หน้าแรก คอลัมนิสต์ สงสารคนเลี้ยง...

สงสารคนเลี้ยงหมู โดย ปฐพี สวัสดิ์สุคนธ์

16.01.20 | 13:00 น.

ภาพแม่น้ำยมแห้งขอดตลอดสาย ตอกย้ำสถานการณ์ “แล้งที่สุด” ในรอบ 30 ปีของประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะกินเวลาไปถึงสิ้นเดือนเมษายน 2563 และมีการประเมินสถานการณ์ว่าภัยแล้งจะกินพื้นที่ไปถึง 22 จังหวัด 56 อำเภอ ล่าสุด เพียงย่างเข้าปี 2563 ไม่กี่วัน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ก็ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) แล้ว ถึง 16 จังหวัด รวม 80 อำเภอ คลุมพื้นที่ทั้งภาคเหนือ-อีสาน-กลาง

ภาวะแล้งจัดดังกล่าวจะทำให้ผลผลิตทางการเกษตรหลายชนิดของไทยได้รับความเสียหาย ปริมาณลดลง และราคาจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ อาทิ ข้าวเปลือกนาปรังที่จะเสียหายเกือบครึ่งหนึ่ง รวมถึง มันสำปะหลัง อ้อย และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่จะมีผลผลิตในปริมาณน้อย ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลเป็นลูกโซ่ไปถึงภาคปศุสัตว์ด้วยและ “คนเลี้ยงหมู” ถือเป็นเกษตรกรภาคปศุสัตว์อีกกลุ่มที่ต้องรับผลกระทบนี้โดยตรง ซึ่งเป็นกลุ่มที่น่าเห็นใจที่สุดจากหลายปัจจัย…

ประการแรก : ตลอดปีที่ผ่านมา คนเลี้ยงหมูต้องเผชิญสถานการณ์อันหนักหน่วงจากโรค ASF ในสุกร ที่กำลังระบาดอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านรอบทิศของประเทศไทย ต้องเลี้ยงหมูด้วยความกังวลและต้องเพิ่มความเข้มงวดในมาตรการป้องกันโรค ต้องเจอทั้งค่าใช้จ่ายพิเศษต่างๆ ค่ายาฆ่าเชื้อ ค่าแรงงาน ค่าโอเวอร์เฮด ฯลฯ ล้วนต้องใช้เงิน เกิดเป็นต้นทุนการผลิตหมูที่สูงขึ้นกว่าช่วงเวลาปกติ

ประการที่สอง : อานิสงส์จากการป้องกันโรคได้สำเร็จ ทำให้ไทยเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่ยังปลอด ASF แต่กลับมีราคาหมูเป็นถูกที่สุดในภูมิภาคคือ อยู่ที่ กก.ละ 70 บาทเท่านั้น ในขณะที่จีน เวียดนามและกัมพูชา เข้าสู่ภาวะหมูขาดแคลน ส่งผลให้ระดับราคาหมูเป็นพุ่งไปถึง กก.ละ 200, 120 และ 88 บาท ตามลำดับ

ประการที่สาม : ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วที่เพิ่งเริ่มเกิดปัญหาภัยแล้ง เกษตรกรบางพื้นที่ถึงกับต้องซื้อน้ำจากแหล่งอื่นเข้ามาใช้ภายในฟาร์ม แม้จะมีการเตรียมความพร้อมรับมือกับต้นทุนที่จะเกิดขึ้นจากภัยแล้งที่ยาวนานกว่าทุกปี ไม่ว่าจะเป็นการเก็บน้ำสำรอง การเจาะน้ำบาดาลเพิ่ม หรือการปรับวิธีการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การใช้น้ำซ้ำหรือใช้อีเอ็มมาช่วยยืดเวลาการใช้น้ำ แต่มันก็ไม่ช่วยให้เกษตรกรรอดพ้นจากภาระต้นทุนที่สูงขึ้นได้มากนัก

Advertisement

ประการที่สี่ : สภาพอากาศร้อนแล้งและแปรปรวน ทำให้หมูเติบโตช้า สร้างภาระให้การเลี้ยงหมูเป็นไปอย่างยากลำบากยิ่งขึ้น

ประการที่ห้า : ภัยแล้งที่ทั้งหนักและนานเข้ามาซ้ำเติมเช่นนี้ จะส่งผลกระทบถึงราคาพืชวัตถุดิบอาหารสัตว์ ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของการเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่จะมีปริมาณลดลง และมีระดับราคาที่สูงขึ้น ขณะที่รัฐมักมีการยกระดับราคาข้าวโพดให้สูงที่สุดในโลก แต่ไม่เคยยกระดับราคาหมูให้สูงที่สุดเลย

หากรวมสารพัดปัญหาที่ประเดประดังเข้ามากดดัน ทั้งราคาหมูในตลาดโลก ภาวะภัยแล้ง ผนวกกับช่วงเวลาของการเฉลิมฉลองในเทศกาลปีใหม่ ล้วนเป็นปัจจัยที่อาจทำให้รู้สึกว่าราคาหมูสูงขึ้นกว่าช่วงก่อนหน้า คนเลี้ยงหมูจึงน่าเห็นใจที่สุด และคงต้องกลายเป็น “คนที่น่าสงสารที่สุด” หาก “ผู้บริโภค” และ “ภาครัฐ” ไม่เข้าใจสถานการณ์ … ถึงบรรทัดนี้คงต้องวอนขอให้ทุกฝ่ายเข้าใจ เห็นใจ และร่วมกันส่งกำลังใจให้เกษตรกรคนเลี้ยงหมูฝ่าด่านหินทั้งหมดไปให้ได้…ในฐานะคนบริโภคเราสามารถหันไปบริโภคโปรตีนอื่นทดแทน แต่คนเลี้ยงหมูมีเพียงอาชีพเดียวที่เลี้ยงครอบครัว