สกัดได้หรือ โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

19.01.20 | 13:00 น.

สัญญาณเข้มข้น ขึ้นเป็นตามลำดับ

ที่แกนนำรัฐบาล โดยเฉพาะ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ไม่อยากให้กิจกรรมแบบ “วิ่ง ไล่ ลุง” เกิดขึ้นอีก

โดยเฉพาะตอนนี้โฟกัสไปที่การจัดงานที่จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้

ซึ่งคงต้องดูอำนาจรัฐ จะสกัดกิจกรรมในฟากฝั่งไม่สนับสนุนรัฐบาลได้หรือไม่

เชื่อว่าคงสกัดกันเต็มที่ ในทุกรูปแบบ

Advertisement

ยิ่งเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แสดงความข้องใจ แบบ “อิ หยัง วะ” ทำงานก็หนัก ทำงานมาก และไม่คิดว่าใครเป็นศัตรู

แต่ก็ยังมีคนออกมาขับไล่อีก

ดังนั้น กลไกรัฐคงออกแรงกันเต็มที่เพื่อไม่ให้ วิ่ง ไล่ ลุง มีขึ้น

ด้วยเพราะมันจะไปตอกย้ำการขับไล่ลุง “จุดติด”

และยิ่งเมื่อสามารถขยายตัวออกไปจัดในภูมิภาคได้ เชื่อว่าก็คงมีอีกหลายภูมิภาคขานรับ

ซึ่งไม่น่าจะเป็นผลดีต่อรัฐบาล

และคงต้องจับตาว่าจะใช้วิธีการใดสกัดและจะทำได้หรือไม่

หรือจะเป็นอย่างที่ นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.กทม.และรองโฆษกพรรคอนาคตใหม่ ตั้งข้อสังเกตก็คือ

วิ่ง ไล่ ลุง ที่จัดใน กทม.ครั้งแรก ก็ถูกห้ามแบบเชียงใหม่เช่นกัน

แต่สุดท้าย กระแสการตอบรับจากสังคมจะเป็นคำตัดสิน พล.อ.ประวิตรไม่ได้มีอำนาจบีบบังคับเสรีภาพของประชาชนได้ การจัดกิจกรรมต่างๆ ถือเป็นเสรีภาพของประชาชน

ซึ่งตรงนี้แหละเป็นจุดแข็งของฝ่ายขับเคลื่อนกิจกรรม เพราะหากสามารถระดมคนออกมาร่วมได้มาก

ฝ่ายรัฐบาลคงดำเนินการอะไรลำบาก

ยิ่งตอนนี้มีเงื่อนไขที่ทำให้กิจกรรม วิ่ง ไล่ ลุง มีประเด็นสมควรที่จะขับเคลื่อน

โดยเฉพาะประเด็นแห่งความเท่าเทียม และการมีมาตรฐานขององค์กรอิสระ ที่ฝ่ายฟากรัฐบาลและอดีตคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มักจะใช้เป็นกลไกในการขจัดฝ่ายตรงข้าม

ที่ร้อนแรงตอนนี้ก็คือ คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ที่กำลังเผชิญคำถามอย่างหนักหน่วงถึงความเท่าเทียมเป็นธรรมในการปฏิบัติต่อพรรคการเมือง กรณีการกู้ยืมเงินของพรรคอนาคตใหม่

ซึ่งนอกเหนือจากเอกสารหลุดเกี่ยวกับขั้นตอนปฏิบัติที่ชวนให้เกิดคำถาม โดยเฉพาะการมุ่งที่จะให้ยุบพรรคแล้ว

ยังปรากฏข้อมูลว่ามิใช่มีเพียงพรรคอนาคตใหม่เพียงพรรคเดียวที่มีปัญหา แต่ยังมีพรรคอีกหลายสิบพรรคก็มีปัญหาเช่นกัน

แต่คำถามก็คือ ได้มีการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันหรือไม่

หรือมีเป้าหมายจัดการเพียงบางพรรคหรือบุคคลบางคนเท่านั้น

การปฏิบัติที่หลายมาตรฐานและเลือกปฏิบัตินี้เอง ได้ไปทำให้ตะกอนที่อยู่ในใจของประชาชนฟุ้งกระจายขึ้นมา

และต้องการแสดงออกมาให้เห็น

แน่นอน ส่วนหนึ่งก็คือ การเข้าร่วมกิจกรรม วิ่ง ไล่ ลุง นั่นเอง

ดังนั้น จึงอาจเป็นคำตอบให้กับฝ่ายรัฐบาล รวมถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ระดับหนึ่งว่า วิธีการอะไรจึงจะทำให้คนไม่เข้าร่วมกิจกรรม วิ่ง ไล่ ลุง

แน่นอน สิ่งสำคัญประการหนึ่งนั่นก็คือ การคืนความเป็นธรรม เท่าเทียม และไม่หลายมาตรฐาน ให้แก่ทุกฝ่ายทุกกลุ่ม

เพียงแค่นี้ก็จะทำให้คนพร้อมจะอยู่ในที่ตั้ง แถมยังจะให้โอกาสรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีได้พิสูจน์ฝีมืออีกระยะ

แต่หากยังคงทำแบบเดิมๆ แถมยังหากลวิธีสกัดกั้นการแสดงออกของประชาชนในทุกวิถีทางด้วย

เชื่อว่ากิจกรรม วิ่ง ไล่ ลุง ก็คงคึกคักและขยายตัวออกไปเรื่อยๆ

ยิ่งเมื่อประสานกับกิจกรรมอภิปราย ไล่ ลุง ในสภาเสริมเข้ามาอีก

ดูไม่จืด-อิ หลี เด้อ