หน้าแรก คอลัมนิสต์ บทบาท ดีเอสไอ...

บทบาท ดีเอสไอ ปัญหา วัด ‘ธรรมกาย’ น้ำผึ้ง เต็มบาตร

24.06.16 | 11:00 น.

อาจมีคนเคยอุปมาฉันใด อุปไมยฉันนั้นต่อกรณีอันเกี่ยวกับ “ธรรมกาย” ต่อกรณี พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธัมมชโย) ว่าอาจกลายเป็น “น้ำผึ้งหยดเดียว”

แต่หากติดตามอย่างต่อเนื่องจะเห็นว่า “ไม่น่าจะใช่”

จากวันที่ 16 พฤษภาคม ที่มี “หมายจับ” พัฒนาไปยังวันที่ 16 มิถุนายน ที่มี “หมายค้น” สถานการณ์ได้บานไปอย่างมหึมา มหาศาล

อาจมิใช่ “น้ำผึ้งหยดเดียว” แต่น่าจะเป็น “น้ำผึ้งล้นบาตร” มากกว่า

บทบาทของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) บทบาทของกระทรวงยุติธรรม ซึ่งอยู่ในฐานะอันเป็นเจ้าของเรื่องกำลังเติบใหญ่ ขยายตัว

Advertisement

ขยายตัวไปยัง “พศ.” หรือ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

สัมผัสได้จากกระแส “ข่าวลือ” อันปลิวว่อนออกมาว่า อาจมีการเสนอย้าย นายพนม ศรศิลป์ ออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการ

เหตุผลเนื่องจาก “ผลงาน” อันเกี่ยวกับ “ธรรมกาย”

ภายในสัปดาห์นี้อาจเสมอเป็นเพียง “ข่าวลือ” อาจดำรงอยู่ในท่วงทำนองแห่ง “ข่าวปล่อย” แต่ส่อแนวโน้มว่าอาจยกระดับไปสู่ขั้น “บานปลาย”

เรื่องนี้มี “ที่มา” ควันนี้มิได้เกิดขึ้นเอง

ต้นตอแห่ง “ข่าวลือ” มาจากการพบกันระหว่าง พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กับ นายพนม ศรศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

การพบกันนี้เป็น “เรื่องจริง”

“ผมได้เชิญผู้อำนวยการ พศ.มาพูดคุยว่า พศ.ต้องมีบทบาทให้มากขึ้น ศาสนสถานเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมไม่ควรถูกใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติไม่เหมาะสม พศ.จะตักเตือนได้หรือไม่”

เป็นการยืนยันจาก พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา

ผมเป็นข้าราชการพร้อมรับคำสั่ง” นายพนม ศรศิลป์ กล่าว “ขณะนี้ได้ยินเพียงกระแสข่าวออกมาว่าจะโยกย้ายผมเนื่องจากไม่สามารถดำเนินการปัญหาวัดพระธรรมกายได้”

แม้ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ จะระบุ

“หากไม่มีการตั้งเรื่องนี้ไปจากผมและไม่ได้คิด หากจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรน่าจะมีการสอบถามกันก่อนในฐานะที่กำกับดูแล พศ.”

แต่ “ประโยค” อันมาจาก พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา คือ

“ยืนยันไม่เคยพูดว่าจะย้ายผู้อำนวยการ พศ. แต่ตามหลักการปกติ ถ้าอยู่แล้วไม่ทำก็ควรไป ทุกคนก็ต้องทำหน้าที่ของตนเอง” (บ้านเมือง, 23 มิถุนายน)

“หากอยู่ในหน้าที่แล้วแก้ปัญหาไม่ได้ก็ควรต้องไป” (โพสต์ทูเดย์, 23 มิ.ย.)

แรง และกระทบตำแหน่งของ นายพนม ศรศิลป์ โดยตรง

ถามว่าแรงกระแทกอันมาจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กระทรวงยุติธรรม ต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ชอบด้วยเหตุผล ชอบด้วยหลักการหรือไม่

อาจฟังแล้วดูดี มีเหตุผล

มีเหตุผลเหมือนกับที่มีข้อเสนอให้จัดการประชุมระหว่าง เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี กับ กรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติร่วมอยู่ด้วย

แต่ถามว่าทำไมการประชุมจึง “ล่ม”

ขณะเดียวกัน หากถามต่อไปว่างานปกครองคณะสงฆ์อยู่ในความรับผิดชอบของใคร เป็นของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) โดยตรงหรือ

หากพิจารณาผ่าน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535

ก็จะรู้ได้ว่าผู้อำนวยการ พศ.เสมอเป็นเพียง “เลขาธิการ” หน้าที่อย่างแท้จริง อยู่กับ “มหาเถรสมาคม” หรือ “มส.” ต่างหาก

ข้อเสนอของ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา จึงละเอียดอ่อน

เป็นความละเอียดอ่อนอันมากด้วยความล่อแหลม และความละเอียดอ่อนเช่นนี้แหละที่อาจทำให้ปัญหาอันเกี่ยวกับคณะสงฆ์ไม่สามารถจบลงได้อย่างราบรื่น เรียบร้อย นั่นก็คือ อาจไม่ดำรงอยู่อย่างเป็นเพียง “น้ำผึ้งหยดเดียว”

หากทำท่าว่าจะกลายเป็น “น้ำผึ้งเต็มบาตร”

ท่าทีอันสงบนิ่งและมากด้วยความสุขุมของ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ จึงสมควรสนใจและติดตาม

ท่านผู้นี้เติบโตมากับงาน “ข่าวกรอง” สะสมบทเรียน สะสมความจัดเจนกระทั่งได้เข้าดำรงตำแหน่งเป็น ผู้อำนวยการ สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ อันเทียบได้กับสำนักงานข่าวกรองกลางแห่งสหรัฐ

ประสบการณ์แต่ “กาลอดีต” บ่มเพาะให้เป็น “มวยหลัก”

แต่จะสามารถแก้ปัญหา “น้ำผึ้งเต็มบาตร” ให้สลายกายไปหรือไม่ ยังน่าสงสัย