ในโอกาสวันครูที่เพิ่งผ่านมาได้ไม่กี่วันนี้ และผู้เขียนได้มีโอกาสอ่านบทความชิ้นหนึ่ง (ในวารสาร “String Magazine”) เกี่ยวกับครูสอนไวโอลินผู้ทรงอิทธิพลของวงการระดับโลกนามว่า “โดโรธี เดอเลย์” (Dorothy Delay)ผู้ล่วงลับ จึงได้เห็นถึงแนวทางความคิดและวิธีการบางอย่างที่น่าสนใจในบทบาทของความเป็นครูผู้ยิ่งใหญ่ของเธอ ซึ่งสามารถ “สอน” และ “สร้าง” นักไวโอลินผู้ยิ่งใหญ่ระดับโลกมามากมาย,รุ่นแล้วรุ่นเล่า
อะไรคือความสำเร็จของเธอในฐานะครูไวโอลินของผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายเหล่านี้ เธอมีอะไรดีที่ทำไมบรรดา “เด็กอัจฉริยะ” (Child Prodigy) ทั้งหลายทั่วโลกจึงต้องพากันแก่งแย่งมาฝากตัวเป็นลูกศิษย์เธอเหมือนๆ กัน
การสอนเด็กที่เก่งผิดปกติมานานนับสิบปี ย่อมเป็นประสบการณ์อันเป็นพิเศษของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นครูที่โดยปกติธรรมชาติแล้วมักจะต้องเข็นครกขึ้นภูเขาในการต่อสู้กับความไม่รู้ของศิษย์อย่างยากเย็น แต่งานการเป็นครูของ โดโรธี เดอเลย์ กลับมีความพิเศษเฉพาะตัวเมื่อเธอต้องสอนแต่เด็กที่เก่งเป็นพิเศษ และสูงด้วยพรสวรรค์ บทบาทความเป็นครูแบบนี้เป็นประสบการณ์เฉพาะที่หาได้ยากเต็มที เป็นสิ่งที่สอนให้เรารู้ถึงความเป็นมนุษย์บางกลุ่มที่แม้จะได้ชื่อว่าเป็นผู้สูงด้วยพรสวรรค์แต่ก็ยังมีความบกพร่องในบางด้านที่ต้องการการชี้แนะเติมเต็มเหมือนๆ กัน
สมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ โดโรธี เดอเลย์ สอนไวโอลินอยู่ ณ สถาบันดนตรี “จูลิอาร์ด” (Juilliard School of Music) แห่ง สหรัฐอเมริกา มีลูกศิษย์ที่โด่งดังระดับโลกมาหลากหลายรุ่น อาทิ “อิทชาค เพอร์ลมาน” (Itzhak Perlman), “โช-
เหลียง หลิน” (Cho-Liang Lin), “มิโดริ” (Midori), “ซาราห์ชาง” (Sarah Chang), “ไนเจล เคนเนดี”(Nigel Kennedy), “ชโลโม มินทซ์” (Shlomo Mintz), “กิล ชาแฮม”(Gil Shaham)……ฯลฯ ยังมีรายชื่อลูกศิษย์ของเธออีกยาวเหยียด ที่ล้วนอยู่ในระดับพระกาฬทั้งสิ้น
กล่าวโดยเนื้อแท้แห่งความเป็นจริงมีเหตุผลหลายอย่างที่บรรดาอัจฉริยะบุคคลเหล่านี้ ต่างต้องเข้าแถวแก่งแย่งกันเข้ามาฝากตัวเป็นลูกศิษย์เธอกันทั่วโลก (ด้านหนึ่งอาจปฏิเสธไม่ได้ถึง “อิทธิพล” ในวงการธุรกิจดนตรีของเธอ แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมดหรือประเด็นเดียวที่เราจะคิดคำนึงถึง “ครู” ผู้นี้) เธออาจจะไม่ใช่ครูที่สอนเด็กในระดับ ก.ไก่,ข.ไข่ หรือ โด,เร,มี,ฟา ไม่ใช่ครูที่เคี่ยวเข็ญเด็กมาเบื้องต้นด้วยความยากลำบาก แต่ขอให้เราลองหลับตานึกภาพครูที่ต้องเผชิญแต่เฉพาะกับเด็กที่ได้ชื่อว่าเก่งผิดปกติมาโดยตลอด เด็กที่เล่นได้อย่างแม่นยำ และเร็วไฟแลบ อีกทั้งสมบูรณ์พร้อมทางเทคนิคมาหมดแล้ว
งานของครูแบบนี้ผู้เขียนเชื่อว่าไม่ใช่งานง่ายๆ แน่นอน (ลูกศิษย์ของเธอล้วนได้รับการคัดสรร,ตรวจสอบมาก่อนแล้วว่าเป็น เด็กอัจฉริยะที่เป็น “ของจริง” ทั้งสิ้น)
ในโลกของดนตรีคลาสสิกนั้นพวกเราต่างตกอยู่ภายใต้ลัทธิบูชาวีรบุรุษอยู่ด้วยกันทั้งสิ้นมากบ้าง,น้อยบ้างอย่างปฏิเสธไม่ได้ มันคือเสน่ห์อันสำคัญของศิลปะดนตรีที่ผูกพันผู้รักดนตรีกับตัวศิลปะดนตรีให้อยู่คู่เคียงกัน (นี่คงไม่ใช่เฉพาะดนตรีคลาสสิกแต่น่าจะรวมถึงดนตรีทุกชนิดในโลกด้วยซ้ำไป!) วีรบุรุษทางดนตรีผู้มีความเป็นเลิศบนเวทีการแสดง,ชี้นำความรู้สึกนึกคิดของผู้คน (แฟนเพลง) ได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่……..เชื่อเถิดว่า โดยเนื้อแท้แล้วพวกเขาก็คือมนุษย์ธรรมดาๆคนหนึ่งที่มีเลือดเนื้อ,ความรู้สึกและความต้องการ,ความโหยหาอะไรบางอย่างที่พวกเขาก็ยังขาดมันอยู่
และนี่เองคงจะเป็นหน้าที่อันสำคัญของความเป็นครูของบุคคลพิเศษเหล่านี้ หน้าที่ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่ามันต้องมีความยากเป็นพิเศษเฉพาะตัว ในอันที่จะต้องจัดการ,เติมเต็มให้กับบรรดาบุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็น “วีรบุรุษทางดนตรี” ของบรรดาแฟนเพลงทั้งหลาย
“ฮิโคทาโร ยาซากิ” (Hikotaro Yazaki) อดีตวาทยกรของวง “RBSO” (Royal Bangkok Symphony Orchestra)เคยกล่าวไว้ในงานเสวนาครั้งหนึ่งอย่างน่าสนใจว่า “ครูจะโด่งดังได้ ก็เพราะมีลูกศิษย์ที่โด่งดังเป็นจำนวนมาก” นี่เป็นทั้งความจริงและความย้อนแย้งที่น่าฉุกคิดทีเดียว ชื่อเสียงของ โดโรธี เดอเลย์ในฐานะครูผู้ไวโอลินยิ่งใหญ่ก็อยู่ภายใต้เหตุผลนี้อย่างปฏิเสธไม่ได้ทีเดียว และส่วนหนึ่งที่เป็นคุณงามความดีอันโดดเด่นของเธอที่บรรดาลูกศิษย์ต่างกล่าวถึงเหมือนๆ กันก็คือ มิติแห่งความอบอุ่น,เอื้ออาทร,อ่อนโยนเปี่ยมด้วยความรัก-ความจริงใจและความเข้าใจที่เธอมีอยู่เปี่ยมล้นที่พร้อมจะมอบให้กับบรรดา “เด็กอัจฉริยะ” ผู้เปี่ยมด้วยไฟแห่งความสามารถอันร้อนแรงทั้งหลาย
ก็อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วบนเวทีการแสดงพวกเขาเป็นเด็กอัจฉริยะที่ได้รับการยกย่องจากแฟนเพลง ไปจนถึงขั้นเป็นวีรบุรุษ (หรือวีรสตรี) แต่ในความเป็นมนุษย์พวกเขาก็ยังขาด,โหยหาอะไรบางอย่างเช่นเดียวกัน หากใครได้ชมภาพยนตร์ชีวประวัติของ “ฌาคเคอลีน ดูเปร” (Jacqueline du Pre) นักเชลโลสตรีผู้ยิ่งใหญ่ระดับตำนานจะเข้าใจได้ดี ในเรื่องมิติความโหยหาที่วีรบุรุษทางดนตรีเหล่านี้ขาดหายไปจากชีวิตมนุษย์ของพวกเขา ในบทบาทฐานะของความเป็นครูของบุคคลพิเศษเหล่านี้ โดโรธี เดอเลย์ต้องทำหน้าที่เสมือนแม่ผู้มอบความอบอุ่นให้กับพวกเขา การสอนเรื่องความเป็นเลิศทางเทคนิคหรือความเป็นเลิศทางดนตรีเป็นงานหลักโดยเนื้อแท้อยู่แล้ว แต่งานและบทบาทในฐานะ “อาจารย์แม่” นี่แหละเป็นสิ่งที่เติมเต็มความเป็นมนุษย์อันสมบูรณ์ให้กับพวกเขา
แน่นอนที่สุดเธอไม่ได้สอนแค่ไวโอลินเธอเป็นทั้งแม่,ที่ปรึกษา และนักจิตวิทยาไปในตัวที่พร้อมจะรับฟัง “เรื่องส่วนตัว” ของพวกเขา
ความเป็นอาจารย์แม่ของเธอนั้น ส่วนหนึ่งมาจากความไม่ประสบผลสำเร็จทางการเรียนไวโอลินของเธอเองในอดีต มันเป็นประสบการณ์ด้านลบที่ต้องเรียกว่า เธอเรียนรู้ในสิ่งที่จะไม่กระทำตาม (Learn what not to do!) ผู้เขียนคิดว่ามันเป็นประสบการณ์,ปัญหาบางประการร่วมกันในระดับสากลทั้งไทยและตะวันตก (ถ้าเรายึดถือจากคำบอกเล่าของเธอ)
เธอเล่าว่าในอดีตสมัยที่เธอเรียนไวโอลินนั้น ถือกันว่าการตั้งคำถามกับครูผู้สอนเป็นการตั้งคำถามต่ออำนาจของครู (ท้าทาย?) ทั้งหมดที่เธอพยายามจะรู้ก็คือ ครูไม่ชอบอะไรบางอย่างในสิ่งที่เธอทำ และก็ต้องการให้เธอเปลี่ยนแปลง แต่……เธอก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่ เธอจึงใช้วิธีเลือกสุ่มเอาเอง,ด้วยความคิดตัวเองซึ่งมันก็ไม่ได้ผล เธอต้องสรุปบทเรียนด้วยตัวเองว่า เธอเป็นคนขยัน,ทุ่มเท,พากเพียรเป็นที่สุดแล้ว แต่เธอปราศจาก พรสวรรค์ และก็คงเอาดีไม่ได้หรอก ซึ่งแก่นแท้นั้นเธอสรุปได้อย่างตรงประเด็นว่า “ไม่มีการสื่อสารใดๆ เลย ระหว่างเรา(ครูกับลูกศิษย์)”
ผู้เขียนเองคิดว่าใครที่เคยผ่านประสบการณ์ “ครูโบราณ” ผู้เคร่งครัดมาบ้างน่าจะเห็นภาพนี้ได้ชัดเจน,ครูที่ไม่พูดรายละเอียดมากต้องการให้ศิษย์รู้สึกได้ด้วยตัวเอง (และก็ไม่ควรไปตำหนิวิธีการแบบนี้ เสียทั้งหมดปรัชญา-คุณค่าบางอย่างของยุคสมัยเป็นเรื่องที่ต้องหาบทสรุปกันยาวๆ)
เธอตัดสินใจโดยแน่วแน่ว่า เธอจะต้องไม่เป็นครูในรูปแบบนี้ ซึ่งเธอก็ประสบความสำเร็จและพบคำตอบอันยิ่งใหญ่ด้วยตัวเองว่า บรรดาลูกศิษย์ของเธอต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าสิ่งหนึ่งที่มีค่ามากที่สุดที่ครูโดโรธี เดอเลย์ได้มอบให้กับพวกเขาก็คือ ความมั่นใจในอันที่จะรู้สึกดีๆ กับตัวเอง แม้ว่าโดโรธี เดอเลย์จะเป็นผู้ที่มีความคิดเห็นแน่ชัดเด็ดขาด แต่เธอก็เลือกที่จะไม่เป็นครูแบบผู้สั่งการ โดยเฉพาะเมื่อมาถึงประเด็นอันแหลมคมในปรัชญาวิธีการสอนการปฏิบัติดนตรีในแบบ “สอนด้วยการสาธิต” (หรืออีกนัยหนึ่งก็คือสาธิตให้ทำตาม) ที่อาจนำมาซึ่งข้อเสียบางอย่างก็คือการเลียนแบบ (จากครู) ที่มากเกินไป
เธอกล่าวว่า “……พวกเราทั้งหมดต่างก็รับเอาสรรพเสียงต่างๆ มากมายของนักไวโอลินหลายๆ คนที่เราได้ยิน มันได้กลายเป็นส่วนที่เข้ามาประทับอยู่ในความทรงจำของเรา และเราก็ได้ดึงมันออกมาใช้ในตอนที่เราเริ่มเล่น ฉันคิดว่าความล่อแหลมอันตรายอยู่ตรงที่ ถ้าเรามีความทรงจำเพียงแค่หนึ่งเดียว ถ้านักเรียนฟังแต่ครูของตัวเองเล่นอยู่เรื่อยๆ เป็นประจำโดยไม่ค่อยได้ฟังคนอื่นๆ เขาจะถูกครอบงำเป็นอย่างมากและไม่มีพื้นฐานที่กว้างขวางพอ…….”
เธอไม่ปฏิเสธวิธีการสอนแบบนี้เสียทั้งหมดทีเดียว แต่เธอให้ข้อควรระวังในวิธีการสอนในเชิงเลียนแบบหรือทำตามครูนี้ว่า มันใช้ได้ดีเมื่อนักเรียนมีอิสรภาพทางความคิดและความมั่นใจอย่างแข็งแกร่งในการวินิจฉัยตัดสินที่เป็นตัวของตัวเอง เมื่อนั้นการฟังจากครูหรือคนอื่นๆ ก็ไม่มีอะไรเสียหาย
ในความเป็นอาจารย์แม่ของเธอ มิได้เป็นเพียงการสอนเทคนิคการบรรเลงอันเป็นเลิศ(ที่บรดาลูกสิษย์ของเธอแต่ละคนก็มีเปี่ยมล้นมาก่อนแล้ว) แต่เธอต้องเติมมิติความรู้-ความเข้าใจในทางโลก,ทัศนคติ,จารีตวิธีคิดทางสังคมต่างๆ ให้กับพวกเขาไปด้วย สิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือความขัดแย้งระหว่างความมีอัตตาสูงความเป็นตัวของตัวเองที่มีอยู่โดยธรรมชาติในตัวของบรรดาเด็กอัจฉริยะทั้งหลาย กับความคาดหวังจากสังคมดนตรีหรือแฟนเพลงที่ศิลปินควรเรียนรู้ที่จะโอนอ่อนผ่อนตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เธอเน้นย้ำว่า “…..มันเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับผู้เยาว์ที่ควรจะต้องเรียนรู้ในอันที่จะต้องพิจารณาว่า พวกเรากำลังเล่นดนตรีให้ใครฟัง……”
นี่ช่างเป็นเรื่องบังเอิญที่น่าคิดเป็นอย่างยิ่งที่ผู้เขียนเอง เคยได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับอาจารย์ประสิทธิ ถาวร ลูกศิษย์คนสำคัญของครูหลวงประดิษฐ์ไพเราะที่บ้านพักของท่านที่จังหวัดเชียงใหม่ ไม่นานก่อนที่ท่านจะถึงแก่กรรม จำได้แม่นยำว่า ท่านเล่าให้ฟังว่าสิ่งหนึ่งที่ครูหลวงประดิษฐ์ไพเราะพร่ำสอนกับบรรดาลูกศิษย์อยู่เสมอก็คือ การพิจารณาให้ถ่องแท้ก่อนว่าเรากำลังจะบรรเลงดนตรีให้ใครฟัง,บริบท,สภาพแวดล้อม,วัตถุประสงค์ของการแสดง….ฯลฯ และก็ต้องรู้จัก “ปล่อยเพลง” อย่างเหมาะสมควรแก่กาลเทศะนั้นๆ มิใช่ปล่อยวิชา,ปล่อยเพลงขั้นสูงพร่ำเพรื่อโดยไม่พิจารณาให้ถ่องแท้ถึงว่า ผู้ฟัง (ผู้บริโภค) ของเราเป็นใคร หรือเรากำลังอยู่ในสภาพแวดล้อมอย่างไร
หลักคำสอนในเชิงทัศนคติต่อสังคมของโดโรธี เดอเลย์ที่สอดคล้องกับครูหลวงประดิษฐ์ไพเราะของบ้านเราหลัก นี่เป็นความจริงบางอย่างที่มิได้ขึ้นอยู่กับอาณาเขตประเทศใดแต่เป็นความจริงที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นมนุษย์
ในด้านความเป็นมนุษย์และความเข้าใจในโลกและสังคมนี้เป็นสิ่งที่ครูโดโรธี เดอเลย์เฝ้าปลูกฝังให้กับบรรดาลูกศิษย์ที่ได้ชื่อว่าป็น “เด็กอัจฉริยะ” ของพวกเธอเสมอๆ ผู้เขียนคิดว่าไม่ต้องไปถึงขั้นเด็กอัจฉริยะหรอก เพียงแค่คนเก่งๆ โดยทั่วไปที่เราพบเห็นในสังคมก็มักจะประสบกับปัญหานี้โดยไม่รู้ตัวกันอยู่แล้ว คนเก่งๆ มักไม่ค่อยเข้าใจเพื่อนมนุษย์,ไม่ค่อยเข้าใจความเป็นไปของสังคมและมักคับข้องใจกับเรื่องเหล่านี้เสมอๆ บรรดาลูกศิษย์ของโดโรธี เดอเลย์ก็เช่นเดียวกัน ซึ่งเธอมีคำสอนที่ดี,เหมาะสมสำหรับพวกเขาเป็นอย่างยิ่ง เธอกล่าวว่า “……..พวกเขาต้องเข้าใจให้ได้ว่าพวกเขาเองก็เป็นส่วนหนึ่งในสังคม ซึ่งได้ซึมซาบรับเอารูปแบบ,ลีลาบางอย่าง(Style) พวกเขาควรจะต้องรู้ว่ารูปแบบลีลานี้เป็นอย่างไรและก่อรูปขึ้นมาอย่างไร?…………”
ผู้เขียนคิดว่า นี่คือบทบาทอันสำคัญของผู้ที่ได้ชื่อว่าครู
โดโรธี เดอเลย์เสียชีวิตไปตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 เธอมีชีวิตอยู่ในช่วงที่โลกแห่งข้อมูลข่าวสาร (ยุคไอที) ยังไม่เจริญแบบก้าวกระโดดในทุกวันนี้ ยุคซึ่งการศึกษาในระบบกำลังถดถอยมากถึงขั้นไปถึงความเชื่อที่ว่า มหาวิทยาลัยกำลังจะล่มสลายในอีกไม่ช้า ด้วยข้อมูลความรู้ในสรรพวิชาการต่างๆ เป็นสิ่งที่หาอ่าน-ศึกษากันได้เองทางอินเตอร์เน็ต มันจึงเป็นยุคแห่งการแข่งขันสู่ความเป็นเลิศของคนเก่งๆ อย่างปฏิเสธไม่ได้ ครู,ผู้สอนกำลังหมดความจำเป็นลงไปทุกทีๆ
ผู้เขียนเองอาจเข้าข่าย “คนรุ่นเก่า” ไปแล้ว ด้วยยังเชื่อมั่นในมิติแห่งความผูกพันกันทางความรู้สึกระหว่างมนุษย์ที่ไม่มี เทคโนโลยีใดๆ จะมาทดแทนไออุ่นนี้ได้ คุณค่า,ทัศนคติ,ความรัก-ความผูกพันเป็นสิ่งที่มนุษย์ยังคงโหยหาอยู่ลึกๆ ไม่ว่าจะยุคใดสมัยใด มิติที่ว่านี้ “ครู” คือผู้ที่จรรโลงมันไว้ได้อย่างงดงามเสมอมา ดูกรณี “อาจารย์แม่” โดโรธี เดอเลย์เป็นตัวอย่างก็แล้วกัน “คุณค่า” เหล่านี้กำลังตกยุค-ตกสมัย คนรุ่นใหม่ๆ อาจไม่ต้องการครูอีกต่อไป
พวกเขาหาความรู้ศึกษาสรรพวิชาความรู้ได้อย่างดาษดื่นในโลกอินเตอร์เน็ตที่ก้าวหน้าและรวดเร็ว ครูอย่างโดโรธี เดอเลย์และอาจารย์แม่ทั้งหลายจึงดูจะตกยุคไปแล้ว
บวรพงศ์ ศุภโสภณ

