ชื่อ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” เวลานี้น่าจะชัดเจนกว่าใครๆ ที่ประกาศพร้อมลงชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ไม่สังกัดพรรคไหนทั้งสิ้น ขอลงนามอิสระ โดยไม่ได้ขัดแย้งกับพรรคเพื่อไทย ที่ก่อนหน้านี้มีข่าวว่าขอร้องให้ชัชชาติกลับมาลงในสังกัดพรรคเพื่อไทย
ยังคงจำกันได้ที่ชัชชาติปัดขอมีรายชื่อในบัญชีผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ เพื่อการเลือกตั้งเมื่อ 24 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมา แต่แพลมออกมาว่า สนใจงานผู้ว่าฯกทม.มากกว่า
จากวันนั้น “ชัชชาติ” ได้ผู้สมัครอิสระอย่างที่ต้องการที่เตรียมตัวไปต่อสู้กับพรรคใหญ่แบบเพียวๆ
ในกิจกรรม “ชัชชาติชวนคุย คนกรุงเทพฯ ช่วยคิด” เมื่อพฤศจิกายนที่ผ่านมา เจ้าตัวบอกว่าไม่ได้ขัดแย้งกับพรรคการเมืองไหน พร้อมไปหาแนวร่วมดีกว่า จากข้อมูลที่ชัชชาติแจ้งว่า ตลอดการเดินเท้าลงพบประชาชนร่วม 7 เดือนที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เบื่อความขัดแย้งของบ้านเมือง ที่สำคัญ กทม.ควรได้นักบริหารที่ต้องใช้แนวร่วม ต้องการคนประสานงาน เป็นตัดสินใจในเชิงบริหาร สุดท้ายอยู่ที่ประชาชนจะเป็นคนเลือกเอง
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันชื่อของชัชชาติยังคงเป็น 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในบัญชีของพรรคเพื่อไทย
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ในยุคของ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” ที่พยายามกู้เรตติ้งคืนกลับมาในเร็ววัน แม้จะปรับทัพใหญ่ในพรรคไปแล้ว โดยเฉพาะ องอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค ดูแลภาค กทม. ต้องเจองานหนักเพื่อให้ ปชป.มีผู้ว่าฯกทม.ยืนในพื้นที่ต่อไป องอาจบอกนักข่าวก่อนหน้านี้ไปแล้วว่า ตัวชิงศึก กทม.มีอยู่แล้ว คัดไว้แล้ว ส่วนจะเป็นใครนั้น คงต้องรอจังหวะและสถานการณ์ที่เหมาะสมต่อไป
ปชป.มาคราวนี้หวังกระชากแต้มให้คน กทม.กลับมาเลือกอีกครั้ง ผลเลือกตั้งเมื่อ 24 มี.ค.2562 สื่อทุกฉบับพร้อมใจกันพาดหัวทำนองว่า ปชป.สูญพันธุ์ ไร้ ส.ส.กทม. โดยช่วงระยะเวลาที่คาดกันว่าจะมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.สนามแรกขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก่อน จะตกฟากในช่วงกลางปี 2563 เป็นต้นไป
อย่าลืมว่า ส.ส.กทม.ล่าสุดอยู่ในมือพรรคพลังประชารัฐ อนาคตใหม่ เพื่อไทย ล้วนเป็นพรรคที่พร้อมส่งผู้ว่าฯกทม.ลงสนามทั้งสิ้น โดยเฉพาะเพื่อไทยที่เว้นวรรคอยู่ว่าจะสนับสนุนชัชชาติ หรือจัดหาคนลงชิง
มีตัวเลขที่น่าสนใจด้วยว่า ประชาธิปัตย์ถือเป็นมหาอำนาจสนามเลือกตั้งการเมืองทั้งระดับชาติและท้องถิ่นใน กทม.มาตลอด แต่มีคะแนนเสียงจากผลเลือกตั้ง ส.ส.หนที่แล้ว รวมกันได้ประมาณเกือบ 4.7 แสนเสียงเท่านั้น
ก่อนหน้านี้ ประชาธิปัตย์ประสบความสำเร็จสูงสุดในสนาม กทม. นับตั้งแต่การเลือกตั้ง กทม.ปี 2547 “อภิรักษ์ โกษะโยธิน” ได้กว่า 9 แสนคะแนน ชนะ ปวีณา หงสกุล ผู้สมัครอิสระ ที่พรรคไทยรักไทยเป็นพรรครัฐบาลสนับสนุน ก่อนที่ปี 2551 “อภิรักษ์” จะมารักษาแชมป์ไว้ได้ เสียงปริ่มๆ เกือบ 1 ล้านคะแนน แต่บริหารงานได้ไม่นานก็แสดงสปิริตลาออกจากปัญหาโครงการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง มูลค่ารวมจำนวน 6,687 ล้านบาท ระหว่าง กทม.กับบริษัทเอกชนต่างชาติการจัดซ่อมเลือกตั้ง กทม.มีขึ้นในปี 2552 และต่อ
มาปี 2556 ล่าสุด ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ของประชาธิปัตย์ เข้าป้ายอันดับ 1 ที่เกือบ 9 แสนคะแนนเศษๆ กับ 1.2 ล้านคะแนน ตามลำดับ
เป็นคะแนนที่ประชาธิปัตย์หวังจะเห็นกันอีกครั้งในปีหน้า ดังนั้นจะต้องมาเติมเต็มคะแนนที่ได้จากสนาม ส.ส.กทม.เมื่อปีที่แล้วที่มีเพียง 4.7 แสนคะแนน เรียกว่าหายไปครึ่งต่อครึ่ง
มีการคาดหวังกันว่า สนาม กทม.หนนี้ไม่น่าจะมีพรรคไหนได้เกิน 1 ล้านคะแนน เพราะคู่แข่งไม่ใช่มีเพียงสองพรรคใหญ่เดิมๆ เท่านั้น ยังมีทั้งพลังประชารัฐ ที่อาศัยความได้เปรียบในฐานะรัฐบาล ที่ออกนโยบายมากมายให้ติดลมบนตลอด ทั้งแจกเงินก็ทำมาแล้ว รวมทั้งพรรคอนาคตใหม่ ยังคงมีเสียงอุ้มชูอุ่นหนาฝาคั่งต่อเนื่อง
อยู่ที่ว่าบทเรียนจากเลือกตั้ง ส.ส.หนที่แล้ว ส่วนหนึ่งอยู่ที่ชาว กทม.หายโกรธ ปชป.แล้วหรือยัง การส่งผู้สมัครลงชิง กทม.ครั้งนี้ ปชป.ต้องมั่นใจให้ดีว่าจะส่งใครลงมา แล้วให้มั่นใจว่าจะไม่ซ้ำรอยแบบเดิมอีก และต้องทำให้เห็นว่า ผู้สมัครที่ส่งขึ้นประกวดนั้นเหนือกว่าคู่แข่งที่เปิดตัวไปแล้วจริงๆ
เสกสรรค์ กิตติทวีสิน

