สงครามตะวันออกกลาง : วีรพงษ์ รามางกูร

สงครามในตะวันออกกลางไม่มีทางจะยุติลงได้เพราะเหตุผลหลายอย่าง ที่สำคัญก็คือตะวันออกกลางหรือคาบสมุทรอาหรับนั้นอุดมสมบูรณ์ไปด้วยน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ เป็นแหล่งพลังงานสำคัญของโลก คาบสมุทรทั้งผืนลอยอยู่บนทะเลน้ำมันที่อยู่ไม่ลึก เป็นเหตุให้ต้นทุนการขุดเจาะต่ำที่สุดในโลก บริษัทที่ได้รับสัมปทานขุดเจาะส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่นิวยอร์ก ลอนดอนและแฟรงก์เฟิร์ต ซึ่งทำประโยชน์มหาศาลให้กับผู้ถือหุ้นบริษัทเหล่านี้ ขณะเดียวกันรัฐบาลประเทศต่างๆ ที่เป็นที่ตั้งบ่อน้ำมันเหล่านี้ก็พยายามที่จะรวมตัวกันเอาคืนแต่ก็ยังไม่สำเร็จ

นอกจากผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจแล้วยังมีเหตุผลทางการเมือง เนื่องจากเศรษฐกิจการเงินของสหรัฐอเมริกา อังกฤษและยุโรป การค้าปลีกค้าส่ง การนำเข้าส่งออก อุตสาหกรรม ล้วนอยู่ในมือของนักธุรกิจชาวยิวทั้งสิ้น นอกจากเรื่องเศรษฐกิจการเงินแล้ว นักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัยและผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาต่างๆ ก็เป็นชาวยิวเสียเป็นส่วนใหญ่ชาวยิวเชื่อตามคัมภีร์ไบเบิลว่าตนเป็นชนชาติที่ได้รับการคัดเลือกจากพระเจ้า

ก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้สถาปนาอาณาจักรไรท์ ประกาศต่อต้านยิวที่คุมเศรษฐกิจและการเงินของยุโรป ชาวยิวจึงให้ความร่วมมือกับฝ่ายพันธมิตรในการทำสงครามกับฝ่ายอักษะ สมาคมชาวยิวทั่วโลกบริจาคทรัพย์สินเงินทองมหาศาลในการทำสงคราม ขณะเดียวกันก็ขอให้ฝ่ายสัมพันธมิตรสัญญาว่าจะให้ชาวยิวมีประเทศเป็นของตนเอง หลังจากชาวยิวพ่ายแพ้ต่อกองทัพโรมันเมื่อกว่า 2,000 ปีก่อนแล้วต้องกระจัดกระจายไปทั่วยุโรป หลังจากนั้นยิวก็ไม่เคยมีประเทศอีกเลย เป็นไปตามพระคัมภีร์ไบเบิล

เมื่อฝ่ายพันธมิตรชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 ยิวก็ทวงสัญญากับฝ่ายพันธมิตร ซึ่งมีอังกฤษ ฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกา เป็นผู้นำแต่สหรัฐอเมริกานั้นมีเสียงที่ดังที่สุด เพราะสหรัฐอเมริกากลายเป็นมหาอำนาจคู่กับสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต เมื่อมีการเจรจากัน ทีแรกพันธมิตรจะยกประเทศยูกันดาในแอฟริกาให้ยิวตั้งประเทศ แต่ยิวไม่ยอม จะขอแผ่นดินที่เป็นประเทศปาเลสไตน์ หนึ่งในประเทศอาหรับเป็นเมืองหลวง ส่วนกรุงเยรูซาเลมซึ่งเคยเป็นเมืองของยิวมาก่อนยังคงอยู่กับปาเลสไตน์ต่อไป

เมื่อยิวได้รับมอบดินแดนปาเลสไตน์แล้วตั้งชื่อเป็นประเทศอิสราเอล มีเมืองหลวงอยู่ที่เทลอาวีฟ ประเทศอาหรับ ทั้งหมดไม่เห็นด้วยและต่อต้านอิสราเอล ประเทศมุสลิมที่เข้มแข็งที่สุดในขณะนั้นคือ อียิปต์ แต่อียิปต์ก็พ่ายแพ้สงคราม 11 วันแก่อิสราเอล โดยมีสหรัฐอเมริกาซึ่งพรรคการเมืองทั้ง 2 พรรคต่างก็ต้องการการสนับสนุนทางการเงินจากชาวยิวในสหรัฐอเมริกา อเมริกาจึงกลายเป็นศัตรูคนสำคัญของประเทศอาหรับทั้งหมด ยกเว้นอิหร่านที่ประชาชนไม่ใช่อาหรับแต่เป็นชาวเปอร์เซียและไม่ได้นับถือนิกายสุหนี่ แต่นับถือนิกายชีอะห์ เหมือนๆ กับอิรักที่ประชาชนส่วนใหญ่ก็นับถือนิกายชีอะห์ มุสลิมส่วนใหญ่ในประเทศไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ถือนิกายสุหนี่ แต่มีตระกูลใหญ่ๆ นับถือนิกายชีอะห์ แต่ก็มีไม่มากส่วนมากเป็นตระกูลที่ร่ำรวย

สหรัฐอเมริกาและอังกฤษจึงมีความเกี่ยวข้องกับประเทศอาหรับต่างๆ และประเทศอิสราเอล กล่าวคือสหรัฐมีผลประโยชน์ในธุรกิจปิโตรเลียมอย่างมาก เงินดอลลาร์สหรัฐกลายเป็นเงินตราที่ชาวโลกใช้เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน และเป็นเครื่องมือในการเก็งกำไรราคาสินค้า ราคาทองคำและอัตราแลกเปลี่ยน ก็เพราะการซื้อขายน้ำมันหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แทนที่จะใช้เงินปอนด์สเตอริงของอังกฤษก็เปลี่ยนมาใช้เงินดอลลาร์สหรัฐ หลังจากที่เงินปอนด์สเตอริงออกจากมาตรฐานทองคำ

นอกจากนั้นในแง่การเมือง ผู้ที่เป็นเศรษฐีเจ้าของธุรกิจการค้า การเงินการธนาคาร ตลาดหลักทรัพย์ ก็อยู่ในมือของชาวยิว ปัญญาชนก็เป็นชาวยิว ทั้งที่อยู่ในอเมริกาอยู่แล้วกับที่หนีอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ มาอยู่ในย่านธุรกิจในเมืองใหญ่ของอเมริกา ชาวอเมริกันที่ไม่ใช่ชาวยิวก็เป็นชาวนาหรือเป็นกรรมกร เป็นลูกจ้าง สหรัฐอเมริกาไม่มีทางเป็นอย่างอื่น ต้องยืนอยู่ข้างอิสราเอลในสงครามตะวันออกกลาง

ชาวอาหรับไม่มีทางสู้แสนยานุภาพของสหรัฐอเมริกาจึงต้องลงใต้ดิน ทำสงครามกองโจรและเป็นผู้ก่อการร้าย ทำสงครามอันศักดิ์สิทธิ์กับสหรัฐอเมริกา

เมื่อตึกแฝดเวิลด์เทรดถูกเครื่องบินพุ่งเข้าชนในปี ค.ศ.2001 ซัดดัม ฮุสเซน ประกาศว่าตนอยู่เบื้องหลังและสะสม “อาวุธร้ายแรง” ทั้งๆ ที่ปรากฏในภายหลังว่าไม่มีการสะสมอาวุธร้ายแรงแต่ประการใด อเมริกาและอังกฤษจึงติดหล่มในสงครามตะวันออกกลางตั้งแต่เมื่อมีการก่อตั้งประเทศอิสราเอล ในพื้นที่ที่เมื่อ 2,000 กว่าปีเคยเป็นดินแดนของยิว ต่อมาจึงเป็นพื้นที่ของประเทศปาเลสไตน์ของอาหรับ แต่เคยเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ทั้ง 2 ฝ่ายต่างอ้างความชอบธรรมทั้งในแง่ประวัติศาสตร์และในแง่กฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งกลายเป็นเรื่องเหตุผลทางการเมืองที่ไม่มีคำตอบ นอกจากสงครามที่จะยืดเยื้อเป็นสงคราม 100 ปี เหมือนสงครามครูเสดในคริสต์ศตวรรษที่ 11-12-13

ที่ยังหาคำตอบไม่ได้ก็คือเหตุใดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จึงอนุมัติให้กองทัพอเมริกันใช้โดรนสังหารผู้บัญชาการทหารสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งจะทำให้อิหร่านกลายเป็นศัตรูคู่แค้นของสหรัฐอีกประเทศหนึ่ง หรืออเมริกาไม่ต้องการให้สงครามในตะวันออกกลางยุติ ไม่ต้องการให้น้ำมันมีราคาถูกลง เพราะขณะนี้อเมริกากลายเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายสำคัญของโลกหลังจากอเมริกาค้นพบเทคโนโลยีในการเจาะน้ำมันใต้พิภพได้ เพียงแต่มีราคาแพงกว่าน้ำมันในตะวันออกกลาง สงครามสมัยนี้มักจะมีพื้นฐานมาจากผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ เหมือนกับที่คาร์ล มาร์กซ์ เคยพูดไว้ ยังไม่เคยผิด

ส่วนที่อิหร่านประกาศจะแก้แค้นก็คงจะประกาศไปอย่างนั้น เพราะความสามารถของขีปนาวุธของอิหร่านมีจำกัดแม้แต่จะยิงแค่ฐานทัพสหรัฐในอิรักและประเทศอื่น ข้อสำคัญรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องของเรา เช่น รัฐมนตรีต่างประเทศ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และนายกรัฐมนตรี อย่าปากพล่อยดึงเอาประเทศไทยและประชาชนคนไทยเข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างอเมริกากับประเทศอาหรับกับประเทศอิหร่าน หรือความขัดแย้งทางการค้าระหว่างอเมริกากับจีน ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศของเราไม่มีทางรู้จริงว่าอะไรเป็นอะไรและอนาคตจะเป็นอย่างไร ไม่มีใครเขาเอาความลับมาบอกเราก่อน

แม้แต่ประธานาธิบดี รัฐมนตรีต่างประเทศ รัฐมนตรีกลาโหมและผู้บัญชาการทหารสูงสุดสหรัฐ ยังต้องแกล้งว่าอยู่คนละที่ ไม่ได้อยู่ที่เดียวกัน เพื่อฝ่ายตรงกันข้ามจะได้ไม่ระแวงว่ากำลังประชุมอยู่ที่เดียวกันเพื่อบัญชาการหรือไม่ เป็นไปไม่ได้ที่สหรัฐอเมริกาจะมาแพร่งพรายให้พันธมิตรเล็กๆ อย่างประเทศไทยและอาเซียนรู้ล่วงหน้า

สมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อนที่กลุ่มประเทศอาหรับที่รวมตัวกันเป็น “องค์การผู้ส่งออกน้ำมัน” หรือ OPEC สามารถปั่นราคาน้ำมันดิบขึ้นลงได้ โดยการประกาศ “ลด” หรือ “เพิ่ม” ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบ แต่ผลร้ายจากการที่เคยทำเช่นนั้นมาต่อเนื่องยาวนาน กลับส่งผลทำให้คุ้มที่จะสำรวจแหล่งน้ำมันในที่ต่างๆ ทั่วโลก และก็พบแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทั่วโลก จนอิทธิพลในการปั่นตลาดของประเทศกลุ่มโอเปคหมดไป

ในสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 มีความเชื่อของนักปราชญ์ทางรัฐศาสตร์ว่า สงครามจะไม่เกิดถ้าประเทศใหญ่มีแสนยานุภาพเท่ากัน เพราะไม่แน่ใจว่าถ้าทำสงครามแล้วตนจะชนะสงครามหรือไม่ ประเทศต่างๆ ในยุโรปจึงพยายามสร้างแสนยานุภาพ แต่ในที่สุดสงครามก็เกิดขึ้น ความเชื่อว่าต้องแข่งขันกันสร้างแสนยานุภาพจนเกิดดุลแห่งอำนาจหรือ Balance of Powers แล้วจะไม่เกิดสงครามก็ไม่จริง

เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 และสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ดร.เฮนรี่ คริสซิงเกอร์ ศาสตราจารย์ทางรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และที่ปรึกษาทางความมั่นคงของประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน สหรัฐอเมริกา ได้สร้างทฤษฎีใหม่ว่า สงครามโลกจะไม่เกิดเพราะเกิด “ดุลแห่งความกลัว” หรือ Balance of Terrors ทฤษฎีได้รับการทดสอบหลายครั้ง ในกรณีสหรัฐอเมริกากับสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อคราเกิดสงครามเกาหลีและสงครามเวียดนาม ที่เกาหลีเหนือกับเวียดนามเหนือไม่มีทางเปรียบกันได้ในแง่แสนยานุภาพ แต่เนื่องจากสงครามทั้ง 2 เป็นสงคราม “ตัวแทน” ระหว่างสหรัฐอเมริกากับสาธารณรัฐประชาชนจีน และระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต

ทุกครั้งที่เกิดสงครามโลกและสงครามในเอเชีย ประเทศไทยต้องเข้าไปเกี่ยวข้องเสมอ ในสงครามโลกครั้งแรกรัฐบาลสยามประกาศสงครามเข้าร่วมกับฝ่ายอังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นฝ่ายชนะสงคราม สงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศไทยประกาศสงครามกับฝ่ายพันธมิตร อังกฤษ ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา แต่การประกาศสงครามเป็นโมฆะเพราะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์มิได้ลงนามในประกาศ และได้มีการจัดตั้งขบวนการเสรีไทยต่อต้านญี่ปุ่น เยอรมนีและอิตาลี ส่วนสงครามเกาหลี ไทยส่งทหารเข้าร่วมรบกับกองกำลังสหประชาชาติซึ่งมีสหรัฐอเมริกาเป็นกองกำลังสำคัญ ครั้งสุดท้ายสงครามเวียดนาม สหรัฐอเมริกาใช้พื้นที่ประเทศไทยเป็นฐานทัพสำคัญเพื่อส่งกองกำลังเข้าไปสู้รบกับเวียดกงในเวียดนามใต้

สงครามโลกคงจะไม่เกิดขึ้นในยุคนิวเคลียร์อย่างปัจจุบัน หลายประเทศนอกเหนือจากประเทศที่เป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เช่น อินเดีย ปากีสถาน เกาหลีเหนือ ไม่แน่ใจว่าสหประชาชาติจะสามารถสกัดกั้นและป้องกันสงครามนิวเคลียร์ได้ จึงพยายามพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของตนเอง ซึ่งขัดกับกฎบัตรสหประชาชาติและเป็นภัยต่อความมั่นคงระหว่างประเทศ

สงครามปลดแอกประชาชนจีนและสงครามเวียดนาม เป็นตัวอย่างในยุคใหม่ว่ากองทัพที่เล็กและประเทศเล็กที่ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ ก็ยังเอาชนะประเทศมหาอำนาจนิวเคลียร์ได้ด้วยสงครามกองโจร จึงเป็นแบบอย่างที่สร้างดุลแห่งความกลัวให้กับมหาอำนาจขนาดใหญ่ เช่น สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐประชาชนจีนและสาธารณรัฐรัสเซียในปัจจุบันนี้ได้

สงครามนี้จึงเป็นสงครามท้องถิ่นในตะวันออกกลางกับสหรัฐอเมริกามากกว่า และคงไม่ขยายวงมาถึงเอเชีย เช่น เกาหลีเหนือและจีน แต่คงมีเหตุการณ์ให้ระทึกใจเป็นคราวๆ ไป

ด้วยเหตุนี้เราไม่ควรเข้าไปยุ่งกับเขา

บทความก่อนหน้านี้กทม.เตือน 7 พื้นที่ฝุ่นPM2.5 เกินมาตรฐาน ริมถนนวิภาวดีรังสิต เขตดินแดงมากสุด
บทความถัดไประทึก!! ตำรวจบุกรวบเอเยนต์ยาบ้า วิ่งหนีพร้อมอาวุธมีด จนมุมคาดงกล้วย