สถานีคิดเลขที่12 : วิ่งไล่กับเดินเชียร์ : โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

จะมีคนออกมาร่วมวิ่งไล่ลุงมากน้อยเพียงใด? กำลังเป็นคำถามฮิตในเวลานี้ เพราะได้กลายเป็นกิจกรรมที่เป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วสังคม ทั้งจากฝ่ายหนุนและฝ่ายต้าน แถมใกล้จะถึงดีเดย์เต็มทีแล้ว คือ ในวันอาทิตย์ที่ 12 มกราคมนี้

อีกไม่กี่วันจะได้รู้กันว่า เอาเข้าจริงๆ จะมีคนเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวคึกคักหนักแน่นจริงหรือไม่

อีกทั้งในทางการเมือง กลายเป็นกิจกรรมที่ได้รับการจับตามองอย่างมาก ทำนองว่าอาจส่งผลกระทบต่ออนาคตของรัฐบาลเลยทีเดียว

ไม่ได้หมายความว่า จะเป็นการนัดวิ่งที่กลายเป็นม็อบไล่รัฐบาล ไม่ได้ไปไกลถึงขนาดนั้น

เพียงแต่ตัวเลขคนเข้าร่วมกิจกรรม จะเป็นตัวสะท้อนอารมณ์ของคนในสังคมที่มีต่อลุงได้ทางหนึ่ง

เหมือนกับจำนวนผู้ที่เข้าร่วมแฟลชม็อบ ที่สกายวอล์ก ย่านปทุมวัน เมื่อกลางเดือนธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา

ซึ่งเป็นเครื่องสะท้อนความรู้สึกของคนในสังคมต่อชะตากรรมของพรรคอนาคตใหม่ได้ส่วนหนึ่ง

ส่วนการวิ่งไล่ลุงที่สวนรถไฟ และในอีกหลายจังหวัดทั่วประเทศ ในอีกสองวันข้างหน้านี้ ก็จะเป็นเครื่องสะท้อนความรู้สึกของสังคมที่มีต่อลุงได้เช่นเดียวกัน

ขณะเดียวกัน การที่กิจกรรมวิ่ง ที่ไม่น่าจะมีความร้อนแรงอะไรมาก กลับกลายเป็นกระแสร้อนไปในสังคม ส่วนหนึ่งเพราะฝ่ายรัฐบาลนั่นเอง ที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องร้อนแรง

ด้วยการออกมาตอบโต้ เย้ยหยัน ท้าทาย

เช่น ที่ออกมาเย้ยว่า วิ่งตามให้ทันก็แล้วกัน

ไม่เท่านั้น ยังมีการจัดกิจกรรมเพื่อสวนหมัด โดยมีกิจกรรมเดินเชียร์ลุง ที่สวนลุมพินี

เท่ากับว่าการจัดเดินเชียร์ เพื่อสวนกระแสวิ่งไล่ นั่นแหละคือ ยิ่งเป็นการสร้างบรรยากาศให้ร้อนแรง และกลายเป็นการเรียกแขกไปในตัว

แถมยังเป็นที่วิจารณ์ในหมู่ประชาชนวงกว้างว่า ทำไมฝ่ายหนุนรัฐบาล จึงมักคิดอะไรที่ตามหลัง ฝ่ายไม่เอารัฐบาลโดยตลอด

พอเขาจัดวิ่งไล่ ก็มาคิดตามหลังว่า งั้นต้องมีเดินเชียร์

เหมือนกับที่ก่อนหน้านี้ มีเพลงแร็พประเทศกูมี ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง ยอดวิวในยูทูบพุ่งไปจนถึงวันนี้ก็เกือบ 80 ล้านวิวแล้ว

ช่วงที่แร็พประเทศกูมีกำลังร้อนแรงมากๆ

ฝ่ายรัฐ ก็ออกมาเพลงแร็พออกมาตอบโต้ ด้วยเนื้อหาเพลงที่ตรงข้ามกับประเทศกูมี

โดยประเทศกูมี เป็นเพลงเสียดสีอำนาจเผด็จการอย่างสะใจคนทั่วสังคม ส่วนแร็พฝ่ายหนุนรัฐบาลนั้นไปอีกทาง

ผลก็คือแร็พของรัฐบาล ล้มเหลวไม่เป็นท่า

ส่วนหนึ่งเพราะเนื้อหาเพลงที่เชียร์รัฐบาล ซึ่งไม่สอดรับกับความรู้สึกของคนทั่วไป ก็เลยไม่มีใครฟัง

อีกส่วนเพราะเป็นการคิดตามหลัง ก็เลยด้อยคุณค่าไปในตัว

ดังนั้นการคิดกิจกรรมเดินเชียร์ลุง ออกมาตามหลังวิ่งไล่ลุง ก็ไม่น่าจะต่างไปจากกรณีเพลงแร็พดังกล่าว

แต่เอาเป็นว่า ฝ่ายวิ่งไล่ กับฝ่ายเดินเชียร์

กิจกรรมไหนจะประสบความสำเร็จกว่ากัน วันอาทิตย์นี้คงได้รู้กัน

สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

บทความก่อนหน้านี้รายงาน : ร่างพ.ร.บ.งบประมาณ’63 กับคำถามวินัยการเงิน-การคลัง
บทความถัดไปอย่ามัวโอ้เอ้วิหารรายอยู่เลยครับ โดย เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์