ศรัทธา… ของหมอเทวดาในสยาม โดย พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก

30.12.19 | 13:00 น.

ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีบาทหลวง ศาสนาจารย์ จากยุโรปเข้ามาเผยแผ่ศาสนาคริสต์ ชาวสยามเรียกคนเหล่านี้รวมๆ ว่า หมอสอนศาสนา เพราะนอกจากสอนศาสนา สอนหนังสือ แล้วยังช่วยชาวสยามในเรื่องการรักษาพยาบาล ยังไม่มีใครที่จบการศึกษาแพทย์ศาสตร์โดยตรง…

แพทย์ที่จบแพทยศาสตรบัณฑิต ถูกบันทึกในประวัติศาสตร์ของสยามว่าเข้ามาทำงานเป็นแพทย์คนแรกๆ และโดดเด่นที่สุดคือ นายแพทย์ แดน บีช บรัดเลย์ (Dan Beach Bradley M.D.) เป็นชาวอเมริกันครับ ท่านเดินทางเข้ามาในรัชสมัยในหลวง ร.3

บรัดเลย์ เกิดเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ.2345 ที่เมืองมาเซลลัส (Marcellus) รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อตอนอายุ 20 ปี แดน บีช บรัดเลย์ เคยป่วยหนักและเกิดอาการหูหนวกไม่ได้ยินเสียง ซึ่งเป็นความทุกข์ทรมานแสนสาหัส

แดน บรัดเลย์ ทุ่มเทใช้เวลาสวดมนต์ภาวนาในโบสถ์ ขอพรจากพระคริสต์ให้หายจากอาการป่วย ทำกิจกรรมทุกอย่าง สวดมนต์ขออุทิศชีวิตนี้ให้พระคริสต์

ต่อมาราว 2 ปี แดน บรัดเลย์ หายเป็นปกติราวกับปาฏิหาริย์ เขามุมานะสุดชีวิต เรียน อ่านหนังสือ แล้วไปสอบเข้าเรียนแพทย์ เพื่อจะทำหน้าที่อุทิศชีวิตให้พระคริสต์

Advertisement

แดน บรัดเลย์ จบการศึกษาได้รับปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยใน นิวยอร์ก เมื่อเมษายน พ.ศ.2376

นายแพทย์หนุ่ม แดน บรัดเลย์ ขอทำหน้าที่เพื่อตอบแทนพระคริสต์ตามที่ภาวนาไว้ก่อนหน้านี้…ท่านสมัครใจขอเดินทางมาทำงานในแผ่นดินสยาม

หมอบรัดเลย์แต่งงานและออกเดินทางพร้อมภรรยาชื่อ Emilie Royce ลงเรือข้ามมหาสมุทรมาขึ้นบกที่เกาะสิงคโปร์ และต้องพักคอยบนเกาะสิงคโปร์นานถึง 6 เดือนเนื่องจากเป็นช่วงฤดูมรสุม มีพายุคลื่นลมแรงเป็นอันตรายและเมื่อมีเรือโดยสาร หมอและภรรยาจึงได้ออกเดินทางจากสิงคโปร์มุ่งหน้ามาสยาม

เคราะห์ร้ายตามมารังควาน มารผจญ เรือโดยสารลำนั้นโดนโจรสลัดเข้ามาปล้นในทะเลระหว่างทาง โจรสลัดกวาดเอาทรัพย์สินของผู้โดยสารไป รวมทั้งของคุณหมอและภรรยา ลูกเรือโดนฆ่าโยนทิ้งทะเล 4 คน หมอบรัดเลย์เข้ามาถึงบางกอกเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ.2378

คุณหมอและภรรยาขอพักอาศัยอยู่กับมิชชันนารีอเมริกันชื่อ จอห์นสัน แถวๆ วัดเกาะ ย่านสัมพันธวงศ์

หมอหนุ่มอเมริกันไม่เรื่องมากชักช้า…จัดตั้ง “โอสถศาลา” เพื่อเป็นสถานที่รักษาโรค แจกหยูกยาสารพัดโดยไม่คิดมูลค่า ขอเพียงคนไข้นำเอกสารเผยแผ่คริสต์ศาสนาติดมือกลับไปด้วยก็ชื่นใจแล้ว

แพทยศาสตรบัณฑิตจากนิวยอร์ก ฟัง พูด อ่าน เขียน ภาษาไทยไม่ได้ การทำงานกับคนป่วยไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ประการสำคัญ คนป่วยทั้งหลายไม่ไว้ใจหมอใหม่ ไม่คุ้นหน้า ยังคงลังเลที่จะให้หมอตรวจ

คุณหมอไม่ลดละความพยายาม…ยังคงอดทน ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ผลงาน ฝึกพูด เขียน อ่านภาษาไทย ส่วนภรรยาคุณหมอได้รับการติดต่อให้เข้าไปสอนภาษาอังกฤษในราชสำนัก

หมอบรัดเลย์ไฟแรง ขยันขันแข็ง มีคนไข้ปวดหัวตัวร้อน ที่ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนในย่านวัดเกาะ และชุมชนใกล้เคียงเป็นคนไข้หลัก

ชาวสยามเริ่มคุ้นชิน ขอออกเสียงเรียกหมอคนนี้แบบถนัดปากเรียกว่า “หมอปลัดเล”

หมอปลัดเล เป็นแพทย์แผนใหม่ที่ต้องบุกเบิก ต้องเร่งสร้างศรัทธาให้ได้ เนื่องจากชาวสยามยังไม่เชื่อใจ เขาขยันตัวเป็นเกลียว ทำงานร่วมกับมิชชันนารีอเมริกันท่ามกลางอุปสรรคมากหลาย

โอสถศาลา ของปลัดเล หมออเมริกันที่หนวดเครายาว เริ่มคึกคัก ได้รับการยอมรับจากชาวบ้านว่ากินยาของหมอแล้วหายดีทุกราย

อยู่ไปอยู่มา…ทางราชการสยามเกิดความไม่สบายใจที่ชาวจีนในย่านวัดเกาะต่างศรัทธาในตัวหมอฝรั่งคนนี้…

ทางการเกรงว่า “ความผูกพัน” อาจจะทำให้ชาวจีนเหล่านี้เกิดกระด้างกระเดื่องเรื่องศาสนาและการปกครอง จึงกดดันให้เจ้าของที่ดินขับไล่หมอปลัดเล ให้ย้ายโอสถศาลาออกจากพื้นที่ข้างวัดเกาะ (วัดสัมพันธวงศ์)

หมอปลัดเลและทีมงานจึงต้องระหกระเหิน ย้ายไปเช่าที่ใกล้โบสถ์วัดซางตาครูซ แล้วสร้างห้องแถวเล็กๆ เปิดทำการโอสถศาลาอีกครั้งเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ.2378

หมอปลัดเลทุ่มเททำงานทางการแพทย์ทั้งปวงในสยาม เพื่ออุทิศให้กับพระคริสต์…ตามที่สัญญาไว้

ชีวิตของหมอปลัดเล…มาถึงจุดเปลี่ยน…

13 มกราคม พ.ศ.2380 ปลัดเลได้มีโอกาสแสดงความเป็นแพทย์สมบูรณ์แบบครั้งประวัติศาสตร์ให้ผู้คนทั้งหลายได้ประจักษ์

วันนั้น…พระสงฆ์รูปหนึ่งในวัดประยุรวงศ์ จุดพลุในงานฉลอง พลุระเบิดคามือ ทำพระแขนขาด และมีคนตาย หมอปลัดเลจึงใช้เครื่องมือแพทย์ ตัดแขน เย็บแผล ซึ่งยังไม่มียาสลบ ทำให้ผู้คนทั้งหลายฮือฮาได้ประจักษ์ ผลคือพระภิกษุที่ถูกตัดแขนแล้วยังมีชีวิตได้ต่อไป

ถือเป็นการผ่าตัดด้วยวิชาแพทย์แผนใหม่ครั้งแรกในสยาม

หมอปลัดเลมีโอกาสได้แสดงฝีมืออีกครั้ง โดยผ่าตัดเอาก้อนเนื้องอกขนาดเท่ากำปั้นออกจากหน้าผากของชายชราผู้หนึ่งที่ทนทรมานมานับ 10 ปี การผ่าตัดเป็นไปด้วยดี คนไข้หายเป็นปกติ มีแผลเป็นเล็กน้อย ชาวสยามชื่นชมโสมนัสยิ่งนัก

เมื่อชาวสยามไว้เนื้อเชื่อใจ หมอฝรั่งขยายผลโดยผ่าต้อกระจก ฉีดวัคซีน

ปลัดเลทุ่มเทเรื่องการรักษาคนไข้จนมีชื่อเสียงได้รับการยอมรับจากชาวสยาม นางเอมิลี ภรรยาที่เรียกกันว่า แหม่ม เข้าไปเป็นครูสอนภาษาอังกฤษในวัง

การทำงานด้วยศรัทธา…มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นเรื่อยๆ เงินทองร่อยหรอ ไม่มีใครสนับสนุน หมอจึงต้องมองหางานเสริมเพื่อหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว มาซื้อยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์

ข่าวร้ายที่มาจากอเมริกาตามมาหลอกหลอนโดยแจ้งว่า หน่วยงานด้านกิจการศาสนาในอเมริกา ขอยุติการสนับสนุนภารกิจของมิชชันนารีในสยาม และขอให้จบภารกิจและเดินทางกลับอเมริกา

คณะมิชชันนารีทีมงานของหมอปลัดเลต้องเดินทางกลับอเมริกา หากแต่ได้ทิ้งเครื่องพิมพ์ (แท่นพิมพ์) ภาษาอังกฤษไว้ให้หมอดูต่างหน้าในขณะที่หมอปลัดเลกำลังจะหมดตัว

ในเวลานั้น สยามต้องไปจ้างพิมพ์เอกสารทุกอย่างของทางราชการที่เกาะสิงคโปร์

หมอปลัดเลที่เรียนรู้ภาษาไทยอย่างแตกฉานแล้ว ลงมือ ทุ่มเทประดิษฐ์ตัวพิมพ์อักษรไทยขึ้นเป็นครั้งแรกเป็นผลสำเร็จ หมอต้องการจะใช้แท่นพิมพ์เอกสารนี้รับจ้างพิมพ์งานทางราชการสยาม

ประวัติศาสตร์สยามบันทึกว่า หมอปลัดเล คือบิดาแห่งการพิมพ์ของสยามครับ

อุปสรรค เคราะห์กรรมของหมอจากอเมริกาผู้เป็นที่รักของชาวสยามยังคงโหมกระหน่ำไม่หยุด

นางเอมิลี บรัดเลย์ ภรรยาคุณหมอที่เป็นครูสอนภาษาอังกฤษให้ราชสำนักสยามมานาน 10 ปี ล้มป่วยและเสียชีวิตด้วยวัณโรค

หมอบรัดเลย์เคว้งคว้าง ชีวิตแสนระทมที่พายุโหมกระหน่ำถึงขั้นสูญเสียภรรยาสุดที่รัก จึงพาลูก 4 คนที่เกิดในสยามกลับไปอเมริกาเพื่อตั้งหลักชีวิตให้ลูกๆ

3 ปีเศษในอเมริกา หมอบรัดเลย์หาโรงเรียนให้ลูก ดิ้นรนหาเงินทุนสนับสนุนจากสมาคมมิชชันนารีอเมริกันเป็นผลสำเร็จ

หมอบรัดเลย์พบรักใหม่กับ ซาราห์ บลัคลีย์ (Sarah Blachly) บัณฑิตสาวที่จบจากวิทยาลัยโอเบอร์ลิน รัฐโอไฮโอ (Oberlin, Ohio) แต่งงานอีกครั้งแล้วหอบหิ้วกันลงเรือกลับมาสยามประเทศ เพื่อทำงานที่ค้างไว้ในสยามเมื่อ 3 ปีก่อน

กลับมาสยามคราวนี้ หมอปลัดเลเก่งกล้าถึงขนาดขอผลิตหนังสือพิมพ์ภาษาไทยฉบับแรก ชื่อ แบงคอก รีคอร์ดเดอร์ (Bangkok Recorder) รายปักษ์ เป็นบรรณาธิการเอง เขียนบทความเอง ในหลวง ร.4 ทรงเขียนบทความเชิงสนทนากับหมอผ่านทางหน้าหนังสือพิมพ์นี้

ชาวต่างชาติในสยามและชนชั้นสูงในราชสำนักได้อ่านหนังสือพิมพ์ที่พิมพ์ในสยามประเทศเป็นครั้งแรก ก็เพราะนายแพทย์บรัดเลย์ คนนี้ครับ

คุณหมอขอพระราชทาน ขอรับจ้างจัดพิมพ์เอกสารของทางราชการ เอกสารต่างๆ เพื่อหารายได้มาจัดหายา อุปกรณ์ทางการแพทย์ในการรักษาผู้เจ็บป่วย

สิ่งพิมพ์ในสยามที่หมอปลัดเลรับจ้างพิมพ์ เป็นประวัติศาสตร์ เป็นผลให้ชาวสยามได้รับทราบเรื่องราวในประวัติศาสตร์ของตัวเองมาจนถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะการพิมพ์ราชกิจจานุเบกษา ฉบับแรกของสยามเมื่อวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ.2401

ส่วนแหม่ม ซาราห์ บรัดเลย์ ทุ่มเทชีวิตจิตใจกับการสอนภาษาอังกฤษให้กับบุคคลสำคัญในราชสำนัก หมอปลัดเลอันเป็นที่รักของคนบางกอกขยายผลการทำงานแบบพลิกโฉม คุณหมอริเริ่มการปลูกฝีที่ต้องนำเข้าเชื้อหนองจากอเมริกา เพื่อนำมาปลูกฝีรักษาชีวิตชาวสยามในขณะที่ฝีดาษกำลังระบาดฆ่าคนทั้งโลก

ชาวสยาม โดยเฉพาะในบางกอกเสียชีวิตจากฝีดาษจำนวนมหาศาล ไม่มีใครทราบว่า ตายด้วยโรคอะไร

ชาวสยามในยุคนั้นไม่มีใครเชื่อเรื่องการปลูกฝีด้วยเชื้อหนอง จนต้องไปปลูกฝีให้กับชาวต่างชาติในบางกอก และเผยแพร่ในราชสำนักและเมื่อเห็นว่าป้องกันฝีดาษได้จริง… ชาวสยามจึงยอมปลูกฝี

ในหลวง ร.3 พอพระทัยยิ่งนัก พระราชทานเงินรางวัลให้หมอปลัดเล จำนวน 3 ชั่ง (ประมาณ 250 บาท)

คุณความดีของหมอปลัดเล คือ การได้มีโอกาสเข้าไปทำคลอดในราชสำนักหลายครั้งจนเป็นที่ไว้วางใจในวิชาการแพทย์แบบตะวันตก หมอพยายามให้ความรู้ “หมอตำแย” ที่ทำคลอดแบบดั้งเดิม และร้องขอให้งดการอยู่ไฟหลังคลอดของหญิงชาวสยาม เนื่องจากเป็นความทรมานที่ไม่เกิดประโยชน์

เมื่อพูดกันเข้าใจยาก…หมอฝรั่งท่านนี้ลงทุนเขียนภาพในหนังสือ สอนชาวสยามให้ความรู้เรื่องมดลูก การปฏิสนธิ การตั้งครรภ์ เรื่องการมีระดู

ให้ความรู้กับทุกคนว่า “การมีประจำเดือน” ไม่เกี่ยวกับข้างขึ้น-ข้างแรมหรือเป็นไปตามดวงจันทร์โคจรตามที่ชาวสยามเชื่อมาตลอด ให้ความรู้เรื่องน้ำคาวปลา ฯลฯ และพิมพ์หนังสือชื่อ คัมภีร์ครรภ์ทรักษา (สะกดแบบดั้งเดิม ที่หมอปลัดเลใช้) เพื่อแก้ปัญหาการเสียชีวิตของทารก และในที่สุดจึงมีการตั้งโรงเรียนผดุงครรภ์ขึ้นเป็นครั้งแรกในสยาม เริ่มการรักษาต้อกระจก การถอนฟัน

หมอปลัดเลคนขยันไม่เคยหยุดนิ่ง หมอยังไปซื้อต้นฉบับนิราศลอนดอน จาก หม่อมราโชทัย (ม.ร.ว.กระต่าย อิศรางกูร) ซึ่งเป็นลูกศิษย์เรียนภาษาอังกฤษกับหมอเป็นเงินถึง 400 บาท แล้วนำมาพิมพ์จำหน่ายให้คนไทยได้อ่าน

นับเป็นการซื้อ-ขายลิขสิทธิ์ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย

หนังสือสามก๊ก แบบเรียนจินดามณี หนังสือเรียนที่ไม่เคยมีมาก่อนล้วนเป็นผลงานความริเริ่มของหมอปลัดเลทั้งสิ้น

6 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2395 ในหลวง ร.4 พระราชทานที่ดินให้หมอปลัดเล และพวกมิชชันนารี เช่าปลูกบ้านพักและสร้างโรงพิมพ์บริเวณปากคลองบางกอกใหญ่ ข้างป้อมวิชัยประสิทธิ์ (ปัจจุบันอยู่ในเขตบางกอกใหญ่) เพื่อตอบแทนคุณความดีทั้งปวง

ในหลวง ร.4 เสด็จฯไปสนทนาภาษาอังกฤษและเรื่องราวความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์กับคุณหมอและแหม่มซาราห์ที่บ้านหลังนี้บ่อยครั้ง

หมอบรัดเลย์เสียชีวิตเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ.2416 เมื่ออายุ 69 ปี มีลูกกับนางซาราห์ 5 คน ทุกคนเกิดในสยามประเทศ

นางซาราห์คงพักอาศัยในบ้านหลังนี้ โดยไม่ได้กลับไปอเมริกาเลยตลอดชีวิต เธอเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ.2436 ตอนอายุ 75 ปี เธอใช้ชีวิตในสยามยาวนาน 43 ปี ลูกของเธอ 4 คนเดินทางกลับไปใช้ชีวิตในอเมริกา ส่วนไอรีน (ชาวสยามเรียกว่า แหม่มหลิน) ลูกสาวคนหนึ่งของหมอพักอาศัยในบ้านหลังนี้ต่อไปจนเสียชีวิตด้วยโรคชรา และเธอได้มอบที่ดินดังกล่าวให้กองทัพเรือ

หมอบรัดเลย์อุทิศชีวิตให้กับการทำงานเพื่อพระคริสต์อย่างน่าชื่นชม ท่านขอมาทำงานในสยามประเทศ ช่วยปกปักรักษาชีวิตชาวสยามไว้จำนวนมาก สร้างสิ่งที่ดีงามทั้งปวงตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งๆ ที่ไม่ได้เกิด ไม่ได้เรียนในประเทศนี้ ไม่ได้เป็นหนี้บุญคุณใครในประเทศนี้ เป็นผู้ให้ เพื่อต้องการสร้างความดีงาม โดยไม่หวังผลตอบแทน

เมื่อมหาบุรุษคุณหมอท่านนี้สิ้นชีวิต ท่านแทบไม่มีอะไรสะสม ไม่มีทรัพย์สิน เงินทอง จดหมายเหตุพระราชกิจรายวันของในหลวง ร.5 ทรงบันทึกว่า “ได้ส่งเงินให้ท่านกาพย์ซื้อของและให้ช่วยในการก่อหลุมศพหมอปลัดเลที่เงินยังขาดอยู่ 120 บาท ให้ทำรั้วเหล็กล้อมที่ฝังศพ 200 เหรียญ” (ข้อมูลจาก ส. พลายน้อย)

ที่ฝังศพของหมอฝรั่งใจบุญท่านนี้อยู่ที่ป่าช้าวัดดอน เป็นที่รวมฝังศพของพวกโปรเตสแตนท์ ในเขตยานนาวา ปู่แป๊ะเคยไปเยี่ยมและคารวะสุสานของหมอเทวดาท่านนี้มาแล้วครับ

นายแพทย์ แดน บีช บรัดเลย์ แพทย์ชาวอเมริกัน สัตบุรุษที่คนไทยควรรำลึกถึง…

ชีวิตและผลงานของท่านที่มิได้เกิด มิได้เรียน บนแผ่นดินนี้ ยิ่งใหญ่ควรแก่การยกย่อง…หมอเทวดาผู้ศรัทธาในพระคริสต์