สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจนครบาล และ สน.ลุมพินี ได้เข้าตรวจสอบความพร้อมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ดูแลรักษาความปลอดภัยบริเวณสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ถ.วิทยุ สถานทูตอิสราเอลและสถานทูตอิหร่าน อันเนื่องมาจากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกา กับอิหร่าน หลังประธานาธิบดีสหรัฐสั่งโดรนยิงถล่มสนามบินกรุงแบกแดด ประเทศอิรัก เมื่อวันที่ 3 มกราคม ส่งผลให้นายพลคัสเซม โซไลมานี บุคคลสำคัญทางทหารของประเทศอิหร่านเสียชีวิต โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า สำหรับการข่าวตอนนี้ไม่มีความผิดปกติอะไร เพราะประเทศไทยเราไม่ได้เป็นคู่กรณี และเป็นมิตรกับทุกฝ่าย เราต้องดูแลนักท่องเที่ยวและผู้เข้าพักอาศัยทุกคน
ที่น่าแปลกใจ ได้แก่กรณี นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ออกมาเปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุสังหารนายพลโซไลมานีในวันที่ 3 มกราคม ทางสหรัฐได้ประสานมายังไทยเมื่อวันที่ 2 มกราคมว่า เขามีเหตุว่าจะต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ และก็มีการติดต่อกับอาเซียนอยู่แล้ว โดยแจ้งก่อนล่วงหน้าหนึ่งวันเพื่อให้เกิดความเข้าใจว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น แต่แน่นอนว่าไม่ใช่ช่องว่างที่จะไปยับยั้งอะไรกันในวันนั้นๆ เราเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วจะไม่เกิดซ้ำ หรือว่าไม่บานปลายไป อย่างไรก็ตาม ต่อมา น.ส.บุษฎี สันติพิทักษ์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีมีข่าวว่าสหรัฐได้แจ้งให้ไทยทราบก่อนที่จะมีการปฏิบัติการในอิรักว่า เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ยืนยันว่าไม่ได้มีการแจ้งให้ทราบก่อนแต่อย่างใด
ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่านในครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น ล่าสุดมีการปฏิบัติการทางทหารในลักษณะแก้แค้นกันแล้ว ในฐานะมิตรประเทศของทั้งสหรัฐและอิหร่าน ประเทศไทย รัฐบาลและผู้มีหน้าที่ ควรวางตัวเป็นกลาง ดูแลทุกฝ่าย และสนับสนุนแนวทางแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี การแสดงออกว่าประเทศไทยร่วมรับรู้หรือรู้เห็นในเหตุการณ์ความสูญเสียของคู่ขัดแย้งที่ต่างเป็นมิตรประเทศ ไม่เกิดประโยชน์กับประเทศไทยและบรรยากาศของการแก้ปัญหาอย่างแน่นอน หรือยิ่งกว่านั้น จะทำให้เกิดสภาพที่เรียกว่า “ชักศึกเข้าบ้าน” อีกด้วย

