นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญให้สัมภาษณ์ถึงการลงประชามติร่างรัฐธรรมและคำถามพ่วงว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่าน แต่คำถามพ่วงไม่ผ่านก็จะเป็นไปตามร่างที่ได้เห็นแต่แรก แต่ถ้าผ่านทั้งสองอย่าง กรรมการจะต้องกลับมาเขียนตอนท้ายเพิ่มเติมให้สอดคล้องกัน
ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านแต่คำถามพ่วงผ่านจะไม่เกิดอะไรในตอนนี้ แต่จะไปมีผลตอนร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพราะเท่ากับเป็นการสะท้อนว่าประชาชนมีความต้องการเช่นนั้น เมื่อมีการร่างรัฐธรรมใหม่ก็จะเขียนตามนั้น
ฉะนั้นเราๆ ท่านๆ ทั้งหลายฟังแล้วต้องคิดเพื่อเตรียมการตัดสินใจละครับว่าจะออกเสียงลงประชามติอย่างไร ทั้งสองประเด็น
ย้อนเฉพาะคำถามพ่วง ข้อความเขียนเป็นทางการว่า ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่าเพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่าในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี
สรุปคือ ส.ส. 500 คน ส.ว. 250 คนลงมติร่วมกันเลือกนายกรัฐมนตรี
เหตุผลที่ยกขึ้นมาอธิบาย ก็เพื่อความต่อเนื่องของการปฏิรูปประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ
ถามว่ายุทธศาสตร์ชาติมาจากไหน มาอย่างไร นายกรัฐมนตรีคนใหม่มีส่วนร่วมขบคิด ประชาชนคนเดินดินกินข้าวแกงมีส่วนร่วมพิจารณา ตัดสินใจให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบด้วยหรือไม่
คำตอบน่าจะเป็นว่า ยังไม่รู้ว่าจะมีสิทธิมีเสียงเรื่องนี้ วันไหนเมื่อไหร่
เพราะขณะนี้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 30 มิถุนายน 2558 จัดตั้งคณะกรรมการจัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี มี พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน
คณะกรรมการดังกล่าวได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 2 ชุด คืออนุกรรมการจัดทำร่างกรอบยุทธศาสตร์และการปฏิรูปประเทศ 2560-2579 มี พล.อ.ชูศักดิ์ เมฆสวุรรณ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เป็นประธาน กับคณะอนุกรรมการจัดทำแผนปฏิบัติการตามแนวทางการปฏิรูปประเทศมี นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็นประธาน
คณะกรรมการจัดทำร่างแผนยุทธศาสตร์ชาติ นำนโยบายรัฐบาล 11 ด้าน ประเด็นการปฏิรูปของ คสช. 11 ด้าน และประเด็นการปฏิรูปของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) 37 กิจกรรมมาใช้เป็นกรอบจัดทำ
ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่ง สปท.ได้นำเสนอต่อรัฐบาลเพื่อเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ให้พิจารณาออกกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้จะต้องมีกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติภายใน 120 วัน
กฎหมายดังกล่าวจะกำหนดกลไกการบริหารจัดการยุทธศาสตร์ชาติ มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ประกอบด้วย ผู้นำจากฝ่ายการเมือง (นายกรัฐมนตรี ประธานวุฒิสภา ประธานสภาผู้แทนราษฎร) และผู้ทรงคุณวุฒิด้านยุทธศาสตร์กลุ่มภารกิจต่างๆ จำนวน 25 คน
ถัดลงมามีคณะกรรมการบริหารยุทธศาสตร์ชาติ ประกอบด้วยผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ภาควิชาการ และผู้ทรงคุณวุฒิ รวมทุกฝ่ายไม่เกิน 29 คน
เมื่อมีกลไกทั้งสองระดับตามร่างกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติเกิดขึ้น ร่างยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ยกร่างขึ้น จะต้องนำเข้าสู่การพิจารณาให้ความเห็นชอบจากคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งจะเกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้งและได้ตัวนายกรัฐมนตรี ประธานวุฒิสภา ประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่แล้ว
ประเด็นมีว่า นายกรัฐมนตรี ประธานวุฒิสภา ประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้ทรงคุณวุฒิด้านยุทธศาสตร์กลุ่มภารกิจต่างๆ รวมทั้งหมด 25 คน จะให้ความเห็นชอบ เออออห่อหมก หรือไม่เอาด้วย หรือเกิดคิดอยากจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงร่างยุทธศาสตร์ชาติที่รัฐบาลแม่น้ำ 5 สายตีกรอบไว้ล่วงหน้า จะทำได้หรือไม่ ด้วยวิธีการใด จะมีกลไก กระบวนการใดเป็นเครื่องตัดสินความเห็นต่าง ตรงประเด็นนี้ยังไม่มีคำตอบใดๆ จะใช้วิธีการลงประชามติโดยประชาชนเป็นตัวตัดสินหรือไม่
ด้วยเหตุจากความต้องการให้ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปต่างๆ ที่วางกรอบไว้ถูกนำไปปฏิบัติ จึงเป็นที่มาของคำถามพ่วง ให้อำนาจวุฒิสมาชิกมีส่วนเลือกบุคคลมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีร่วมกับ ส.ส. เพราะต้องการกำหนดตัวคนรับงานสานต่อนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม พิจารณาตามกระบวนการที่กล่าวมา ยังไม่พบขั้นตอนที่ชัดเจนว่า ชาวบ้านย่านตลาดทั้งหลายแหล่จะมีส่วนร่วมกำหนดและตัดสินยุทธศาสตร์ชาติในระดับไหน เมื่อไหร่
ทั้งหลายทั้งปวงนี้เป็นข้อมูลความเคลื่อนไหวว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ แผนปฏิรูปประเทศ 20 ปีนับจากนี้ไป เพื่อประกอบการตัดสินใจลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง เท่านั้น แหละครับ
ไม่มีอะไรลึกลับซับซ้อน หรือขัดมาตรา 61 กฎหมายประชามติ อย่างที่กำลังลุ้นกันว่า วันที่ 29 มิถุนายนนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินออกมาอย่างไร

