ศาสตราภิชานล้อม เพ็งแก้ว ปราชญ์เมืองเพชร กล่าวเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ที่มติชน อคาเดมี ในที่เสวนาหัวข้อ “สุนทรภู่ : อาลักษณ์เจ้าจักรวาล กับตำนานนักเลงกลอน” โดยสโมสรศิลปวัฒนธรรม สรุปดังนี้
เมื่อพูดถึงสุนทรภู่ ไม่มีใครไม่รู้จัก แต่ประวัติชีวิตที่ทราบกันโดยทั่วไปแตกต่างจากที่สุนทรภู่เขียนสอดแทรกไว้ในผลงานวรรณกรรมเรื่องต่างๆ ซึ่งตนจะขอเชื่อเฉพาะที่สุนทรภู่เขียนไว้เองเท่านั้น เช่น
บ้านเกิดที่ผ่านมาเข้าใจกันว่า เป็นชาว อ. แกลง จ. ระยอง แต่แท้จริงแล้ว บ้านเกิดสุนทรภู่อยู่ที่ “วังหลัง” ฝั่งธนบุรี กรุงเทพฯ แต่มีโคตรญาติย่ายายอยู่ในตระกูลพราหมณ์เมืองเพชรบุรี
“ประวัติของสุนทรภู่จากหนังสือส่วนใหญ่นั้นไม่ถูกต้อง เพราะสุนทรภู่ไม่ใช่คนเมือง แกลง แต่เกิดที่วังหลัง ฝั่งธนบุรี เดี๋ยวนี้คือย่านโรงพยาบาลศิริราช บิดารับราชการในสังกัดกรมพระราชวังหลัง”
“ส่วนที่ชอบพูดกันว่า บิดาสุนทรภู่ไปบวชเพราะหย่าร้าง ก็ไม่จริงอีก เนื่องจากมารดาสุนทรภู่เป็นแม่นม แสดงว่าต้องมีเชื้อสายชนชั้นสูง ส่วนตัวคิดว่าอาจมีเชื้อราชนิกูล อีกอย่างหนึ่งคือ คนจะเป็นแม่นมของพระธิดาในกรมพระราชวังหลังจะหย่าร้างไม่ได้ ดังนั้นบิดาสุนทรภู่คงบวชด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง แต่ไม่ใช่เพราะหย่าร้าง” (มติชน ฉบับวันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2559 หน้า 8)
บิดาสุนทรภู่ บวชล้างกรรมทางการเมือง
สุนทรภู่ไปราชการ (ลับ) ที่เมืองแกลง
บิดาสุนทรภู่เป็นทหารนักรบในกรมพระราชวังหลัง ได้ออกสงครามสำคัญคราวศึกเก้าทัพ เมื่อต้นแผ่นดิน ร.1 พ.ศ. 2328 (ก่อนสุนทรภู่เกิด 1 ปี) รบราฆ่าฟันข้าศึกจำนวนมาก ต้องบวชล้างกรรมตามประเพณีหลังเสร็จศึก
การบวชของบิดาสุนทรภู่เกี่ยวกับราชการ (ไม่ทางตรงก็ทางออ้อม) อยู่ในรัฐสมัยนั้นตลอดเวลา และอาจได้รับมอบหมายภารกิจอย่างใดอย่างหนึ่งจากรัฐด้วย
ฉะนั้น การบวชของบิดาสุนทรภู่จึงไม่เกี่ยวกับการหย่าร้าง และไม่ได้หย่าร้างกับมารดาสุนทรภู่
เมื่อสุนทรภู่แต่งนิราศเมืองแกลงมีความวรรคหนึ่งว่า “แม้เจ้านายท่านไม่ใช้แล้วไม่มา”
แสดงว่าสุนทรภู่ไปเมืองแกลงตามรับสั่งทางราชการ (ลับ) ของกรมพระราชวังหลัง ไม่ใช่งานส่วนตัว และไม่ใช่ไปเที่ยวหรือไปเยี่ยมบิดา ถ้าให้ไปเอง ก็ไม่ไป ไม่อยากไป
นิราศเมืองแกลง ของสุนทรภู่ เป็นนิราศเรื่องแรก (เท่าที่พบหลักฐาน) แต่ง พ.ศ. 2349 เมื่ออายุราว 20 ปี อยู่ในแผ่นดิน ร.1
(อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม เรื่องการบวชของบิดาสุนทรภู่ และปีแต่งนิราศเมืองแกลง โดย ล้อม เพ็งแก้ว พิมพ์ครั้งแรกในศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2545 แล้วรวมอยู่ในหนังสือสุนทรภู่ : อาลักษณ์เจ้าจักรวาล สำนักพิมพ์มติชน 2547)
แม่ของสุนทรภู่เป็นนางนมของธิดาในวังหลัง
นางนม หรือ แม่นม เป็นใคร? มาจากไหน?
สุนทรภู่เกิดที่วังหลัง ปากคลองบางกอกน้อย ฝั่งธนบุรี บริเวณเคยเป็นเรือกสวน ที่
เรียกกันทั่วไปแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาว่า บางกอก
วังหลัง เป็นวังของกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข เจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ (พระนามเดิมว่า ทองอิน) เคยรับราชการในแผ่นดินพระเจ้าตาก เป็นพระยาสุริยอภัย เมืองนครราชสีมา
[ร.1 พระราชทานที่ดินให้เป็นวังหลังอยู่สวนลิ้นจี่ ปากคลองบางกอกน้อย ทุกวันนี้คือบริเวณโรงพยาบาลศิริราช ที่ขยายครอบคลุมถึงพื้นที่เคยเป็นสถานีรถไฟธนบุรีด้วย ปัจจุบันยังมีท่าเรือวังหลังกับซอยวังหลังเป็นพยาน]
ก่อนได้รับสถาปนาเป็นเจ้านายกรมพระราชวังหลัง นายทองอินเป็นลูกชายของพระพี่นางองค์โต (หรือพี่สาวคนโตของ ร.1) ในตระกูลขุนนางพ่อค้าใกล้ป้อมเพชร กรุงศรีอยุธยา มีเครือญาติบริวารบ่าวไพร่จําานวนมาก
พ่อกับแม่ของสุนทรภู่ เป็นเครือญาติบริวารกลุ่มหนึ่งของพระพี่นางองค์โต
สุนทรภู่เขียนบอกไว้เองในนิราศเมืองเพชร ว่าบรรพชนโคตรญาติปู่ย่าตายาย เป็นตระกูลพราหมณ์เมืองเพชรบุรี (ที่สืบไปถึงพราหมณ์รามราชจากอินเดียใต้)
แสดงว่าบรรพชนของสุนทรภู่ย้ายจากเมืองเพชรบุรี เข้าไปตั้งหลักแหล่งอยู่พระนครศรี
อยุธยาหลายชั่วคน จนเป็นเครือญาติบริวารของตระกูลใหญ่ย่านป้อมเพชร
แม่ของสุนทรภู่จึงได้เป็นนางนมของธิดาในกรมพระราชวังหลัง มีคัมภีร์โบราณกําหนดคุณสมบัติผู้จะเป็นนางนมบุตรธิดาของเจ้านายไว้โดยเฉพาะ
[สรุปจากหนังสือ สุนทรภู่เกิดวังหลัง ผู้ดีบางกอก ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2547]
แม่นม หรือ นางนม มีตําาราบอกรายละเอียดไว้ ดูใน www.sujitwongthes.com

ข้อมูลใหม่ ประวัติและงานของสุนทรภู่
ครูส่วนมากรับรู้หมดแล้ว ทยอยเปลี่ยนความคิดแล้ว
ศ.เกียรติคุณ ดร. กุสุมา รักษมณี ผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณคดีไทยและสันสกฤตอันดับต้นๆ ของเมืองไทยบอกว่า เมื่อมีหลักฐานใหม่ที่ได้รับการยอมรับในแวดวงวิชาการ ควรปรับเปลี่ยนเนื้อหาในการเรียนการสอน
กรณีประวัติ “สุนทรภู่” นั้น มีการอบรมครูให้รับรู้ข้อมูลใหม่แล้ว อย่างเรื่องบ้านเกิดที่วังหลัง ไม่ใช่เมืองแกลง ส่วนประเด็นอื่นๆ ที่ถกเถียงกันเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ ช่วยให้สังคมเพิ่มพูนความรู้ ไม่ใช่เรื่องของการ “เอาชนะ” ส่วนผู้ที่ยังยึดติดกับความรู้เดิม จึงไม่ชอบใจเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลนั้น ถือเป็นเรื่องธรรมดา สิ่งสำคัญคือต้องพูดกันด้วยเหตุผล ต่อไปจะเป็นที่ยอมรับเอง
“มีคนศึกษาเยอะเกี่ยวกับสุนทรภู่ มีข้อมูลใหม่ๆ ออกมา เป็นที่ยอมรับ ครูมัธยมได้รับการอบรมด้านวรรณคดีก็ได้รับข้อมูลเหล่านี้แล้ว หลักฐานใหม่บางอย่างช่วยให้เข้าใจวรรณคดีบางเรื่องมากขึ้น เช่น ทำไมท่านผูกพันกับสถานที่นั้นๆ แม้สุนทรภู่เสียชีวิตไปนานแล้ว เป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว แต่เป็นสิ่งที่นำมาถกเถียงกันได้ เพราะเป็นเรื่องวิชาการ ไม่ใช่การเอาชนะ” ศ.เกียรติคุณ ดร.กุสุมาสรุป (มติชน ฉบับวันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2559 หน้า 11)

สพฐ. ศธ. ต้องการข้อมูลหลักฐานเรื่องสุนทรภู่
ไม่เต้นตามกระแส และยังไม่ปรับหลักสูตร
น.ส. นิจสุดา อภินันทาภรณ์ ผู้อำนวยการสถาบันภาษาไทย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แจกแจงว่า
หากจะวิพากษ์วิจารณ์ถึงข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ก็อยู่ที่การตีความ บางเรื่องตั้งข้อสันนิษฐานได้หลายทาง เช่นที่ว่า เมืองแกลงไม่ใช่บ้านเกิด “สุนทรภู่” ก็คิดได้ แต่ก็เป็นไปได้เช่นกัน เพราะในนิราศเมืองแกลง บอกชัดเจนว่า “สุนทรภู่” เดินทางไปเยี่ยมพ่อที่เมือง แกลง แต่แม่ของ “สุนทรภู่” ทำงานรับใช้อยู่วังหน้า ซึ่งตามธรรมเนียมแล้ว หากคนในวังแต่งงาน ต้องออกไปอยู่กับสามี ซึ่งพ่อของ “สุนทรภู่” มีบ้านอยู่เมืองแกลง เมื่อเลิกรากัน แม่ก็กลับมาอยู่บ้านที่วังหลัง โดย “สุนทรภู่” ตามมาอยู่ด้วย ซึ่งในหลักฐานประวัติศาสตร์ไม่ได้บอกชัดเจนว่า “สุนทรภู่” เกิดที่ไหน จึงสันนิษฐานได้ทั้งสองแห่ง—-
เรื่องทั้งหมดมีทั้งข้อเท็จจริงและเรื่องราวที่ “สุนทรภู่” แต่งขึ้นตามอารมณ์ความรู้สึก แต่ละบทที่ สพฐ. เลือกมาให้เด็กเรียน ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมในยุคสมัยนั้น โดยผ่านการพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์อย่างถี่ถ้วน
“เมื่อมีนักวิชาการกลุ่มหนึ่งออกมาวิพากษ์วิจารณ์ สพฐ.คงไม่ไปเต้นตามแล้วปรับหลักสูตร เว้นแต่นักวิชาการเหล่านั้นจะมีข้อมูลหลักฐานมายืนยันข้อเท็จจริงและได้รับการพิสูจน์อย่างรอบคอบแล้ว ก็อาจเป็นไปได้ที่จะมีการปรับหลักสูตรหรือชำระประวัติศาสตร์หนังสือเรียนที่เกี่ยวข้องกับสุนทรภู่” น.ส. นิจสุดาสรุป (มติชน ฉบับวันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2559 หน้า 11)
ทางการ “อำนาจนิยม” ไม่สนใจ ทั้งๆ หลักฐานเพียบ
สุนทรภู่อยู่วังหลัง คนบางกอกน้อย ฝั่งธนบุรี
1. สุนทรภู่ไม่เคยเขียนบอกว่าเกิดและโต จนมีเหย้าเรือนที่บ้านกร่ำ เมืองแกลง
2. นิราศเมืองแกลง สุนทรภู่เขียนบอกไว้ชัดเจนว่าไปราชการของเจ้านายมีถึงบิดา ที่บวช ไม่ได้ไปเยี่ยมบ้านเกิด
ทางการว่าสุนทรภู่เกิดบ้านกร่ำ เมืองแกลง แต่ตลอดเวลาหลายสิบปีมาแล้วไม่เคยแสดงหลักฐานอะไรเลย มีแต่สันนิษฐานลอยๆ ตามๆ กันมา
ครั้น อ. ล้อม เพ็งแก้ว หลายสิบปีมาแล้วแสดงหลักฐานและร่องรอยเพียบพร้อมทางประวัติศาสตร์โบราณคดี พิมพ์เป็นเล่มหลายเล่ม ทางการกลับเรียกหาข้อมูลหลักฐานมายืนยันอีก ทั้งๆ ยืนและยันเป็นเล่มๆ จนจะท่วมหัว
อย่างน้อยทางการควรยกเลิกไปก่อนเรื่องถิ่นกำเนิดสุนทรภู่อยู่บ้านกร่ำ เมืองแกลง แล้วเปิดกว้างไว้ให้ร่วมกันหาข้อมูลมาแชร์กัน แต่นี่ทางการพูดอย่างวางอำนาจ
ศ.ดร. ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ธรรมศาสตราภิชาน วิทยาลัยนานาชาติ ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่าสังคมที่เชื่อตามตำราโดยไม่พิจารณาเหตุผลหรือตั้งคำถามใดๆ สะท้อนถึงการตกอยู่ภายใต้อำนาจ เรียกได้ว่าเป็น “สังคมอำนาจนิยม” ไม่ใช่เฉพาะประเด็น “สุนทรภู่” สังคมต้องเริ่มวิพากษ์ ใช้วิจารณญาณ ดูบริบทสังคมและหลักฐานประวัติศาสตร์ที่มีผู้นำเสนอข้อมูลใหม่ๆ
“แทบทุกเรื่องในไทยจะเจออำนาจพิเศษอยู่เรื่อย พอมีคนเสนออะไร ก็จะมีคำพูดที่ว่า ตำราบอกอย่างนั้น กระทรวงบอกอย่างนี้ แทนที่จะอ่านข้อมูลแล้วใช้สามัญสำนึกตัวเองตัดสินว่าเป็นไปได้หรือไม่ เช่น เด็กรุ่นใหม่วิพากษ์เรื่องหนึ่ง คนก็บอกว่าเป็นแค่นักเรียนทำไมยุ่งจัง คนที่มีความคิดจะวิพากษ์ก็เลยรู้สึกเบื่อหน่าย จึงนำมาซึ่งสังคมที่เชื่อตามกันเพื่อสอบผ่าน เพื่อความปลอดภัย เพื่อให้ไม่มีใครด่า พออยู่กับอำนาจนิยมนานๆ ก็เป็นความเคยชิน กลายเป็นสังคมรู้น้อย เพราะคิดว่ารู้มากยากนาน คิดใหม่เดี๋ยวมีอุปสรรค จริงๆ แล้วทุกคนต้องช่วยกัน อะไรที่เถียงกันได้ก็เถียงกัน อย่าเอาอำนาจนิยมมาปิดปาก” (มติชน ฉบับวันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2559 หน้า 11)

