หน้าแรก คอลัมนิสต์ ทบทวนการเมือง...

ทบทวนการเมืองในปี 2562 โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

31.12.19 | 12:30 น.

ปี 2562 ที่กำลังจะผ่านไป มีความเปลี่ยนแปลงมากมายทางด้านการเมือง ดังนั้น ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่ปี พ.ศ.2563 ก็น่าจะใช้เวลานี้ในการตรวจสอบกันสักหน่อย

ในทางการเมืองนั้น ปีที่กำลังจะผ่านไปมีความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ แต่การเปลี่ยนแปลงที่เรากำลังจะพูดกันนี้อาจไม่ใช่เรื่องเดียวกับการเปลี่ยนผ่านที่หลายคนคาดการณ์เอาไว้ รวมทั้งที่ระบอบอำนาจนิยมก็เคยสัญญาว่าจะสร้างการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองก็ไม่ค่อยเหมือนกับที่หลายฝ่ายได้จินตนาการเอาไว้

แต่อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งเมื่อ 24 มีนาคม 2562 ก็ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ที่ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่การเปลี่ยนผ่านตามความเข้าใจทางรัฐศาสตร์ในความหมายที่ว่า การเปลี่ยนผ่านเป็นเรื่องของการก้าวออกจากสังคมเผด็จการที่มักเป็นการปกครองโดยทหาร เข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย และกฎกติกาในประชาธิปไตยก็ถูกยอมรับจากทุกฝ่าย

สภาวะทางการเมืองที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง ทั้งในเรื่องของการครองอำนาจอย่างยาวนานผิดขนบของการรัฐประหารร่วมสมัย การก่อรูปสถาบันทางการเมืองใหม่ๆ รวมทั้งกรอบกติกาต่างๆ ที่สนับสนุนกระบวนการดำรงอยู่ของอำนาจในช่วงห้าปีก่อนการเลือกตั้ง และการพยายามอยู่ต่อในอำนาจหลังจากนั้น ไล่เรียงมาตั้งแต่ระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ การนับคะแนนแบบใหม่ และการใช้เงื่อนไขเลื่อนการเลือกตั้งหลายครั้ง รวมไปถึงเรื่องของการให้พรรคใหม่มีกิจกรรมได้ก่อนพรรคเก่า ไล่เรียงมาจนถึงหลังการเลือกตั้งด้วยข้อกังขามากมายที่เรียกกันว่า ไม่ชนะการเลือกตั้งแต่ชนะการนับคะแนน (เขย่ง)

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้ก็มีปรากฏการณ์ที่ทั้งเก่าและทั้งใหม่เกิดขึ้นที่อยู่นอกเหนือการควบคุมและคาดการณ์มากมาย นอกเหนือไปจากการเกิดพรรคใหญ่พรรคใหม่ เช่น พลังประชารัฐ (ซึ่งในกรณีพรรคพลังประชารัฐเองก็เป็นเรื่องที่น่าศึกษา ด้วยว่าไม่เหมือนพรรคเฉพาะกิจและพรรคสืบสานอำนาจเผด็จการแบบเดิม แต่เป็นพรรคที่มีการจัดองค์กรและจัดทำนโยบายหลายเรื่องที่สืบต่อการครองอำนาจอย่างเป็นระบบไม่ใช่น้อย หากเทียบกับสหประชาไทย หรือสามัคคีธรรมในสมัยก่อน)

Advertisement

การเกิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่สร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองไม่ใช่น้อย ไม่ใช่เฉพาะในเรื่องความนิยมที่เกิดขึ้นในหมู่คนรุ่นใหม่ หากยังสามารถวัดความนิยมของพรรคได้ด้วยความไม่นิยมของพรรคจากปฏิกิริยามุ่งมั่นอย่างเอาเป็นเอาตายของอีกฝ่ายหนึ่ง ในการฟ้องร้องและกล่าวหาทั้งในระบบและนอกระบบ แต่ถึงกระนั้นก็ดี การเกิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่และกิจกรรมของพรรคตั้งแต่ช่วงการหาเสียงไปจนถึงการทำงานในสภา ได้สร้างปรากฏการณ์ทางการเมืองใหม่ๆ ที่น่าบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของการเมืองไทย

ส่วนสำคัญที่จะต้องเน้นย้ำในเรื่องพรรคอนาคตใหม่ก็คือความเข้าใจเรื่องของความเป็นคนรุ่นใหม่ ซึ่งแตกต่างจากการเมืองของคนรุ่นใหม่ในสมัยก่อน ด้วยว่าการเมืองของคนรุ่นใหม่ก่อนหน้านี้เป็นเรื่องของการเข้าถึงฐานประชากรกลุ่มหนึ่งด้วยวัยอายุ และการหาผู้สมัครที่เป็นตัวแบบของคนรุ่นใหม่ อาทิ ผู้สมัครที่มีประวัติการศึกษาดี ประวัติการทำงานดี ประวัติครอบครัวดี หรือแม้กระทั่งคนหน้าใหม่อายุไม่มาก แต่ในครั้งนี้คนรุ่นใหม่ในความหมายของอนาคตใหม่ แม้ว่าจะถูกนำเสนอมาเป็นเรื่องของกลุ่มก้อนทางประชากรเช่นเดียวกับที่ผ่านมา แต่ก็มีส่วนของการนำเสนออัตลักษณ์ทางการเมืองใหม่ ที่ทางพรรคเรียกว่าอุดมการณ์ใหม่ ที่ทำให้คนหลากหลายรุ่นสามารถที่จะกลายเป็นคนรุ่นใหม่ไปด้วยกัน และส่วนนี้แหละครับที่ทำให้พรรคอนาคตใหม่สร้างผลสะเทือนทางการเมืองอย่างที่พรรคที่เคยพยายามเข้าถึงคนรุ่นใหม่มาก่อนหน้านี้ทำไม่ได้ เพราะพรรคอนาคตใหม่ไม่ได้แค่ “เข้าถึง” คนรุ่นใหม่ แต่ “สร้าง” คนรุ่นใหม่ขึ้นมาด้วย

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์นั้น ไม่ใช่พรรคที่สูญพันธุ์จากกรุงเทพฯอย่างที่เราคิดกัน จากงานวิจัยล่าสุดของผมพบว่า พรรคประชาธิปัตย์ยังครองความนิยมในกรุงเทพฯอยู่ ร้อยละ 14 ขณะที่เพื่อไทย จากคะแนนเลือกตั้งในรอบนี้ได้ร้อยละ 17 ประเด็นสำคัญของประชาธิปัตย์ก็คือฐานคะแนนของพรรคยังมีความเหนียวแน่นในระดับหนึ่ง แต่ไม่สามารถแปรผลออกมาเป็นเก้าอี้ในเขตกรุงเทพฯได้ (เพื่อไทยได้ 9 เก้าอี้ ได้เท่าอนาคตใหม่ ที่มีคะแนนเสียงร้อยละ 23 และมีความนิยมมากที่สุดในกรุงเทพฯ) ความเหนียวแน่นของประชาธิปัตย์สะท้อนให้เห็นอีกครั้งในการเลือกตั้งซ่อมที่สามพรานตอนปลายปี เพราะคะแนนเมื่อครั้งที่เลือกตั้งทั่วไป และคะแนนจากการเลือกตั้งซ่อมไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก ประเด็นท้าทายของประชาธิปัตย์อยู่ที่การวางยุทธศาสตร์ทางการเมืองในภาพรวม และการบริหารหัวคะแนนในพื้นที่มากกว่า (หัวคะแนนไม่เท่ากับการซื้อเสียง) เพราะกรอบกติกาใหม่ในการเลือกตั้งไม่ได้ทำให้ประชาธิปัตย์ได้เปรียบ การนับทุกคะแนนเสียงทำให้เกิดแรงจูงใจที่คนที่เคยช่วยประชาธิปัตย์หาเสียงจะมีราคาและความสำคัญขึ้นมาก จนทำให้เขาเลือกที่จะไปอยู่พรรคใหม่หรืออยู่พรรคระดับกลางหรือพรรคเล็กเพื่อทำให้คะแนนรวมของพรรคเหล่านั้นเพิ่มขึ้น แม้ไม่ชนะในเขต แต่มีส่วนแปรเปลี่ยนไปเป็นคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคนั้นได้

ส่วนพรรคเพื่อไทยยังสามารถครองตำแหน่งพรรคที่มีคะแนนเก้าอี้จากการเลือกตั้งเขตมากที่สุดแม้ว่าจะไม่ได้ปาร์ตี้ลิสต์เลย ส่วนหนึ่งย่อมแสดงว่าพรรคเพื่อไทยและตัวผู้สมัคร (รวมทั้งคนที่พวกเขายังนึกถึง) ยังได้ความนิยม และพรรคมีความสามารถในการบริหารจัดการกลไกการเลือกตั้งได้เป็นอย่างดี แม้ว่าจะเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองกับพรรคที่ใกล้ชิดกับพรรคเพื่อไทยอย่างพรรคไทยรักษาชาติก็ตาม

มาถึงตรงนี้จะเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญและโครงสร้างกติกาการเลือกตั้งต่างๆ ไม่ได้เอื้อแก่พรรคเก่าสองพรรค ทั้งประชาธิปัตย์และเพื่อไทยมากนัก แต่ด้วยประชาธิปัตย์และเพื่อไทยเป็นพรรคที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานาน ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งต่อไปผมเชื่อว่าทั้งสองพรรคนี้จะสามารถปรับตัวได้และน่าจะมีคะแนนเพิ่มขึ้น

นอกเหนือจากในเรื่องพรรคการเมืองแล้ว เรื่องที่ยังมีความสำคัญอยู่ก็คือบทบาทของกองทัพกับการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างแปลกอยู่สักหน่อยในการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ประชาธิปไตย ที่พูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่ากองทัพจะถอยออกจากการเมืองโดยสมบูรณ์แบบ แต่อย่างน้อยในอดีตจะมีเส้นแบ่งที่พอรับได้กันในนามของความเป็นมืออาชีพของทหาร ที่รัฐบาลพลเรือนหรือรัฐบาลประชาธิปไตยจะไม่เข้าไปล้ำเส้นในการแต่งตั้งโยกย้าย

ในปัจจุบันบทบาทการให้สัมภาษณ์ของตัวผู้บัญชาการทหารบกในหลายครั้งอาจสร้างความไม่สบายใจให้กับบรรยากาศประชาธิปไตย รวมทั้งการขยายบทบาทอย่างต่อเนื่องของกองทัพในกิจการพลเรือน รวมไปถึงการยังคงบทบาทของทหารอีกจำนวนไม่น้อยในวุฒิสภา เรื่องเหล่านี้ยังเป็นสิ่งที่ได้เห็นกันในการเมืองในรอบปีที่ผ่านมา แต่ถึงกระนั้นก็ตาม การที่สังคมเริ่มตั้งคำถามกับการปฏิรูปกองทัพมากขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นการยกเลิกการเกณฑ์ทหารมาสู่การพัฒนาปฏิรูประบบกำลังพล และการตั้งคำถามกับงบประมาณทหาร

องค์กรอิสระต่างๆ กลายเป็นองค์กรที่ถูกตั้งคำถามมากมาย ทั้งที่โดยกำเนิดขององค์กรเหล่านั้นตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นองค์กรที่เป็นความหวังของสังคม ส่วนหนึ่งเนื่องจากที่มาขององค์กรนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่ก็ยึดโยงกับการเมืองผ่านวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งในแบบที่ไม่ได้ถูกครอบงำจากพลังทางการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ขณะที่ในพัฒนาการขององค์กรอิสระที่ผ่านมาเริ่มถูกแทรกแซงจากพลังทางการเมืองทุกฝ่าย และในรอบห้าปีที่ผ่านมาของการทำรัฐประหารในรอบนี้เราจะพบการขยายเวลา และการตัดสิน (และการไม่ตัดสิน) ในหลายกรณีที่มีผลต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนต่อองค์กร

ในส่วนของการคาดการณ์ในปีหน้า ผมคิดว่ามีประเด็นที่ควรพิจารณาอยู่หลายประเด็น

1.เกมของสภาจะมีความเข้มข้นขึ้น ส่วนหนึ่งของความเข้มข้นจะเป็นเรื่องที่ต่อเนื่องจากปีนี้ ในส่วนของการเพิ่มขึ้นของบทบาทกรรมาธิการ ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ในแง่บวกที่ชี้ให้เห็นการทำงานของสภาในรายละเอียดมากขึ้นกว่าการประชุมและอภิปรายในวงใหญ่ บทบาทเชิงรุกและความขัดแย้งที่มีในการประชุมกรรมาธิการแต่ละคณะมีส่วนสร้างความสนใจให้กับประชาชนมากขึ้นกว่าเดิม แต่ในสภาใหญ่นั้น การอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะเกิดขึ้นน่าจะมีส่วนสำคัญที่ทำให้ประชาชนได้ติดตามข้อมูลกันมากขึ้น

2.บทบาทของพรรคเล็กพรรคจิ๋วและงูเห่า บทบาทของพรรคเหล่านี้และงูเห่าจะมีบทบาทสำคัญในเกมสภามากขึ้น ทั้งนี้ ด้วยคะแนนเสียงที่ไม่ทิ้งกันมากระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล ทำให้พรรคขนาดเล็ก พรรคปัดเศษ และงูเห่า มีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะการต่อรองผลประโยชน์ทางการเมืองต่างๆ ในช่วงเกมสภาเมื่อมีการยกมือในแต่ละครั้ง

3.การยุบพรรคอนาคตใหม่และทิศทางของพรรคอนาคตใหม่หลังการยุบพรรค ยังมีคดีความอีกมากมายที่พรรคอนาคตใหม่จะต้องเผชิญ แต่ประเด็นที่ท้าทายฝ่ายต่อต้านพรรคอนาคตใหม่ก็คือการยุบพรรคอนาคตใหม่จะส่งผลสะเทือนถึงอัตลักษณ์ที่แข็งแกร่งของพรรคอนาคตใหม่หรือไม่ โดยเฉพาะการเมืองในโลกออนไลน์ที่อนาคตใหม่นั้นครองพื้นที่หลัก

การคาดการณ์บทบาทของคนรุ่นใหม่หลังศึกหนักอีกหลายคดีของอนาคตใหม่ในปีนี้ก็คือ คนรุ่นใหม่จะสะสมความไม่พอใจมากขึ้นและมีบทบาททางการเมืองมากขึ้น หรือจะรู้สึกแปลกแยกทางการเมืองมากขึ้นและออกจากการเมืองไปในที่สุด

4.ประเด็นท้าทายของฝ่ายค้าน ผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองท่านหนึ่งให้ข้อสังเกตว่า การพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมาในปีนี้สองครั้ง ส่วนหนึ่งไม่ใช่แค่เพราะกฎกติกาไม่เอื้อให้มีการเลือกตั้งล่วงหน้า ทั้งที่คะแนนนอกเขตเหล่านี้มีความสำคัญต่อการเลือกตั้งในครั้งนี้ถึงขั้นมีผลแพ้ชนะกันในหลายเขต นอกจากนี้แล้วความพ่ายแพ้ของผู้สมัครจากพรรคฝ่ายค้านส่วนสำคัญมาจากความไม่เป็นเอกภาพในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งซ่อม ทั้งที่พรรคฝ่ายค้านเองสร้างความประทับใจในการทำงานในสภาอย่างมีเอกภาพ

5.ศึกหนักในสื่อออนไลน์และสื่อโซเชียล ในความหมายที่ธุรกิจสื่อต่างๆ จะเข้ามาเล่นในสนามออนไลน์มากขึ้น และสื่อโซเชียลในความหมายของการส่งต่อข่าวและความเห็นกันเองโดยไม่ต้องอ้างความเป็นสื่อ แต่ความเห็นเหล่านั้นส่งผลกระทบมากมายต่อสังคม ความสำคัญในเรื่องสื่อออนไลน์และสื่อโซเชียลมีมากขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากกิจกรรมใหม่ของกระทรวงดิจิทัลในการจัดตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม แต่ก้าวย่างของกระทรวงดิจิทัลย่อมถูกตั้งข้อสังเกตมากมาย เพราะไม่ได้นำเสนอรูปแบบการทำงานและตัดสินใจที่ผ่านการยอมรับของประชาชนทุกฝ่ายร่วมกัน

ในอีกด้านหนึ่ง ปรากฏการณ์การกลับมาตั้งฉายารัฐบาลและรัฐสภาของสื่อหลักนั้นเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม เพราะทำให้เราเริ่มเห็นความกล้าหาญของสื่อที่เพิ่มมากขึ้นในระบอบการเมืองปัจจุบัน

6.บทบาทของกองทัพและการจัดความสัมพันธ์ภายในกองทัพหลังยุคพลเอกเปรม แม้ว่าภาพหนึ่งที่สำคัญในเรื่องของกองทัพกับการเมืองจะเป็นเรื่องของบทบาทของกองทัพกับการเมืองที่ไม่น่าจะมีบทบาทลดลง ขณะที่สังคมเองก็ตั้งคำถามในเรื่องนี้มากขึ้นเรื่อยๆ อีกด้านหนึ่งที่น่าจะมีความเปลี่ยนแปลงมากขึ้นอย่างต่อเนื่องก็คือ การเมืองภายในกองทัพเอง โดยเฉพาะเอกภาพในการบังคับบัญชาและการตัดสินใจทางการเมืองว่าจะยืนระยะห่างขนาดไหนในแต่ละเรื่อง ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน เนื่องจากกรณีบทบาททางการเมืองของพลเอกเปรมอาจจะเป็นสภาวะยกเว้นที่ยาวนานจนกลายเป็นสถาบันทางการเมืองที่ทดแทนไม่ได้ ดังนั้นในปีนี้การจัดความสัมพันธ์ภายในของทหารในเรื่องรุ่น กลุ่ม และหน่วยอาจจะมีการขยับใหญ่จนกลายเป็นสภาวะปกติใหม่ (new normal) ที่คาดเดาได้ยาก

7.ความสัมพันธ์ระหว่างการเมือง เศรษฐกิจ และความชอบธรรมของรัฐบาล ปีที่จะถึงนี้เป็นปีที่ไม่มีการทำนายเศรษฐกิจเชิงบวกถูกกล่าวถึงเท่าไหร่นัก ทั้งสภาวะในระดับโลก และจากผลงานของรัฐบาลเอง แต่ในอีกด้านหนึ่งสิ่งที่ต้องตั้งคำถามในหลักวิชาก็คือ ความล้มเหลวในทางเศรษฐกิจแม้ว่าจะส่งผลต่อความนิยมและความชอบธรรมของรัฐบาล แต่ในกรณีของไทยการล้มรัฐบาลและการลุกฮือขึ้นของประชาชนไม่เคยมีที่มาที่เป็นผลกระทบโดยตรงจากเศรษฐกิจ หรือจะให้พูดง่ายๆ ก็คือ สภาพเศรษฐกิจที่ถดถอยและความไร้ประสิทธิภาพจากการบริหารงานทางเศรษฐกิจไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดในการล้มรัฐบาล แต่ในหลายกรณีในระดับโลกการเปลี่ยนแปลงขั้นรุนแรงจากความล้มเหลวทางเศรษฐกิจของรัฐบาลนั้นมาจากทรรศนะและท่าทีของรัฐบาลและชนชั้นนำในการมองปัญหาเศรษฐกิจมากกว่า

ในขณะที่ในทางเศรษฐศาสตร์เรามักจะเริ่มพูดถึงปัจจัยสำคัญในการเติบโตทางเศรษฐกิจในเรื่องของความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบอบเศรษฐกิจ แต่ในทางรัฐศาสตร์สิ่งสำคัญที่นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจก็คือความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลและการเมืองในแง่ที่รัฐบาลแสดงความเห็นอกเห็นใจและเข้าใจปัญหาทางเศรษฐกิจโดยไม่มีทัศนคติในแง่ลบต่อประชาชน หรือผลักภาระให้พ้นตัว การแสดงออกซึ่งท่าทีและทรรศนะของรัฐบาลหรือการใช้จ่ายของรัฐบาลที่สวนทางกับความรู้สึกของประชาชนอาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะมีผลที่ลึกซึ้งถึงในระดับโครงสร้างอยู่บ่อยครั้ง หรือจะให้กล่าวง่ายๆ ก็คือ ฝีมือและผลงานการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจของรัฐบาลอาจสำคัญน้อยกว่าท่าทีทรรศนะและการวางตัวของรัฐบาลต่อประชาชนในทางเศรษฐกิจ

8.การลงถนน ผมยังไม่เชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้จะไปด้วยการลงถนนแบบม้วนเดียวจบ แต่การลงถนนอาจจะเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในการต่อรอง เจรจา และกดดันทางการเมือง ที่สำคัญการลงถนนไม่ว่าจะเกิดจากฝ่ายไหนในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมาเป็นผลสะท้อนว่าระบบการเมืองในระดับทางการนั้นไม่สามารถโอบรับความต้องการทางการเมืองของผู้คนที่หลากหลาย และระบบการเมืองที่เป็นทางการไม่สามารถสร้างกลไกการยอมรับร่วมกันได้ แน่นอนว่าแต่ละฝ่ายย่อมมีเงื่อนไข ผลประโยชน์และเป้าหมายทางการเมืองที่แตกต่างกันไป มีทั้งที่เราเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย หากแต่กฎกติกาและการบังคับใช้กฎหมายต่างๆ ไม่ได้รับการยอมรับร่วมกัน

9.การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ทางการเมืองจะมีเพิ่มขึ้น ทั้งจากฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายประชาชน แต่ในอีกด้านที่เริ่มจะมีความสำคัญมากขึ้นก็คือ ความชอบธรรมขององค์กรที่ใช้กฎหมายและองค์กรในกระบวนการยุติธรรมอื่นๆ อาจจะลดลงถ้ากฎหมายถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายรัฐบาลมากจนผิดสังเกต เมื่อความผิดสังเกตมีมากจนสังเกตเห็นได้ การท้าทาย ขัดขืนต่อต้านก็จะมีมากขึ้น และบ่อยครั้งการท้าทายเหล่านั้นไม่ใช่การท้าทายกฎหมายในแง่ที่ต้องการยกเลิกกฎหมาย แต่อาจจะเป็นการท้าทายสถาบันทางการเมืองและสถาบันตุลาการที่อยู่หลังกฎหมายเหล่านั้นเสียมากกว่า ดังจะเห็นจากคำถามในเรื่องของสองมาตรฐานที่ผ่านๆ มา

ทั้งหมดที่กล่าวมาคงเป็นส่วนหนึ่งที่พอจะกล่าวได้ในเรื่องที่ผ่านมา และกำลังจะเกิดขึ้นในปี 2563 ที่จะเกิดขึ้นในบ้านเราครับ