หน้าแรก คอลัมนิสต์ เรื่องของ‘เหอ...

เรื่องของ‘เหอ เจี้ยนกุ่ย’ โดย ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

20.01.20 | 13:00 น.
เหอ เจี้ยนกุ่ย (ภาพ-Public Domain)

“เหอ เจี้ยนกุ่ย” คือนักชีวฟิสิกส์ชาวจีน อายุ 36 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยไรซ์ ในสหรัฐอเมริกา เป็นรองศาสตราจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา ของมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเซาเธิร์น ในนครเสิ่นเจิ้น ประเทศจีน

เมื่อปลายปี 2018 ดร.เหอ เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในฐานะ “นักวิทยาศาสตร์คนแรกที่สร้างทารกผ่านการตัดแต่งพันธุกรรมได้สำเร็จ” คือฝาแฝด “ลูลู่” กับ “นานา”

หลังจากฮือฮากันในตอนแรกๆ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ติดตามมาจากแวดวงวิทยาศาสตร์ทั่วโลกในทันที โดยเฉพาะการโจมตีในเชิงจรรยาแพทย์ และจริยธรรมจาก “ความสำเร็จในการทดลอง” ครั้งนี้

เดือนมกราคมปี 2019 มหาวิทยาลัยประกาศไล่ ดร.เหอ พ้นหน้าที่ หลังรัฐบาลจีนสั่งระงับการทำวิจัยทั้งหมดของ เหอ เจี้ยนกุ่ย ท่ามกลางเสียงประณามที่เพิ่มมากขึ้นจากทั่วโลกได้ไม่นาน

ทางการจีนจับกุมตัว ดร.เหอ ในเวลาต่อมา และเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2019 ที่ผ่านมา ดร.หนุ่มรายนี้ก็ถูกศาลประชาชนเขตเซินเจิ้น หนานซาน พิพากษาจำคุก 3 ปี ปรับอีก 3 ล้านหยวน จาง เหรินลี่ กับ ฉิน จิ้นโจว นักเอมบริโอโลจิสต์ อีก 2 คนที่ร่วมอยู่ในงานทดลองหนนี้ด้วยก็ถูกลงโทษทั้งปรับทั้งจำเช่นเดียวกัน

Advertisement

ฐานความผิดหลักก็คือ “ประกอบโรคศิลปะโดยไม่มีใบอนุญาต” หรือพูดภาษาชาวบ้านได้อีกอย่างว่า รักษาคนโดยผิดกฎหมายนั่นเอง ส่วนที่เหลือเป็นโทษจากการละเมิดกฎว่าด้วยการใช้เทคโนโลยีช่วยในการเจริญพันธุ์มนุษย์ของจีนและปลอมแปลงเอกสารการตรวจสอบด้านจริยธรรม

เรื่องของ ดร.เหอ พร้อมกับประเด็นว่าด้วย “การตัดแต่งพันธุกรรมมนุษย์ในส่วนซึ่งจะสืบทอดต่อไป” (ภาษาอังกฤษก็คือ heritable germline genome editing) ดูเหมือนจะยุติลงไปพร้อมกับคำพิพากษาดังกล่าว

แต่เอาเข้าจริง เรื่องนี้กลับไม่เป็นที่ยุติอย่างที่คิด การลงโทษครั้งนี้ ยิ่งกลายเป็นชนวนให้เกิดการถกเถียงกันขึ้นมาในแวดวงวิชาการด้านพันธุวิศวกรรมอีกครั้ง โดยใช้ความคิดเห็นต่อโทษทัณฑ์ที่ ดร.เหอได้รับเป็นเครื่องสะท้อนทรรศนะที่ขัดแย้งเหล่านี้

ฝ่ายหนึ่ง ซึ่งรวมทั้ง เจนนิเฟอร์ ดัดนา 1 ใน 3 ผู้บุกเบิก เทคนิค “คริสเพอร์/แคส9” (CRISPR/Cas9) ที่ ดร.เหอนำมาใช้ในการตัดแต่งพันธุกรรมของพ่อแม่เด็กเพื่อสร้าง ลูลู่ กับ นานา ขึ้นมา บอกว่า แม้ไม่อยากเห็นเพื่อนนักวิทยาศาสตร์ด้วยกันติดคุก แต่งานที่ ดร.เหอ ทำลงไป “ผิดในหลายๆ ทางเหลือเกิน”

“ความผิด” ที่ว่านั้นถกกันมามากตั้งแต่แรก โดยเฉพาะการที่เทคนิคนี้ยังไม่ “แม่นยำ 100 เปอร์เซ็นต์” ไม่สามารถบอกได้ว่าจะก่อให้เกิดการ
กลายพันธุ์ขึ้นหรือไม่

ถ้าหากเกิดกลายพันธุ์แล้วคุณลักษณะกลายพันธุ์ที่ว่าสืบทอดต่อไปยังลูกๆ หลานๆ ได้ ดร.เหอ ไม่เพียงก่อทุกข์มหันต์ให้กับลูลู่และนานาเท่านั้น ยังก่อความเสี่ยงต่อมนุษยชาติในอนาคตอีกต่างหาก

อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้โต้แย้งกรณีเหล่านี้ แต่ชี้ให้เห็นว่า เรื่องนี้ไม่ควรยุติลงง่ายๆ อย่างนี้ แต่ควรมีการกำหนด “แนวทางกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน” เพื่อการพัฒนาเทคนิคนี้จากห้องทดลองไปสู่การทดลองทางคลินิก (การทดลองในมนุษย์) ได้ หากหวังให้วิทยาการทางนี้ก้าวหน้าสืบไป
แนวคิดทั้งสองนี้มีหลักยึดอย่างเป็นทางการเหมือนๆ กันครับ กลุ่มแรกนั้นเป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นจาก ที่ประชุมสุดยอดว่าด้วยการตัดแต่งพันธุกรรม ปี 2015 ซึ่งสรุปเรื่องการทดลองในมนุษย์เอาไว้ว่า การตัดแต่งพันธุกรรมมนุษย์ในส่วนที่สืบทอดได้นั้น ยังคงเป็นความผิด ตราบใดที่ 1 ประเด็นด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพยังแก้ไขให้ลุล่วงไม่ได้ และ 2 ยังไม่มีฉันทามติทางสังคมให้กระทำได้

กลุ่มที่สองนั้นยึดเอาตามแนวทางของสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ และสถาบันการแพทย์แห่งชาติ ของสหรัฐอเมริกา ที่สรุปเอาไว้ในรายงานว่าด้วยเรื่องนี้ไว้เมื่อปี 2017 ว่า สามารถกระทำได้หาก “มีเหตุผลอันควร” และ “มีการกำกับดูแลอย่างเคร่งครัดเพื่อใช้เทคนิคนี้ในกรณีจำเพาะเท่านั้น”

ความแตกต่างระหว่างสองกลุ่มนี้อยู่ที่ สถานะของ ดร.เหอ ครับ ตามนัยของกลุ่มแรกนั้น ดร.เหอคือคนทำผิดมหันต์ แต่ในความคิดของกลุ่มหลัง ดร.เหอ ไม่ต่างอะไรจากวีรบุรุษผู้บุกเบิก ทำให้ศาสตร์นี้ก้าวไปอีกขั้น

จนถึงวันนี้ เรื่องนี้ยังไม่มีข้อสรุป แม้จะมีแนวโน้มว่าส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า ควรพักเอาไว้ก่อนดีไหม เพื่อให้เวลากับทุกฝ่ายได้ไตร่ตรอง ทบทวนและพัฒนาเทคนิคนี้ให้สมบูรณ์มากขึ้นหรือชัดเจนมากขึ้นว่าใช้ไม่ได้ มีกฎเกณฑ์มากขึ้นชัดขึ้น แล้วค่อยว่ากันต่อไป

กว่าจะถึงวันนั้น ชื่อของ เหอ เจี้ยนกุ่ย ก็จะยังคงอยู่กับเรื่องนี้ต่อไป ไม่ว่าจะในฐานะวีรบุรุษหรือซาตานครับ