หน้าแรก คอลัมนิสต์ สุจิตต์ วงษ์เ...

สุจิตต์ วงษ์เทศ: สุนทรภู่เคยกินเหล้าก่อนบวช แต่ไม่ใช่อาลักษณ์ขี้เมา เป็น “อาลักษณ์นักเลงทำเพลงยาว เขมรลาวลือเลืองถึงเมืองนคร”

30.06.16 | 00:24 น.

สุนทรภู่ถูกใส่ร้ายจากเจ้านายสมัยหลัง และจากตำราวิชาการ ว่าเป็นอาลักษณ์ขี้เมา เจ้าชู้ อยู่อย่างไพร่ ไร้เคหา เกะกะเกเร ได้แต่ร่อนเร่ลอยเรือ แล้วทะเลาะกับ ร.3
แท้จริงแล้วสุนทรภู่เกิดวังหลัง ผู้ดีบางกอก มหากวีกระฎุมพี มีวิชารู้เท่าทันโลกและชีวิต สืบตระกูลพราหมณ์ผู้ดีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา แล้วใกล้ชิดพระราชวงศ์จักรี
ตัวตนแท้จริงของสุนทรภู่มีอาชีพรับราชการ เป็นนักปราชญ์ประจำราชสำนัก ร.2 มีความสามารถพิเศษทางกวีนิพนธ์ (แต่ไม่ได้มีอาชีพเป็นกวี เพราะยุคนั้นไม่มีอาชีพกวี)
สุนทรภู่ฝักใฝ่ทางการเมืองในเจ้าฟ้ามงกุฎ จนขัดแย้งกับ ร.3 เลยต้องออกบวชหนีราชภัย แต่ต้องอยู่ในสายตาของรัฐ และในความอุปการะของเจ้านายชั้นสูงตลอดชีวิต แล้วแต่งหนังสือหลายเรื่องเป็นที่รู้กัน ย่อมเป็นพยานว่าไม่มีโอกาสกินเหล้าเมามายดังผู้ใส่ร้ายป้ายสี
ผมเคยรวบรวมความรู้จากครูบาอาจารย์ทั้งรุ่นเก่า รุ่นใหม่ แล้วพิมพ์เป็นเล่ม วางตลาดทั่วประเทศ ตั้งแต่ พ.ศ. 2547 จะยกมาแบ่งปันกันอีกครั้ง ดังนี้

ฉบับพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2547
ฉบับพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2547
ฉบับพิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. 2553
ฉบับพิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. 2553
รูปปั้นภิกษุสุนทรภู่และของใช้อื่นๆ จัดไว้ภายในกุฏิสุนทรภู่ วัดเทพธิดาราม (ภาพถ่ายเก่าก่อน พ.ศ. 2543)
รูปปั้นภิกษุสุนทรภู่และของใช้อื่นๆ จัดไว้ภายในกุฏิสุนทรภู่ วัดเทพธิดาราม (ภาพถ่ายเก่าก่อน พ.ศ. 2543)

เคยกินเหล้าก่อนบวช แต่ไม่ใช่ “อาลักษณ์ขี้เมา”

สุนทรภู่เดิเที่วังหลัง เป็นผู้ดีบางกอก เติบโตอยู่วังหลังตั้งแต่เกิด

ถึงอายุ 23 เข้ารับราชการวังหลวง อายุ 38 บวชเป็นพระภิกษุอีก 18 ปี ถึงอายุ 56 ก็สึกจากภิกษุ ควรมีช่วงกินเหล้าเมายาบ้างเล็กน้อยราว 18 ปี ระหว่างอายุ 20-38 ยังไม่มีงานแต่งหนังสือเป็นชิ้นเป็นอันโดดเด่นอะไรนัก

แต่ช่วงบวชเป็นภิกษุ 18 ปี ไม่ได้แตะต้องสุรายาเมา สุนทรภู่สร้างผลงานแต่งหนังสือวรรณคดีกวีนิพนธ์อันยิ่งใหญ่หลายเรื่อง

เช่น นิราศภูเขทอง, นิราศเมืองเพชร, โคลงนิราศสุพรรณ, เพลงยาวถวายโอวาท, กาพย์พระไชยสุริยา, รำพันพิลาป ฯลฯ

Advertisement

ส่วนงานมหากาพย์เรื่องยิ่งใหญ่ระดับนานาชาติ คือ พระอภัยมณี

ฉะนั้น ที่กล่าวกันว่าสุนทรภู่เป็นอาลักษณ์ขี้เมา แต่แต่งหนังสือดี จึงไม่ตรงกับความเป็นจริง

เพราะถ้าขี้เมาจริงอย่างนั้นก็แต่งหนังสือดีไม่ได้ ถึงแต่งได้ก็ไม่มากเท่าที่มีอยู่ แล้วยังมีต้นฉบับหายไปหาไม่พบอีกไม่น้อย

ย่อมเป็นพยานในตัวเองว่าสุนทรภู่ไม่มีเวลาอย่างอื่น นอกจากแต่งหนังสือ และศึกษาค้นคว้าแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จนมีวิชารู้เท่าทันโลกและชีวิต

 

บวช “การเมือง”, หนีราชภัย “การเมือง”, เพราะเล่น “การเมือง”

เกิดความผันผวนในราชสำนักเมื่อ ร. 2 สวรรคต พ.ศ. 2367 ราชสมบัติตกอยู่กับกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ได้เสวยราชย์เป็น ร.3 (ครองราชย์ พ.ศ. 2367-2394)

สุนทรภู่ร้อนตัวกลัวราชภัย ต้องออกบวชเป็นภิกษุหนีราชภัย พ.ศ. 2367 นับแต่กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์เป็น ร.3

สุนทรภู่เป็นกวีราชสำนัก (ร.2) เป็น “อาลักษณ์นักเลงทำเพลงยาว” และเป็น “ปัญญาชน” ฝ่ายก้าวหน้าที่ฝักใฝ่อยู่กับเจ้าฟ้ามงกุฎ (พระนามเดิมของ ร.4) กับเจ้าฟ้าน้อย (พระนามเดิมของพระปิ่นเกล้าฯ)

เจ้านาย 2 พระองค์ทรงเป็นราชโอรสของ ร.2 ที่มีสิทธิชอบธรรมในการสืบราชสมบัติต่อจากสมเด็จพระราชบิดา

พ.ศ. 2367 เจ้าฟ้ามงกุฎมีพระชนมายุครบเกณฑ์บรรพชา จึงเสด็จออกทรงผนวชได้เพียง 15 วัน ก็เกิดเหตุการณ์ผลัดแผ่นดิน เมื่อสมเด็จพระบรมชนกนาถ คือ ร.2 เสด็จสวรรคตอย่างปัจจุบันและอย่างมีปัญหาเคลือบแคลง เป็นเหตุสำคัญให้ตัดสินพระทัยทรงผนวชต่อไปอย่างไม่มีกำหนดจนตลอดแผ่นดิน ร.3 นานถึง 27 พรรษา จึงลาผนวชเมื่อ พ.ศ. 2394 เพื่อขึ้นเสวยราชสมบัติตามคำกราบบังคมทูลของกลุ่มขุนนางผู้มีอำนาจในยุคนั้น

สุนทรภู่ออกบวชเมื่อ พ.ศ. 2367 ขณะนั้นอายุ 38 ปี จึงไม่ใช่บวชตามประเพณีปกติ แต่เป็นที่รู้กันว่าบวชการเมืองหนีราชภัย เมื่อรู้ว่า ร.3 เสวยราชย์ (ระหว่าง พ.ศ. 2367-2394) เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งต่างจากที่เคยคาดคะเนว่าราชสมบัติควรตกอยู่กับเจ้าฟ้ามงกุฎที่ตนฝักใฝ่เลื่อมใส แล้วถือตนว่าเป็นข้าช่วงใช้มาตลอด

การออกบวชของสุนทรภู่จึงไม่ใช่เรื่อง “ถูกถอด” จากตำแหน่งแห่งหนเพราะสมญา “อาลักษณ์ขี้เมา” ที่มีผู้ตั้งให้ภายหลังอย่างเหลวไหล และไม่ใช่เรื่อง “ส่วนตัว” กรณีแก้กลอนหน้าพระที่นั่งใน ร.2

แต่ควรเป็นเรื่องความขัดแย้งทางความคิดการเมืองในราชสำนักครั้งนั้น ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย สุนทรภู่ถึงต้องหนีราชภัยไปบวช

แต่ก็ไม่ได้เร่ร่อนไร้เคหา เพราะ ร.3 โปรดให้ “เจ้านาย” ชั้นสูงคอยดูแลอุปถัมภ์ค้ำจุนไม่ขาดแคลน

พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.3 ประดิษฐานในปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม กรุงเทพฯ (ภาพจาก จิตรกรรมและประติมากรรมแบบตะวันตกในราชสำนัก เล่ม 1, 2536)
พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.3 ประดิษฐานในปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม กรุงเทพฯ (ภาพจาก จิตรกรรมและประติมากรรมแบบตะวันตกในราชสำนัก เล่ม 1, 2536)
พระสาทิสลักษณ์กรมหมื่นเทพอัปสรสุดาเทพ อยู่ในพระอุโบสถวัดเทพธิดาราม ที่ทายาทสายราชสกุลใน ร.3 ให้ช่างในสมัยปัจจุบันวาดขึ้นตามจินตนาการ (ภาพจาก ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 31 ฉบับที่ 6 เดือนเมษายน 2553)
พระสาทิสลักษณ์กรมหมื่นเทพอัปสรสุดาเทพ อยู่ในพระอุโบสถวัดเทพธิดาราม ที่ทายาทสายราชสกุลใน ร.3 ให้ช่างในสมัยปัจจุบันวาดขึ้นตามจินตนาการ (ภาพจาก ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 31 ฉบับที่ 6 เดือนเมษายน 2553)

ไม่เคยถูกรังแก จาก ร.3

ร.3 ไม่เคยรังแก และไม่ได้รังเกียจสุนทรภู่ ดังจะเห็นว่าเมื่อเสด็จขึ้นครองราชสมบัติได้ราว 5 ปี จนถึง พ.ศ. 2372 พระราชทานอนุญาตให้เจ้าฟ้าเล็กๆ 2 พระองค์ คือเจ้าฟ้ากลาง กับเจ้าฟ้าปิ๋ว มอบตัวเป็นศิษย์เรียนวิชากับภิกษุสุนทรภู่

คราวนี้เองที่สุนทรภู่ แต่งเพลงยาวถวายโอวาท พาดพิงสำนึกในพระกรุณาของ ร.3 ว่า

เหตุว่าฝ่าพระบาทได้ขาดเสร็จ             โดยสมเด็จประทานตามความประสงค์

ทูลกระหม่อมยอมในพระทัยปลง                   ถวายองค์อนุญาตเป็นขาดคำ

อีก 10 ปีต่อมา เมื่อ พ.ศ. 2382 พระราชทานอนุญาตให้พระธิดาใหญ่องค์โปรด คือ กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ทรงอุปถัมภ์อุปฐากภิกษุสุนทรภู่ให้ไปจำพรรษาอยู่วัดเทพธิดาราม ที่รัชกาลที่ 3 ทรงสร้างประทานพระธิดาองค์นี้

ครั้งนี้เองที่สุนทรภู่แต่งพระอภัยมณี ตามรับสั่งกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ แล้วมีผู้นิยมอ่านมากตั้งแต่ครั้งนั้น อันเป็นช่วงที่พระนางเจ้าวิกตอเรียเป็นราชินีครองอังกฤษ และได้ลังกาเป็นเมืองขึ้นแล้ว เท่ากับเป็นราชินีครองลังกาด้วย

นอกจากนั้นยังเป็นช่วงเวลาที่สุนทรภู่เดินทางไปหัวเมืองต่างๆ มีลูกศิษย์และบ่าวไพร่พายเรือให้ทุกครั้ง แล้วกลับมาแต่งนิราศหลายเรื่องที่วัดเทพธิดาราม รวมทั้งรำพันพิลาป

สุนทรภู่ลาสิกขาสึกจากภิกษุที่วัดเทพธิดาราม เมื่อ พ.ศ. 2385 ขณะนั้นอายุ 56 ปี รวมเวลาตั้งแต่บวชจนสึกได้ 18 พรรษา

ขณะสุนทรภู่สึก ร.3 ยังเป็นพระเจ้าแผ่นดินจนสวรรคต เมื่อ พ.ศ. 2394

สุนทรภู่ไปเป็นข้ารับใช้อยู่กับพระปิ่นเกล้าฯ ที่พระราชวังเดิม โดย ร.3 มิได้ว่ากล่าวใดๆ ย่อมเป็นพยานว่ามิได้เคยทรงรังแก เพียงแต่ไม่โปรดให้รับราชการในวังหลวงเท่านั้น

คลองบางระมาด ที่สุนทรภู่ไปอยู่บ้านสวนริมวัดเรไร บั้นปลายชีวิตของสุนทรภู่ได้ไปซื้อที่อยู่ในสวนริมวัดเรไร ตำบลบางระมาด
คลองบางระมาด ที่สุนทรภู่ไปอยู่บ้านสวนริมวัดเรไร บั้นปลายชีวิตของสุนทรภู่ได้ไปซื้อที่อยู่ในสวนริมวัดเรไร ตำบลบางระมาด
มีคำบอกเล่าว่า พิธีศพสุนทรภู่ทำที่วัดชิโนรส ริมคลองมอญ ฝั่งธนบุรี เป็นวัดที่กรมสมเด็จพระปรมนุชิตชิโนรส (วัดโพธิ์) ทรงสร้าง จิตรกรรมฝาผนังโบสถ์วัดชิโนรสาราม ริมคลองมอญ ฝั่งธนบุรี ที่พยายามจำลอง “ความจริง” จากแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วแลเห็นวัดพระชุตพนฯ ริมฝั่งแม่น้ำ
มีคำบอกเล่าว่า พิธีศพสุนทรภู่ทำที่วัดชิโนรส ริมคลองมอญ ฝั่งธนบุรี เป็นวัดที่กรมสมเด็จพระปรมนุชิตชิโนรส (วัดโพธิ์) ทรงสร้าง
จิตรกรรมฝาผนังโบสถ์วัดชิโนรสาราม ริมคลองมอญ ฝั่งธนบุรี ที่พยายามจำลอง “ความจริง” จากแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วแลเห็นวัดพระชุตพนฯ ริมฝั่งแม่น้ำ

สุนทรภู่ตายในบ้านสวน ทำศพในวัดย่านคลองมอญ

สุนทรภู่ลาสิกขา เมื่อ พ.ศ. 2385

พ.ศ. 2385-2398 (อายุ 56-69) อยู่ในช่วงปลายแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.4 (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2394-2411)

เมื่อสึกแล้วสุนทรภู่ได้ไปอยู่กับพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่พระราชวังเดิม (ขณะนั้นดำรงพระยศเป็นสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ แต่เรียกกันเป็นสามัญว่า “เจ้าฟ้าน้อย”)

เมื่อ ร.4 เสวยราชสมบัติ “เจ้าฟ้าน้อย” ได้รับบวรราชาภิเษก ได้ทรงแต่งตั้งให้สุนทรภู่เป็นพระสุนทรโวหารอาลักษณ์ ในกรมพระราชวังบวรฯ เข้าใจว่าได้แต่งเรื่องสวัสดิรักษาและเสภาเรื่องพระราชพงศาวดาร

สุนทรภู่ถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. 2398 อายุ 69 ปี มีผู้จำได้ว่าถึงแก่กรรมที่บ้านสวนบางระมาดในคลองบางกอกน้อย [ประวัติพระสุนทรโวหาร (ภู่) โดย พระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษมณ์) รวบรวม พ.ศ. 2456] แล้วทำศพที่วัดชิโนรสฯ ริมคลองมอญ ธนบุรี