พลันที่ทหารยศนายพลของอิหร่านประจำการ ณ กรุงแบกแดด ประเทศอิรักถูกปลิดชีพโดยทหารอเมริกัน เหตุการณ์ตะวันออกกลางตึงเครียดขึ้นมาทันที อิหร่านยืนยันตอบโต้แน่นอน
ในสายตาวอชิงตัน อิหร่านคือ “หนามยอกอก”
การสังหาร “นายพลอิหร่าน” เป็นคำสั่งโดยตรงจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
เกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศตะวันออกกลางขมุกขมัว
เสมือนการเติมเชื้อเพลิงลงในกองไฟ
เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า การสู้รบสหรัฐ-อิหร่านเข้าขั้นดุเดือด
อีกทั้งเป็นเหตุให้สังคมโลกตื่นตระหนกและเกิดความกังวล อันเกี่ยวกับการแปรเปลี่ยนของเศรษฐกิจโลกอันอาจเกิดขึ้นหลังจากการประจัญบาน ทั้งนี้ เพราะว่า
1.สหรัฐเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจอันดับที่ 1 ของโลก
2.อิหร่านเป็นผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ประเทศ 1 ของโลก
ย่อมมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น
อันนโยบายตะวันออกกลางของ “โดนัลด์ ทรัมป์” คือนโยบายที่มีความย้อนแย้งกันในตัว
1 ประสงค์ธำรงรักษาไว้ซึ่งอำนาจในภูมิภาคตะวันออกกลาง
2 เจตนาถอนตัวออกจากตะวันออกกลาง เพื่อประหยัดงบประมาณ
เข้าทำนองรักเนื้อแต่เสียดายเกลือ
หากทรัมป์ยังหวังใช้ “บริการซาอุดีอาระเบีย”
แต่ผลแห่งการถอนตัวออกจากตะวันออกกลาง ปรากฎเป็นการสร้างโอกาสให้แก่อิหร่านและรัสเซียขยายขอบเขตแห่งอำนาจ ซึ่งเป็นการเข้าแทนที่สหรัฐในภูมิภาค
ดังนั้น บารมีของสหรัฐในตะวันออกกลางจึงนับวันน้อยลง
วันนี้ สหรัฐเปิดศึกกับอิหร่าน จะมีผลกระทบต่อสถานการณ์ตะวันออกกลางอย่างไร
จึงเป็นเรื่องที่น่าติดตาม
อดีต 40 ปีที่ผ่านมา เหตุการณ์ตะวันออกกลางมากด้วยปัญหา ลุ่มๆดอนๆ
แม้บทบาทสหรัฐที่มีต่ออิหร่านได้แปรเปลี่ยนไปบ้างระยะ 1
แต่เหตุการณ์ขมุกขมัวก็ยังไม่คลาย
ในบรรดาประธานาธิบดีล่าสุด 7 คน มี “บารัก โอบามา” เพียงคนเดียวที่ทดลองทำการปรับความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ
ทั้งนี้ ปี 2015 สหรัฐได้ร่วมกับพันธมิตรหลายประเทศทำการเจรจาหาทางไปสู่สันติภาพ และในที่สุดก็ได้บรรลุข้อตกลงที่เรียกว่า “สัญญานิวเคลียร์อิหร่าน”
ถือเป็น “สุดยอด”ของการทูต
เป็นการยืนยันถึงซึ่งการฝ่าฟันอุปสรรคครั้งยิ่งใหญ่ได้สำเร็จไประดับ 1
เป็นการยืนยันว่า ความสัมพันธ์สหรัฐ-อิหร่าน มิใช่ปรับเปลี่ยนไม่ได้
แต่เมื่อทรัมป์ขึ้นรับตำแหน่ง นโยบายที่มีต่ออิหร่าน ก็ “ยูเทิร์น” กลับเส้นทางเดิม
ทรัมป์กับโอบามา อยู่ต่างพรรค กระดูกคนละเบอร์
พฤติกรรมจึงไม่ต่างไปจากคน “แซ่รื้อ”
ต่อมา 2018 หลังจากที่สหรัฐถอนตัวออกจาก “สัญญานิวเคลียร์อิหร่าน” ความสัมพันธ์สหรัฐ-อิหร่านนับวันเลวร้าย
พฤติกรรมของสหรัฐ ด้าน 1 ทำการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอิหร่าน
อีกด้าน 1 ทำการข่มขู่ด้วยสรรพกำลังทางการทหาร
ประเทศอิรักจึงกลายเป็น “สนามรบ” ของ 2 ประเทศ
ย้อนกลับอดีต หลังจากปี 2003 ทหารอเมริกันบุกรุกอิรัก เพื่อโค่นล้มอดีตประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน อิหร่านได้กลายเป็นประเทศที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุด
ประชากรส่วนใหญ่ในอิรักคือนิกายชีอะฮ์ หลังสงครามได้กลายเป็นพลังสำคัญของประเทศ และยังเจริญไมตรีในรูปแบบรวมพรรคร่วมพวกกับชาวนิกายชีอะฮ์ในอิหร่าน นับวันกระชับขึ้น
วันนี้ การที่โดนัลด์ ทรัมป์ออกคำสั่งให้ใช้เครื่องบินไร้คนขับ ทำการสังหารนายพลสุไลมานี ผู้บัญชาการระดับสูงของคณะปฏิวัติอิหร่าน นั้น
เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่สับสนวุ่นวาย
ย้อนกลับไปเมื่อปลายเดือนธันวาคม 2019 ฐานทัพอิรักได้ถูกโจมตีด้วยจรวดที่เรียกว่า Rocket launcher เป็นเหตุให้ผู้รับเหมาสหรัฐเสียชีวิต ทหารอเมริกันได้รับบาดเจ็บหลายนาย
สหรัฐกล่าวหาว่า ผู้ปฏิบัติการคือ ชาวอิรักที่ใกล้ชิดกับกองกำลังทหารอาสาสมัครนิกายชีอะฮ์ จึงได้ทำการยิงตอบโต้ทางอากาศ เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บและตายเป็นจำนวนนับร้อย
กรณีเป็นการทำให้ชาวนิกายชีอะฮ์ไม่พอใจ ในขณะที่รัฐบาลอิรักประณามทหารอเมริกันว่า เป็นการละเมิดอธิปไตย อันเป็นเหตุให้ประชาชนจำนวนมากบุกรุกสถานเอกอัคราชทูตสหรัฐ
สหรัฐยืนยันว่า พฤติกรรมพฤติเหตุเป็นฝีมือของอิหร่าน
ขบวนการปลิดชีพ “นายพล” จึงเกิดขึ้น
นายพลสุไลมานี ได้ถูกวางตัวให้เป็นผู้นำของอิหร่านในอนาคต ต้องมาจบชีวิตก่อน
ถือเป็นการสูญเสียบุคคลสำคัญของอิหร่าน
การตอบโต้ล้างแค้นของอิหร่านคงไม่อยู่เหนือความคาดหมาย
แม้กำลังทหารของอิหร่านไม่อาจสู้กับทหารอเมริกันได้
แต่บรรดากองกำลังที่ใกล้ชิดอิหร่าน เช่น เลบานอน ปาเลสไตน์ ซีเรีย และอิรัก ล้วนพร้อมที่จะร่วมกับอิหร่านไปทำการ “เช็กบิล” กับทหารอเมริกัน
พฤติการณ์ของสหรัฐในการสังหาร “นายพล” อิหร่าน นั้น
ย่อมเป็นการอันขาดไร้คุณธรรม หากว่าตามหลักนิตินัย ผู้ใดกล่าวหาผู้นั้นต้องนำสืบ
แต่การที่สหรัฐกล่าวหาว่าการโจมตีเป็นแผนของอิหร่าน และทำการสังหารนายพลสุไลมานี นั้น ยังไม่มีหลักฐานมานำสืบ และปราศจากเหตุผลให้รับฟัง
ตัดกลับไปที่สหรัฐ ปีนี้เป็นปีที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไป การที่ทรัมป์ออกคำสั่งให้สังหารนายพลอิหร่าน อาจมีความเป็นไปได้อันเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เหตุผลคือ
เมื่อการเลือกตั้ง 2016 ทรัมป์ได้โจมตี “ฮิลลารี คลินตัน” คู่แข่งในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีว่า สมัยที่เธอดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ การทำงานไม่มีประสิทธิภาพ จึงเป็นเหตุให้สถานกงสุลสหรัฐประจำเบงกาซี ประเทศลิเบียถูกโจมตี
ดังนั้น ว่ากันว่า เหตุการณ์ที่ประชาชนอิรักโจมตีสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำอิรักเมื่อเดือนธันวาคม 2019 อาจเป็นเหตุ
กระตุ้นให้ทรัมป์ต้องใช้ไม้แข็ง ทั้งนี้
เพื่อหลีกเลี่ยงให้เป็น “ขี้ปาก” ของนักการเมืองคู่แข่ง
หากทรัมป์เพียงเพื่อหวังความนิยมในการเลือกตั้ง ก็เท่ากับเอาเรื่องเล็กไปแลกกับเรื่องใหญ่ เรื่องใหญ่ก็คือ การประจัญบานสหรัฐ-อิหร่าน ดุเดือดเลือดพล่าน
ไม่ว่าการใด หากกำลังทหารเข้าไปเมื่อใดเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นเมื่อนั้น
เหตุการณ์ตะวันออกกลางตึงเครียด ธุรกิจน้ำมันกระทบทั่วโลก
ต้องยอมรับว่าทรัมป์มีส่วนทำให้เหตุการณ์ตะวันออกกลางปั่นป่วนวุ่นวาย ขนาดพันธมิตรหลักอย่างซาอุดีอาระเบียยังเกิดความเอือมระอา
ก็เพราะสหรัฐกับซาอุดีอาระเบียต่างรับรู้ร่วมกันว่า จะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การทำลายโรงกลั่นน้ำมันเป็นเรื่องสำคัญ หากผู้ใดก้าวล่วง สหรัฐจะต้องใช้กำลังเข้าช่วยเหลือโดยพลัน และฝ่ายหลังก็หลงเชื่อน้ำคำของโดนัลด์ ทรัมป์มาโดยตลอด
ล่าสุดเมื่อเดือนกันยายน 2019 โรงกลั่นน้ำมันซาอุดีอาระเบียถูกโจมตีด้วยกองกำลังเยเมน และมีหลักฐานยืนยันว่า อิหร่านร่วมด้วยช่วยกัน แต่สหรัฐหาได้ช่วยเหลือไม่
“นาทีสุดท้าย” ที่จะโจมตีอิหร่าน ทรัมป์กลับมีคำสั่งให้ยุติโดยพลัน
กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา
ซาอุดีอาระเบียจึงรู้ว่าพฤติกรรมของ “โดนัลด์ ทรัมป์” เป็นการอันทรยศต่อพันธมิตร
และเข้าทำนอง “จะให้ม้าวิ่งแต่ไม่ให้ม้ากินหญ้า” ซึ่งไม่อยู่ในวิสัยที่เป็นไปได้
ซาอุดีอาระเบียจึงกำลังปลีกตัวออกห่างจากสหรัฐ
หลายเดือนที่ผ่านมา ซาอุดีอาระเบีย จึงได้เริ่มปรับนโยบายต่างประเทศ โดยเริ่มเจรจาเพื่อประสงค์เป็นมิตรกับอิหร่าน และกาตาร์
รวมกันติดเมื่อใด โดนัลด์ ทรัมป์ ก็หนาวเมื่อนั้น
ต้องยอมรับสัจธรรม 1 ว่า บารมีของสหรัฐในตะวันออกกลาง ปัจจุบันต่างกับอดีตแล้ว โดยเฉพาะปัญหาอิหร่านนั้น สหรัฐกับสหภาพยุโรป ก็ยังมีความเห็นที่แตกต่างกัน
วันนี้ ปฏิเสธมิได้ว่า ทรัมป์มีศัตรูรอบด้าน
วันหน้า สหรัฐอาจมีความโดดเดี่ยวมากกว่าอิหร่าน

