ในที่สุด นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านได้นำญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีอีก 5 คน แก่ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร
รายชื่อรัฐมนตรีที่อยู่ในญัตตินอกจาก พล.อ.ประยุทธ์แล้ว ยังมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ข้อกล่าวหาในภาพกว้างประกอบด้วย ไม่ซื่อสัตย์สุจริต บริหารงานทำให้ประเทศเสียหาย ใช้อำนาจแทรกแซงข้าราชการ ไม่มีคุณสมบัติในตำแหน่ง ขาดความรู้ความสามารถ ขาดคุณธรรม ผิดจริยธรรม เป็นต้น
หลังจากฝ่ายค้านยื่นญัตติแล้ว ประธานสภาจะนำญัตติไปบรรจุวาระ
คาดว่าจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจกันปลายเดือนกุมภาพันธ์
ก่อนปิดสมัยประชุม
ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจจากการยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้คือ พรรคเศรษฐกิจใหม่ที่อยู่ฝ่ายค้านได้ทำหนังสือถึงผู้นำฝ่ายค้าน
ขอถอนพรรคเศรษฐกิจใหม่ออกจากฝ่ายค้าน
กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นสอดรับกับกระแสข่าวก่อนหน้านี้หลายครั้งที่ระบุว่า พรรคเศรษฐกิจใหม่จะข้ามฟาก
ด้วยอาการ “งูเห่า” ครั้งแรก และตามมาด้วยอาการเดียวกันในครั้งหลัง แม้ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ผู้ประกาศต่อประชาชนว่าไม่เอา คสช. ไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ จะยืนยันว่าอยู่ฝ่ายค้านแน่ แต่ในที่สุดพรรคเศรษฐกิจใหม่ก็ถอนตัวจากไป
อาการของพรรคฝ่ายค้าน นอกจากจะสั่นไหวจากกรณี “งูเห่า” หลายครั้งในสมัยประชุมสภานี้แล้ว ยังมีความสั่นสะเทือนที่สะท้อนออกมาจากการหารือเพื่อยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ
โดยเฉพาะการกำหนดตัวรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปราย
ทั้งนี้พรรคเพื่อไทย มี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นหัวหน้าทีมนอกสภา ติวเข้มและเฟ้นหาประเด็นซักฟอก
รายชื่อแรกที่ขึ้นบัญชีคือ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี
ตามมาด้วยชื่อ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ไม่มีชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
เมื่อข่าวคราวสะพัดว่าไม่มีชื่อ พล.อ.ประวิตรอยู่ในบัญชีรายชื่อรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ เสียงคัดค้านก็ดังขึ้นจากฟากฝั่งของพรรคฝ่ายค้านเอง
ทั้งนี้เพราะมีสมาชิกพรรคเพื่อไทย และมีพรรคการเมืองฝ่ายค้านอื่นที่เห็นว่า พล.อ.ประวิตรต้องอยู่ในบัญชีชื่อด้วย
สังเกตได้ว่า เมื่อเริ่มมีความเห็นแย้ง รายชื่อของรัฐมนตรีอีกหลายคนก็เริ่มปรากฏออกมา
เป็นทั้งข่าวจริง และเฟคนิวส์
ในบรรดาชื่อรัฐมนตรีที่อยู่ในข่ายถูกอภิปรายมีทั้งนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
ท่ามกลางกระแสข่าวที่กระพือขึ้น กระแส “เกี้ยเซี้ย” ก็กระหึ่มไปทั่ว
กระแสข่าวที่สะพัดมีทั้งการใช้เส้นสายวิ่งล็อบบี้ให้ถอดชื่อออกจากบัญชีรัฐมนตรีที่ต้องถูกอภิปราย มีกระแสการต่อรอง รวมไปถึงประกาศิตว่าจะต้องรอดจากการซักฟอก
กระแสข่าวดังกล่าวเป็นจริงหรือเท็จไม่ทราบได้ แต่ได้กดดันให้ 7 พรรคฝ่ายค้านต้องประชุมกันหนัก
การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางที่เคยกำหนดจึงต้องเลื่อนมาเรื่อยๆ
กระทั่งวันที่ 30 มกราคม ก่อนวันยื่นญัตติ 1 วัน หัวหน้าพรรค 7 พรรคฝ่ายค้านยังประชุมกันเครียด
แต่ในที่สุดก็ตัดชื่อรัฐมนตรีจาก 9 คน เหลือยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ 6 คน
ในจำนวนนี้ชื่อของ พล.อ.ประวิตรยังคงติดบัญชีถูกซักฟอก
ขณะที่สถานการณ์ของพรรคฟากฝั่งรัฐบาลก็ไม่ได้ดีนัก คะแนนนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ตกวูบอย่างน่าใจหาย
ยิ่งเมื่อประเทศประสบปัญหาซ้ำซ้อน ทั้งปัญหาฝุ่นพิษ ปัญหาไวรัสโคโรนา และปัญหางบประมาณ 2563 ล่าช้า ทำให้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจยากยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะปัญหางบฯล่าช้าที่สืบเนื่องมาจาก “เสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน” นั้น ทำให้รัฐบาลถูกตำหนิ
ทั้งนี้เพราะ ส.ส. ที่มีพฤติกรรม “เสียบบัตรแทนกัน” เป็น ส.ส.จากฟากฝั่งของรัฐบาล
วันต่อมามีคลิปภาพ “เสียบบัตรแทนกัน” โผล่ขึ้นมาอีก ก็พบว่า บุคคลในภาพเป็น ส.ส.จากฟากฝั่งรัฐบาล
อีกวันต่อมา มีคลิปภาพ “เสียบบัตรแทนกัน” อีกครั้ง แม้วาระการเสียบบัตรจะไม่อยู่ในวาระเดียวกัน
แต่บุคคลที่อยู่ในคลิปก็ยังเป็น ส.ส.จากฟากฝั่งรัฐบาล
นี่จึงเป็นปัญหาของฝ่ายรัฐบาล
เป็นปัญหาที่นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่มองว่า มาจากปัญหา “เสียงปริ่มน้ำ”
การแก้ปัญหา “เสียงปริ่มน้ำ” จะเกิดขึ้นอีกครั้งในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังจะถึงในเดือนกุมภาพันธ์นี้
ทั้งนี้เพราะการอภิปรายไม่ไว้วางใจจำเป็นต้องลงมติในช่วงท้าย
ขณะที่เสียงฝ่ายรัฐบาลยังอยู่ในระดับ “ปริ่มๆ” ดังนั้น เพื่อให้สบายใจ พรรคฝ่ายรัฐบาลจึงจำเป็นต้องชักชวนให้ ส.ส.พรรคฝ่ายค้านโหวตให้
ศึกการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังจะถึง จึงอาจจะเกิดปรากฏการณ์ทางการเมืองขึ้นได้หลากหลายรูปแบบ
หากพรรคฝ่ายค้านมีข้อมูลชัดแจ้ง มีความสามัคคีกันอย่างแน่นเหนียว พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐมนตรีอีก 5 คน ย่อมได้รับผลกระทบ
หากพรรคฝ่ายค้านมีปัญหาเรื่องข้อมูล การกล่าวหาไร้หลักฐาน พรรคฝ่ายค้านเองย่อมได้รับผลสะเทือน
ขณะเดียวกัน หากในวันลงมติไม่ไว้วางใจ พรรคฝ่ายรัฐบาลผิดคิวโหวตสวน พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐมนตรีอีก 5 คนก็ต้องเหนื่อย
แต่ถ้าสุดท้ายแล้ว พรรคฝ่ายค้านเสียงแตกในตอนลงมติ
กระแส “เกี้ยเซี้ย” จะกระหึ่มขึ้นมาอีกครั้ง
ดังนั้น ศึกซักฟอกที่กำลังจะเกิดขึ้น ผลกระทบไม่ได้เกิดแก่นายกฯ และรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจเท่านั้น
หากแต่เป็นการท้าพิสูจน์ข้อครหาที่กำลังเกิดขึ้นกับฝ่ายค้านในห้วงเวลานี้ด้วยเช่นกัน

