คอลัมน์หน้า 3 : กรณี วิ่งไล่ลุง พื้นที่ การเมือง ‘ใหม่’ ในโฉม สุขภาพ

10.01.20 | 11:00 น.

สถานการณ์ “วิ่งไล่ลุง” ส่อแนวโน้มแปรเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นที่ กทม. ไม่ว่าจะเป็นที่อุบลราชธานี ไม่ว่าจะเป็นที่พัทลุง-สงขลา

อาจมีการประชุมของ “ตำรวจ”

ซึ่งไม่เพียงแต่จะมี พล.ต.อ.วีระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร.รักษาราชการ ผบ.ตร.เป็นประธาน และได้เชิญ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีเข้าร่วม

แต่มิได้เพื่อ “สกัด” หรือ “ขัดขวาง”

ตรงกันข้ามกลับเป็นการประชุมเพื่อตระเตรียมจัดกำลังพลและหน่วยปฏิบัติการเพื่อรับมือกับกิจกรรมเชิงลัญลักษณ์ “วิ่งไล่ลุง”

Advertisement

ผลก็คือ เกิดการผ่อนคลายที่ “อุบลราชธานี”

ผลก็คือ การตระเตรียมเพื่อดำเนินกิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” ไม่ว่าจะที่สวนรถไฟ ไม่ว่าที่สะพานเฉลิมพระเกียรติ ไม่ว่าที่หน้าศาลหลักเมือง อุบลราชธานี

นี่คือปรากฏการณ์อันสะท้อน “พัฒนาการ” ในทางการเมือง

ต้องยอมรับว่าการจุดประกายในเรื่อง “วิ่งไล่ลุง” มาจากนิสิต นักศึกษา นักเรียนและมีปรากฏการณ์ FLASH MOB เป็นเหมือนแรงบันดาลใจ

จากนั้น จึงค่อยๆ ขยาย

จากที่ปรากฏเพียง 1จุด ในพื้นที่ กทม.กลายเป็นหลายๆ จุดในขอบเขตทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่ ไม่ว่าจะเป็นอุบลราชธานี ไม่ว่าจะเป็นพัทลุง-สงขลา ไม่ว่าจะเป็นนครปฐม

ขณะเดียวกัน รูปแบบการจัดตั้งก็ยกระดับเป็น “สมาพันธ์”

เหมือนกับเมื่อปรากฏขึ้นที่จังหวัดนครราชสีมา ก็มีแรงผลักดันมาจากบางส่วนของพรรคอนาคตใหม่ แต่พลันที่มีการขานรับและร่วมมือกันที่เชียงใหม่

แปร “วิ่งไล่ศรีนวล” เป็น “วิ่งไล่ลุง” ก็สัมผัสได้ถึงพรรคเพื่อไทย

ทั้งหมดนี้ยืนยันอย่างเด่นชัดว่า เป็นการเคลื่อนไหวในลักษณะวิ่งหรืออาจเดิน แต่ไม่มีการชุมนุม ไม่มีการจัดเวที ไม่ได้ยืดเยื้อ

มาเพียง 1 หรือ 2 ชั่วโมง แล้วก็แยกย้ายกันกลับ

กระนั้น หากถือเอาชื่อของกิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” มาเป็นบรรทัดฐาน มาเป็นเครื่องมือในการประเมินก็มีความแจ่มชัดว่าเป้าหมายคืออะไร

แน่นอนย่อมเป็นลุงๆ

ไม่ว่าจะเป็นลุงที่เพิ่งแนะนำให้ต้มน้ำกร่อย ไม่ว่าจะเป็นลุงที่เคยพัวพันกับนาฬิกาหรู ไม่ว่าจะเป็นลุงที่เคยเสนอเพลง “หนักแผ่นดิน” ขึ้นมา

ตรงนี้แหละที่ก่อให้เกิดความหงุดหงิด

เป็นความหงุดหงิดอันมาจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อันมาจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และอันมาจาก พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์

มีความพยายาม “สกัด” มีความพยายาม “ขัดขวาง”

ไม่ว่าจะกดดันสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ไม่ว่าจะกดดันในเรื่องสถานที่อันเป็นจุดเริ่ม และจุดหมายปลายทาง

แต่ในที่สุดก็มิอาจจะสกัดและขัดขวางได้ในทางเป็นจริง

ไม่มีใครให้คำตอบได้ว่าจะมีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” มากน้อยเพียงใด ทุกอย่างล้วนเป็นการคาดหมาย

กระนั้น ก็ต้องยอมรับใน “สถานะ”

นั่นก็คือ กิจกรรมสุขภาพ “วิ่งไล่ลุง” ได้เข้าไปดำรงอยู่เหมือนกับกิจกรรม FLASH MOB ณ สกายวอล์ก ปทุมวันแล้วอย่างสมบูรณ์

ฉายชี้ให้เห็น “รูป” การเคลื่อนไหวยุคที่ “วิ่ง” ก็เป็นพลัง สำแดงพลานุภาพได้