พลันที่เห็น นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ออกมาเปิดโปงกรณีเสียบบัตรแทนกันจาก นายฉลอง เทอด
วีระพงศ์ ลามไปยัง นางนาที รัชกิจประการ
ก็เริ่มเห็น “เค้า” แห่ง “มรสุม”
ทันทีที่กรณีเสียบบัตรแทนกันลามออกจาก นางนาที รัชกิจประการ กลายเป็นคลิปวิดีโอ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ
ก็กลายเป็น “ไวรัล” โดยอัตโนมัติ
บัตรซึ่งอยู่ในมือของ ส.ส.หญิงแห่งพรรคพลังประชารัฐ มิได้มีเพียง 1 หากแต่มีมากกว่านั้น สะท้อนให้เห็นว่ามิได้มีเพียงพรรคภูมิใจไทย
หาก ส.ส.คุณภาพ “ดี” ระดับพรรคพลังประชารัฐก็มี
เพียงเท่านี้แนวโน้มจึงมิได้อยู่ที่การจัดการกับ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย พรรคพลังประชารัฐ หากแต่ยังจะแผ่ออกไปถึงความเป็นไปได้ทางการเมือง
1 ปรับ ครม. 1 ลาออก และ 1 ยุบสภา
มีความพยายามจาก นายวิษณุ เครืองาม เพื่อดับความปั่นป่วนในทาง “ความคิด” ที่ดำรงอยู่ในสังคม ไม่ว่าจะมาจากฝ่ายรัฐบาล ไม่ว่าจะมาจากฝ่ายค้าน
แต่ยากอย่างยิ่งที่จะยุติได้อย่างง่ายดาย
เห็นได้จากการทำเรื่องของ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล เห็นได้จากการทำเรื่องของ ส.ส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน เสนอไปยังประธานสภา
สถานีสุดท้ายคือ “ศาลรัฐธรรมนูญ”
ที่เคยคิดและประเมินว่าเป็นเรื่องส่วนตัวอันเนื่องจากความแค้นฝังหุ่นของ นายพิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ต่อคู่แข่งจากพรรคภูมิใจไทยในพัทลุง
ไม่ใช่แล้ว
เพราะอย่าลืมเป็นอันขาดว่า นี่มิได้เป็นเพียงเรื่องระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทย หาก
แต่อาการได้แพร่ไปถึงพรรคพลังประชารัฐ
และมีผลโดยตรงต่อร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ
ระหว่างความพยายามของพรรคร่วมรัฐบาล กับความพยายามของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ในการเสนอไปยังศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีเป้าหมายไม่เหมือนกัน
ฝ่ายรัฐบาลต้องการให้วินิจฉัยออกมาว่าเป็นเรื่องเฉพาะตัว
ฝ่ายค้านต้องการให้วินิจฉัยโดยยึดบรรทัดฐานจากเรื่องละม้ายเหมือนกันเมื่อปี 2556 และเมื่อปี 2557 นั่นก็คือ ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
ปัญหาจึงตกอยู่บนบ่าของ “ตุลาการ”
ในเมื่อตัวอย่างเห็นได้อย่างเด่นชัดจากกรณีของ พ.ร.บ.ที่เรียกว่ากู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาท ว่าต้องกลายเป็นโมฆะ
แล้วครานี้จะได้รับการยกเว้นหรือ
ลำพังต้องประสบกับ “คดีอิลลูมินาติ” รวมถึง “คดีเงินกู้” ก็ทำให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอึดอัดอย่างยิ่งอยู่แล้ว
นี่ยังจะซ้ำมาด้วย “คดีเสียบบัตรแทนกัน” อีกละหรือ
เด่นชัดว่ากรณีเสียบบัตรแทนกันเกิดขึ้นในลักษณะอย่างที่โบราณสรุปว่า “น้ำผึ้งหยดเดียว” เพราะในที่สุดก็
พัวพันอย่างกว้างขวาง ลึกซึ้ง
ลึกซึ้งไปยังอำนาจ 3 อำนาจ
มีผลไม่เพียงแต่จะต้องพิจารณาจริยธรรมของนักการเมือง หากแต่จริยธรรมนั้นพัวพันทั้งอำนาจนิติบัญญัติ
อำนาจบริหาร และที่สุดคืออำนาจตุลาการ
ฝันร้ายของ “ดับเบิล สแตนดาร์ด” ก็ตามมาหลอกหลอน

