากกว่า “คนดี”

