ยิ่งวันที่ 7 สิงหาคม “ใกล้” เข้ามามากเท่าใด ยิ่งฉายให้เห็นความเป็นจริงของกระบวนการ “ประชามติ” ร่างรัฐธรรมนูญเด่นชัดมากขึ้นเท่านั้น
ไม่ว่าจะมองผ่านตัว “ร่างรัฐธรรมนูญ”
ไม่ว่าจะมองผ่าน “โครงสร้าง” แห่งการขับเคลื่อนของกระบวนการ “ประชามติ” ทั้งในด้านของฝ่าย “รับ” และในด้านของฝ่าย “ไม่รับ”
เหมือนกับ พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 จะเป็น “เครื่องมือ”
แต่ภายในรายละเอียดของการเคลื่อนไหวดูเหมือนว่าลำพังเพียง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 อันจัดทำโดย กกต.และผ่านการปรับแต่ง เสริมความแข็งแกร่ง โดยสมาชิก สนช.ก็ทำท่าว่าจะเอาไม่อยู่
จึงต้องงัดเอาประกาศและคำสั่ง คสช.ตั้งแต่เมื่อแรกลงมือรัฐประหาร และงัดเอา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เข้ามาประกอบเสริม
และที่สุดก็ต้องดัน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ออกมา
สภาพและบรรยากาศยังดำรงอยู่ภายในกรอบใหญ่ กรอบกว้างที่รับรู้ว่า การเคลื่อนไหวโน้มเอนไปในทางให้ “รับ” ขณะเดียวกัน ก็กีดกัน บีบรัดฝ่าย “ไม่รับ” ให้อยู่ในพื้นที่ที่แน่นอน
เป้าหมายคือจะต้องให้ “ผ่าน” มิใช่ “ไม่ผ่าน”
แรกทีเดียวเหมือนกับว่าเมื่อมองผ่าน “ร่างรัฐธรรมนูญ” ประสานกับมองผ่านกระบวนการ “ประชามติ” คล้ายกับจะสะท้อนความขัดแย้งหลัก
ระหว่าง 1 กลุ่มครองอำนาจ กับ 1 กลุ่มพรรคเพื่อไทย
นี่คือความขัดแย้งหลักที่ดำรงอยู่จากรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 และต่อเนื่องมายังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
คสช.ยังดำรง “เป้าหมาย” นี้ไม่แปรเปลี่ยน
แต่เนื่องจากเจตจำนงโดย “พื้นฐาน” ในทางความคิดเป็นเช่นนี้จึงปรากฏผ่านเนื้อหาของ “ร่างรัฐธรรมนูญ” จึงแสดงออกผ่านร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 อย่างไม่ปิดบังอำพราง
ผลก็คือ ได้ขยาย “กรอบ” แห่ง “ความขัดแย้ง” ออกไป
หากรับฟังการร่วมอภิปรายแสดงความคิดของหลายพรรคการเมืองอันไม่เพียงแต่จะมาจากพรรคเพื่อไทยหรือพรรคไทยรักไทย นั่นก็คือ มีคนจากพรรคประชาธิปัตย์ มีคนจากพรรคชาติไทยพัฒนา ก็จะรับรู้ว่า ความรู้สึกไม่ยอมรับต่อ “ร่างรัฐธรรมนูญ” และกระบวนการ “ประชามติ” ได้ปรากฏอย่างกว้างขวาง
ทำท่าว่าจะแปรเป็นความขัดแย้งระหว่างความคิด “รัฐประหาร” กับการต่อต้านรัฐประหาร ทำท่าว่าจะแปรเป็นความขัดแย้งระหว่าง “เผด็จการ” กับ “ประชาธิปไตย”
ยิ่งส่องเข้าไปใน “โครงสร้าง” กระบวนการ “ประชามติ” ยิ่งมากด้วยความแหลมคม
ถามว่า คสช.และรัฐบาล อันสัมผัสได้ผ่านโครงสร้างที่เรียกกันว่า “แม่น้ำ 5 สาย” วางหลักประกันและความมั่นใจอยู่กับปัจจัยอะไร
ตอบได้เลยว่า อยู่กับ “ระบบราชการ”
เห็นได้จากการอาศัยกระบวนการแห่ง ครู ก. ครู ข. ครู ค. โดยมีกระทรวงมหาดไทยและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นมือไม้
เห็นได้จากการอาศัยกระบวนการแห่ง “รด.จิตอาสา” โดยผ่านเข้าไปในเครือข่ายการจัดตั้งมวลชนของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) อันแยกกระจายกันอยู่ตามกองทัพภาคต่างๆ ทั่วประเทศ
ถามว่าแล้วฝ่ายที่เคลื่อนไหวเพื่อ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญวางหลักประกันความมั่นใจอยู่กับปัจจัยอะไร
ตอบได้เลยว่า ปัจจัยทางการเมือง ปัจจัยของ “มวลชน”
ฝ่ายที่เสนอแนวคิด “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ 1 ชี้ให้เห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตย ต้องการสืบทอดอำนาจ 1 ชี้ให้เห็นว่าฝ่ายที่กุมอำนาจรัฐดำเนินการกีดกัน กลั่นแกล้ง และปฏิบัติต่อฝ่ายไม่เห็นด้วยอย่างไม่เป็นประชาธิปไตย
เปิดโปงลักษณะอันไม่เป็น “ประชาธิปไตย” ของฝ่ายที่ต้องการผลักดัน “ร่างรัฐธรรมนูญ” ผ่านประชามติ
ต่างฝากความหวังไว้กับ “มวลชน” เช่นเดียวกัน แต่ “เป้าหมาย” ไม่เหมือนกัน
การต่อสู้ผ่านกระบวนการ “ประชามติ” โดยมี “ร่างรัฐธรรมนูญ” เป็นเดิมพันในวันที่ 7 สิงหาคมจึงแหลมคม
1 เหมือนกับเป็นการปะทะระหว่างเผด็จการกับประชาธิปไตย ขณะเดียวกัน 1 เหมือนกับเป็นการปะทะระหว่างพลังของระบบราชการกับพลังของพรรคและกลุ่มทางการเมือง
โดยมี “อนาคต” ของประเทศเป็น “เป้าหมาย”

