อ่าน’ผลประชามติ’ โดย ปราปต์ บุนปาน

27.06.16 | 14:00 น.
AFP

ผลการลงประชามติว่าสหราชอาณาจักรจะเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (อียู) ต่อไป หรือไม่? สิ้นสุดลงในเบื้องต้น ด้วยคะแนนเสียงที่เหนือกว่าของฝ่ายที่ต้องการแยกตัวออกจากอียู

กระบวนการหลังจากนี้คงดำเนินไปอย่างยาวนานไม่น้อย และหลายฝ่ายต่างยังไม่รู้แน่ชัด ว่าจะมีผลกระทบอะไรเกิดขึ้นบ้าง?

อย่างไรก็ตาม ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ การอ่าน “ผลประชามติ” ว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้ “ฝ่ายต้องการออกจากอียู” ชนะ? และทำไม ฝ่ายนี้จึงเลือกออกจากอียู?

ที่นำมาขยายความกันค่อนข้างเยอะ ก็ได้แก่ ข้อมูลซึ่งระบุว่า ผู้สูงอายุชาวสหราชอาณาจักร (อายุ 45 ปีขึ้นไป) ออกมาใช้สิทธิมากกว่ากลุ่มคนหนุ่มสาว

ที่สำคัญ เสียงส่วนใหญ่ของกลุ่มผู้สูงอายุซึ่งออกมาใช้สิทธินั้นอยากออกจากอียู สวนทางกับเสียงส่วนใหญ่ของกลุ่มผู้ใช้สิทธิหนุ่มสาวที่ต้องการอยู่ในอียูต่อไป

Advertisement

ว่ากันว่า สองปัจจัยหลักซึ่งทับซ้อนกันอยู่ ที่ผลักดันให้ชาวสหราชอาณาจักรจำนวนมาก เลือกจะออกจากอียู คือ

หนึ่ง ความไม่พอใจสะสมต่อระบบเศรษฐกิจและการกระจายทรัพยากรอย่างไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบรัฐสวัสดิการที่ด้อยประสิทธิภาพลงเรื่อยๆ

สอง กระแสต่อต้านชาวต่างชาติ (ทั้งที่มาจากชาติสมาชิกอียูและชาตินอกอียู) ที่อพยพมาใช้ชีวิตและทำมาหากินภายในสหราชอาณาจักร ซึ่งถูกประเมินว่าเป็น “คนอื่น” ที่เข้ามาแย่งชิงทรัพยากรอันจำกัดจำเขี่ยกับ “คนใน”

นอกจากนั้น ยังเกิดลักษณะ “สองนคราประชาธิปไตย” ที่คนในพื้นที่ต่างจังหวัดอยากออกจากอียู ส่วนคนในมหานครใหญ่ๆ (แม้ในเขตค่อนข้างยากจน) ซึ่งคุ้นเคยกับสภาพความเป็น “เมืองของโลก” และสถานะ “พลเมืองโลก” มากกว่า กลับยังอยากอยู่ในอียูเหมือนเดิม

สิ่งที่น่าคิดต่อ ก็คือ จุดยืนทางการเมืองของกลุ่มผู้ลงคะแนนสนับสนุนการแยกตัวออกจากอียู อาจจะมี “ความกำกวม” อยู่พอสมควร

บางเสียงอาจรู้สึกและพยายามนำเสนอว่า คนกลุ่มนี้มีแนวโน้มจะเป็น “ฝ่ายขวา” ที่ต่อต้านความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทั้งยังเป็นพวกที่มีจิตสำนึกทางการเมืองอันผิดพลาด และรู้เท่าไม่ถึงการณ์

แต่บางฝ่ายก็ย้ำเตือนให้เห็นว่า คนกลุ่มนี้อาจกำลังส่งเสียงประท้วงแบบ “ซ้ายๆ” ไปถึงสถาบันและชนชั้นนำทางการเมือง ระดับประเทศและทวีป ว่าพวกเขาไม่พอใจในสภาพความไม่เท่าเทียมที่ยังดำรงอยู่

แม้กระทั่งประเด็นการตัดสินใจ “โหวตออก” ของ “คนแก่” ที่ถูกประณามว่าเป็นการกำหนด ควบคุม แทรกแซงชะตากรรมของ “คนรุ่นหลัง” ก็มีความซับซ้อนหลายประการซ่อนแฝงอยู่

อาทิ เราต้องไม่ลืมว่าผู้สูงอายุเหล่านี้มิได้ “แก่ตัว” ลงแบบฉับพลันทันใด หรืออยู่ดีๆ ก็กลายเป็นฝ่ายอนุรักษนิยม หัวเอียงขวา และขัดขวางการเปลี่ยนแปลง ภายในระยะเวลาอันสั้น

แต่น่าเชื่อว่า หลายคนที่เลือก “โหวตออก” จากอียูในวันนี้ อาจเคยได้รับผลกระทบหรือเคยต่อต้านรัฐบาลอนุรักษนิยมของ มาร์กาเรต แธตเชอร์ เมื่อหลายทศวรรษก่อน

หลายคนที่อยากออกจากอียู อาจเป็นมนุษย์ประเภทเดียวกับเหล่าตัวละครชนชั้นแรงงานในหนังอังกฤษป๊อปๆ อย่าง “Billy Elliot” “The Full Monty” หรือหนังเพื่อสังคมหนักๆ ของ เคน โลช

หลายคนที่ต้องการหันหลังให้อียู อาจเคยอินกับเนื้อหาขบถๆ ที่ตั้งคำถามต่อสังคม และพูดเรื่องชนชั้นอย่างแหลมคม ของบรรดาเพลง “บริตป๊อป” ยุค 90

การตีตราว่าพวกเขา “โง่” และ “เข้าใจผิด” จึงไม่ได้นำไปสู่การทำความเข้าใจอย่างละเอียดลออมากยิ่งขึ้น ว่าทำไมพวกเขาถึงเลือก “ทางนี้” มิใช่ “ทางนั้น”?

การพยายาม “อ่านผลประชามติ” ที่สหราชอาณาจักร จึงเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก

และเผลอๆ ผลลัพธ์ของประชามติที่โน่น อาจมิได้เกิดจากการรณรงค์ “ออกหรืออยู่ต่อ” ในช่วงสั้นๆ ก่อนหน้าการลงคะแนน

ทว่า เป็นแรงระเบิดของการถูกกดทับ เอารัดเอาเปรียบ ที่สั่งสมมายาวนานกว่านั้น