หน้าแรก คอลัมนิสต์ สวัสดีปีใหม่ ...

สวัสดีปีใหม่ 2563 Focus ชีวิต…สู่ “ชีวิตใหม่ที่ดีกว่า” โดย นพ.วิชัย เทียนถาวร

29.12.19 | 13:00 น.

อีกสามวันก็จะถึงวันขึ้นปีใหม่ 1 มกราคม 2563 ส่ง “หมู” ไปรับ “หนู” มา ผู้เขียนขอเสนอการดำรงชีวิตในยุคความผันผวนทางเศรษฐกิจจากทั่วโลก ไม่ว่าจะอเมริกา อาเจนติน่า ยุโรป อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน สู่เอเชีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลี และประเทศไทย มีสภาพความแปรปรวนทางด้านความเป็นอยู่ การซื้อการขาย ในยุคปี ค.ศ. 2020 ด้วย “การใช้ชีวิตแนวใหม่” Focus ด้วย “Slow Life”

การใช้ชีวิตแนวใหม่ : Slow Life เป็นการใช้ชีวิตแบบไม่เร่งรีบ และยึดหลักพอเพียง ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องง่าย แต่ก็ไม่ง่ายนักสำหรับโลกยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย

หนึ่งในผู้บุกเบิกการใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ จนเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลก ต้องยกให้ “ลีโอ บาบัวต้า” บล็อกเกอร์ และนักเขียนชื่อดังชาวอเมริกา เชื้อสายกวม ผู้ก่อตั้งเว็บบล็อก Zen Habits ซึ่งมีสมาชิกมากกว่า 240,000 คน และได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารไทม์ ให้เป็นเว็บบล็อกยอดนิยมอันดับหนึ่งของโลก ประจำปี 2010 เขามีผลงานการเขียนหนังสือมากมายหลายเล่ม แต่เล่มที่โด่งดังติดอันดับเบสต์เซลเลอร์ ก็คือ The Power of Less การใช้ชีวิตแบบช้าแต่ชัวร์ เพื่อชีวิตแสนสุข เริ่มต้นง่ายๆ ด้วย บันได 9 ขั้น สตาร์ท ด้วย

• บันได้ขั้นที่หนึ่ง คือ ต้องรู้จักโฟกัสมากขึ้น และทำอะไรให้น้อยลงแทนที่จะทำอะไรหลายอย่างในเวลาพร้อมๆ กัน ให้เลือกทำสิ่งสำคัญที่สุดเพียงอย่างเดียว และเก็บเรื่องอื่นๆ ไว้ก่อน

• บันได้ขั้นที่สอง คือ แค่ทำอะไรให้ช้าลงอาจไม่เพียงพอ ต้องมีสติอยู่กับปัจจุบัน เมื่อไหร่ที่คิดฟุ้งซ่านเรื่องโน้นเรื่องนี้ ให้ดึงตัวเองกลับมาอยู่กับโมเมนต์ปัจจุบันเร็วที่สุด การมีสติจะทำให้ไม่คิดฟุ้งซ่าน ไม่คิดร้ายกับตัวเองและคนอื่น

Advertisement

• บันได้ขั้นที่สาม คือ ใช้ชีวิตแบบโลว์เทค ปิดมือถือและอุปกรณ์ไฮเทคทุกอย่างในช่วงวันหยุด แล้วโฟกัสกับสิ่งที่อยากทำจริงๆ เป็นการยากที่จะใช้ชีวิตแบบพอเพียง ถ้ายังวุ่นกับการเล่นอินสตาแกรม และเช็กอีเมล์ทั้งวัน

• บันได้ขั้นที่สี่ คือใส่ใจเพื่อนฝูง ครอบครัว และคนรอบข้างให้มากขึ้น คำว่า “ใส่ใจ” ต้องขีดเส้นใต้ชัดๆ เพราะเรามักสังสรรค์ กับเพื่อนฝูง ครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงาน ในลักษณะเจ๊าะแจ๊ะ มากกว่าจะใส่ใจกันอย่างแท้จริง หมั่นแสดงความห่วงใยและเอื้ออาทรต่อคนรอบข้างด้วยความจริงใจ

• บันได้ขั้นที่ห้า คือ เปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ หันมาชื่นชมกับความงดงามของธรรมชาติบ้าง แทนที่จะอุดอู้อยู่แต่ในบ้าน นอนตากแอร์ทั้งวัน ลองออกมาเดินเล่นในสวน เพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ หรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น การเดิน ว่ายน้ำ และขี่จักรยาน เพื่อให้ร่างกายได้สัมผัสกับสายลมแสงแดด และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติ

• บันได้ขั้นที่หก คือ การรับประทานอาหารให้ช้าลง โดยค่อยๆ เคี้ยว เพื่อรับรู้รสสัมผัสความอร่อยของอาหารแต่ละเมนู จะสร้างความรื่นรมย์ให้ชีวิตมากกว่า การทานเร็วๆ เพื่อให้อิ่ม

• บันได้ขั้นที่เจ็ด คือ ขับรถให้ช้าลง นอกจากจะทำให้เครียดน้อยลง ยังลดการเกิดอุบัติเหตุด้วย แทนที่จะเครียดกับการจราจรบนท้องถนน ลองเปิดเพลงคลอเบาๆ เพื่อผ่อนคลายอารมณ์

• บันได้ขั้นที่แปด คือ มีความสุขง่ายๆ และรื่นรมย์กับทุกอย่างที่พบเจอ เรื่องนี้เชื่อมโยงกับการมีสติกับปัจจุบัน แต่เป็นก้าวที่พัฒนาไปไกลขึ้น ไม่ว่าคุณจะทำอะไร ขอให้ทำด้วยความสุข และความเต็มใจ แม้แต่การล้างจาน ก็สามารถหาความรื่นรมย์ได้ เพียงเปลี่ยนมุมมองซะใหม่ จะเป็นน้ำครึ่งแก้วเสมอ

• บันได้ขั้นที่เก้า คือ ขจัดความเครียดด้วยการสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เมื่อไหร่ก็ตาม ที่รู้สึกว่าเร่งรีบ และเหนื่อยหอบ ลองสูดหายใจเข้าลึกๆ ให้เต็มปอดสัก 2-3 เฮือก รับรองว่าจะรู้สึกผ่อนคลายขึ้นอย่างเหลือเชื่อ และถ้าจะให้ได้ผลยิ่งขึ้น ควรมีสติกับทุกลมหายใจเข้าออก โดยกำหนดลมหายใจเข้าออกเพื่อให้จิตเป็นสมาธิ

สมาธิบำบัด 7 เทคนิค : โดย รศ.ดร.สมพร กันทรดุษฎีเตรียมชัยศรี เทคนิคที่ 1 การฝึกหายใจถูก หายใจให้เป็น หายใจเพื่อให้อายุยืนยาว ที่เราหายใจอยู่ทุกวันนี้ก็คือ หายใจรอวัน (ตาย) ถ้าหายใจให้ถูกและอายุยืน ศูนย์การหายใจในร่างกายมนุษย์จะมีอยู่ 3 ศูนย์ ศูนย์ที่ 1 เป็นศูนย์เพื่อที่จะใช้ในการทำงานในชีวิตประจำวัน แต่ถ้าเป็นเรื่องของการเยียวยาก็ต้องเปลี่ยนศูนย์การหายใจ เพราะศูนย์การหายใจนี้จะเริ่มการหายใจออกก่อนและก็ปล่อยให้หายใจเข้าเป็นอัตโนมัติ ถ้าฝึก 2 ศูนย์นี้ได้มันจะเข้าไปบังคับศูนย์ที่เราใช้ตามปกติ ศูนย์หายใจทั้งสามศูนย์นี้ ศูนย์หนึ่งเป็นเหมือนการเร่งที่ใช้ในชีวิตประจำวัน อีกสองศูนย์นั้นเป็นเบรกซึ่งเราไม่เคยใช้เลย วิธีการ นั่งในท่าตามสบาย หลับตา สูดหายใจเข้าลึก กลั้นไว้ประมาณ 3 วินาที และเป่าออกทางปากช้าๆ อย่างสม่ำเสมอจนสุด จะได้เป็นสมาธิเพื่อการเยียวยาหรือสมาธิบำบัด

เทคนิคนี้กลไกของการฝึกนี้ต้องการเป่าลมออกเพื่อให้ไปผลักให้ระบบทางเดินหายใจกับระบบกระเพาะอาหารการย่อยอาหารทำงานประสานกัน เพราะฉะนั้นถ้าฝึกอย่างนี้ได้ก็จะไม่เป็นโรคกระเพาะอาหาร และไม่เป็นหวัดได้ง่ายๆ

เทคนิคที่ 2 ผลลัพธ์ที่ได้จะได้มากกว่าเทคนิคที่ 1 เป็นสองเท่า เนื่องจากจะมีการออกกำลังกายด้วย วิธีการ ยืนตรง แยกเท้าห่างเท่ากับช่วงไหล่ ชูมือขึ้นเหนือศีรษะสองข้าง ฝ่ามือสองข้างประกบกัน ถ้าประมาณ 5 นาทีแรกรู้สึกปวดต้นแขนให้ย่อลงมากองไว้ศีรษะ จากนั้นก็ยึดขึ้นไปฝึกใหม่ ทั้งสองเทคนิคการฝึกให้หลับตาด้วย เทคนิคนี้ยึดให้ต้นแขนแนบหูแล้วเป่าลมหายใจออกยาวๆ แล้วหายใจเข้าทางจมูกให้ลึก ระหว่างฝึกจะเริ่มรู้สึกร้อนที่ฝ่ามือ ฝึกให้ครบ 30 รอบการหายใจ หลังจากฝึกเสร็จค่อยๆ คลี่มือลงด้านข้างช้าๆ ให้หายใจตามปกติ ในเทคนิคนี้จะช่วยในการลดไขมันในเส้นเลือดค่อนข้างไว ถ้าทำประมาณเดือนครึ่งก็จะทำให้คลอเลตรอลลดลง

เทคนิคที่ 3 เริ่มที่สมาธิเยียวยาเต็มรูปแบบ เป็นการทำสมาธิให้ได้ทั้งตัว เพราะฉะนั้นใครที่มีพุง ไขมันสูง ข้อไม่แข็งแรง ปวดเมื่อย อาจจะมีริดสีดวง ท้องผูก ปวดไหล่ ปวดคอ ไมเกรน ขอให้ฝึกเทคนิคที่ 3 วิธีการ นั่งเหยียดเท้าราบไปกับพื้น ยืดหลังตรง และวางมือทั้งสองข้างไว้ที่หัวเข่าจากนั้นโน้มตัวไปด้านหน้า พร้อมกับสูดหายใจเข้าลึก กลั้นไว้ 3 วินาที จากนั้นเอนตัวไปด้านหลังพร้อมเป่าลมออกทางปากยาว ทำเช่นนี้ 30 รอบการหายใจ เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาด้านกล้ามเนื้อและข้อต่อ

เทคนิคที่ 4 การฝึกคุมลมหายใจ วิธีการ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ยกส้นเท้าขึ้น ผ่อนลมหายใจออกยาวๆ ยกส้นเท้าลง เวลาเดินก็เหมือนกัน สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ยกเท้าขึ้น ผ่อนลมหายใจออกยาวๆ ยกเท้าลง การฝึกเทคนิคนี้ก็จะมีกว่าเทคนิค 3 เพราะมีการเคลื่อนไหว

เทคนิคที่ 5 เป็นสมาธิอานาปานผสมกับสมาธิเคลื่อนไหว จะคล้ายกับเทคนิคที่ 3 ผสมกับเทคนิคที่ 2 เพราะฉะนั้น เทคนิคที่ 5 คือที่สุดของที่สุดถ้าใครไม่สบายมากๆ ให้ฝึกเทคนิคที่ 5 เพราะค่อนข้างเห็นผลเร็วและไว ไขมันลง น้ำตาลลง ความดันลง สมาธิบำบัดมีข้อห้ามอย่างเดียว คือ “ห้ามขี้เกียจ” ถ้าไม่ฝึกก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ วิธีการ ยืน แล้วชูมือขึ้นเหนือศีรษะเอามือมาประกบกัน เป่าลมออกทางปากยาวๆ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ (ทุกเทคนิคเวลาฝึกต้องหลับตา) โน้มตัวลงเป็นจังหวะการหายใจ โน้มลงไปให้ปลายนิ้วมือแตะถึงพื้น ให้ได้ 30 รอบการหายใจ ให้หยุดอยู่ประมาณ 5 รอบลมหายใจ จากนั้นค่อยเอนกายกลับขึ้นมาช้าๆ ให้ได้ 30 รอบการหายใจ หลังจากฝึกเสร็จค่อยๆ คลี่มือลง (เหมือนนกกางปีก) ด้านข้างช้าๆ ให้หายใจตามปกติ เทคนิคที่ 6 และ 7 เหมาะสำหรับผู้ป่วยหนัก ช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกาย

หยุดทำร้ายร่างกาย 3 ข้อ โดยหมอทีม : คนไทยทำร้ายร่างกายด้วยสิ่งนี้ คนไทยกินสมุนไพรทุกวัน กินผักทุกวันกระถินริมรั้วก็มี แล้วเราก็เคยบอกด้วยว่าพืชผักบ้านเรา ผลไม้บ้านเรามันเป็นสมุนไพรทั้งหมด มีวิตามินเยอะมีอะไรมากมาย แต่แปลกในโรงพยาบาลกลับเจอคนไข้เป็นความดัน ไขมัน เบาหวาน ไขมันเกาะตับ พังผืดที่ตับโรคอัมพฤกษ์ โรคพาร์กินสัน โรคต่างๆ มากมายรวมถึงโรคข้อ ทำไมถึงเป็นแบบนั้น : ในขณะที่เรากินแต่ของดี เหตุผลเดียว คือ 1.ทำพฤติกรรมบางอย่างในขณะที่กินอาหารสุขภาพ อาหารสุขภาพ เช่น สมุนไพรทุกชนิด ลองเข้าไปดู Family Mart 7-eleven Top Supermarket จะเห็นคนส่วนใหญ่จะเอาหารเพื่อสุขภาพ เช่น ถั่วไปใส่น้ำหวาน ถั่วไปใส่น้ำตาล พืชสมุนไพรเอาน้ำตาลใส่เข้าไปเพียบ จะเห็นนมเพื่อทำให้สุขภาพแข็งแรงแต่ใสน้ำตาลเข้าไปเพิ่ม จะเห็นยาคูลท์ นมเปรี้ยวที่มีน้ำตาลเกินความจำเป็น กินอาหารจากข้าวย่อยเป็นแป้ง ย่อยเป็นน้ำตาลมันก็มากเพียงพอแล้วยังเติมน้ำตาลเข้าไปอีกทำให้อ้วนขึ้น เป็นเบาหวาน และเป็นโรคต่างๆ ที่กล่าวไป 2.คนส่วนใหญ่ทำงานหนักแต่พักผ่อนน้อย คนส่วนใหญ่มีค่านิยมการทำงานหนักเป็นสิ่งที่ดี แต่การที่ทำงานหนักแต่พักผ่อนน้อยมันจะเหมือนว่าเอาร่างกายไปแลกกับเงิน แล้ว
กลับมาพักผ่อนน้อย บางคนก็คือ นั่งดูทีวี นักดูมือถือนอนดึกโดยใช่เหตุ นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้สุขภาพไม่ดี ทำให้หน้าแก่ 3.ทำงานน้อยแต่กินเยอะ ในตอนเย็นกินเยอะในอาหารที่จำพวกข้าว แป้ง น้ำตาล ตอนเช้าควรกินเยอะอย่างราชา อันนี้ไม่แปลกเพราะตอนเช้าทำงานเยอะ แต่ตอนเย็นกำลังจะนอนแล้ว กำลังจะพักผ่อนดูทีวีอยู่กับครอบครัว แต่กินมื้อเย็นเยอะทำให้อาหาร (ข้าว แป้ง น้ำตาล) ที่กินมื้อเย็นมันเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมทำให้เกิดการอักเสบหัวจรดเท้า ทำให้แก่เร็ว ทำให้เป็นโรคต่างๆ ที่กล่าวไป

ดังนั้น อย่าทำร้ายตัวเอง ด้วย 3 ข้อนี้ 1. อาหารสุขภาพทุกอย่างที่ใส่น้ำตาลต้องระวัง 2. ทำงานหนักแต่พักผ่อนน้อย 3. ทำงานน้อย แต่กินเยอะ ตอนเย็น

ฆราวาสธรรม 4 (ธรรมสำหรับฆราวาส, ธรรมสำหรับการครองเรือน, หลักการครองชีวิตของคฤหัสถ์ – virtues for a good household life; virtues for lay people)

1.สัจจะ (ความจริง, ซื่อตรง ซื่อสัตย์ จริงใจ พูดจริง ทำจริง – truth and honesty)

2.ทมะ (การฝึกฝน, การข่มใจ ฝึกนิสัย ปรับตัว, รู้จักควบคุมจิตใจ ฝึกหัดดัดนิสัย แก้ไขข้อบกพร่อง ปรับปรุงตนให้เจริญก้าวหน้าด้วยสติปัญญา – taming and training oneself; adjustment)

3.ขันติ (ความอดทน, ตั้งหน้าทำหน้าที่การงานด้วยความขยันหมั่นเพียร เข้มแข็ง ทนทาน ไม่หวั่นไหว มั่นในจุดหมาย ไม่ท้อถอย – tolerance; forbearance)

4.จาคะ (ความเสียสละ, สละกิเลส สละความสุขสบายและผลประโยชน์ส่วนตนได้ ใจกว้าง พร้อมที่จะรับฟังความทุกข์ ความคิดเห็น และความต้องการของผู้อื่น พร้อมที่จะร่วมมือ ช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่คับแคบเห็นแก่ตนหรือเอาแต่ใจตัว – liberality; generosity)

30 ข้อ ตัวชี้วัด การปฏิบัติธรรม ถูกทาง โดย พศิน อินทรวงค์ ถ้าปฏิบัติธรรมอย่างถูกต้อง จะเกิดสิ่งต่อไปนี้

1.โกรธน้อยลง เห็นความโกรธเร็วขึ้น 2.เข้าใจผู้อื่นมากขึ้น ตัดสินถูกผิดน้อยลง 3.เห็นความเลวของตนมากขึ้น เห็นความดีของผู้อื่นมากขึ้น 4.รับฟังมากขึ้น อยากอวดภูมิรู้น้อยลง 5.ไม่อยากโกหก หลีกเหลี่ยงการนินทา พูดน้อยลง 6.แสวงหาความสุขแบบกามคุณน้อยลง กิน ดื่ม เที่ยว ต้องการสุขแบบโลกๆ น้อยลง 7.มีสมาธิในการทำงานมากขึ้น ทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น 8.ใช้เงินเพื่อตนเองน้อยลง เพราะความต้องการน้อยลง 9.สนใจฟังเรื่องละกิเลส ไม่ค่อยสนใจเรื่องเพิ่มกิเลส 10.ไม่จุกจิกจู้จี้ ไม่ขี้บ่น ไม่คิดมาก

11. ละอายใจเมื่อคิดชั่ว เมตตามากขึ้น คิดถึงส่วนรวมมากขึ้น 12. รักษาข้าวของเครื่องใช้มากขึ้น แต่ไม่หวงแหน 13. ยึดในตัวผู้อื่นน้อยลง ต้องการความเข้าใจน้อยลงเป็นอิสระจากผู้อื่นมากขึ้น 14. หลับสบาย ไม่ค่อยฝัน ควบคุมเวลาตื่นนอนได้ดังใจ 15.ไม่เห็นสิ่งต่างๆ เป็นบวกหรือลบ เห็นเพียงความธรรมดาของโลก 16. คลุกคลีกับหมู่คณะตามกาลเทศะไม่คลุกคลีตามอำเภอใจ สนใจสำรวจความเลวของตนเอง 17. รับรู้ความงามจากธรรมชาติได้มากขึ้น รักต้นไม้มากขึ้น 18. ไม่อยากสะสมอะไร มีของเท่าที่จำเป็น 19. อยากได้อะไรมักสมหวัง คิดอะไรมักได้ดังใจ 20. เห็นปัญหาเป็นเรื่องสนุก ขำขัน มองแล้วยิ้ม

21. ไม่ค่อยสนใจคำสรรเสริญนินทา 22. เจอคนดีมากขึ้น พบครูผู้ชี้ทางเจริญได้ 23. ไม่กลัวใคร เห็นทุกคนเป็นเพื่อนเสมอกัน 24. ต้องการควบคุมผู้อื่นน้อยลง ต้องการเปลี่ยนความคิดผู้อื่นน้อยลง มั่นใจตัวเองมากขึ้น 25. ค้นพบสิ่งน่าสนใจรอบตัวที่ไม่เคยพบมาก่อน 26. คาดเดาอนาคตได้ถูกต้องมากขึ้น 27. คิดถึงความตายมากขึ้น เห็นชีวิตแสนสั้นแต่มีคุณค่า 28. ความสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น คิดนอกกรอบ

แก้ไขปัญหาได้ตรงจุด ความคิดเป็นระบบมากขึ้น 29. ความรู้สึกเหงาหายไป 30. อยู่กับลมหายใจได้นานขึ้น ดึงสติกลับมารู้ตัวได้เร็ว

โดยสรุป การใช้ชีวิตแนวใหม่ ตามแนวคิดทฤษฎีแบบตะวันตกที่เรียกว่า Slow Life หากย้อนดูวิถีชีวิตของคนไทยในอดีต มันก็คือ การใช้ “วิถีชีวิตแบบไทย” ในบ้านเรา ตั้งแต่รุ่นปู่ย่า ตายาย แต่เนื่องด้วยอิทธิพลตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา ยุโรป ฯลฯ มีวิถีชีวิตเต็มไปด้วยการแข่งขันทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม เทคโนโลยี ทำให้เกิดสภาวะเคร่งเครียด กดดัน เร่งรีบ ด้วยเหตุดังกล่าวนักปราชญ์ตะวันตกหรือนักคิดก็หันกลับมาใช้แนวคิดที่เรียกว่า “Focus Slow Life” หรือ “การใช้ชีวิตแนวใหม่” ซึ่งก็สอดคล้องกับวิถีชีวิตไทยๆ ด้วยวัฒนธรรมประเพณี ที่มีพุทธศาสนาเป็นหลักชัยของคนไทยมาจนถึงปัจจุบันนี้นั่นเอง

เนื่องในวารดิถีขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2563 หนังสือพิมพ์มติชนและผู้เขียน ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยประทานพรให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ และแฟนๆ มติชนทุกท่าน มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง สุขกายสุขใจ ปลอดโรคปลอดภัย สมหวังและโชคดีตลอดปีหนู และตลอดไปนะครับ