ในการประชุม กมธ.สาธารณสุข วุฒิสภา ครั้งหนึ่งที่ผ่านมา มีประเด็นเรื่องหมอครอบครัว กับการแพทย์ปฐมภูมิ ซึ่งทางอนุ กมธ.ด้านการแพทย์ปฐมภูมิได้รายงานความก้าวหน้าของโครงการจัดตั้งทีมหมอครอบครัวเพื่อดูแลรักษาประชาชนขั้นปฐมภูมิชั้นต้น ทั้งความสำเร็จ ปัญหาและอุปสรรค เรื่องการแพทย์ปฐมภูมินี้เป็นเรื่องที่รัฐต้องจัดให้มีตามรัฐธรรมนูญว่าต้องมีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวดูแลประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขก็ได้เสนอแผนจัดตั้งเป็นทีมหมอครอบครัว ซึ่งประกอบด้วย แพทย์พยาบาลแผนปัจจุบันและบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆ ไม่ว่าทันตแพทย์ เภสัชกร เทคนิคการแพทย์ กายภาพบำบัด สาธารณสุขชุมชน และวิชาชีพอื่นๆ ทำงานเป็นทีมให้การดูแลรักษาประชาชน โดยมีทีมงานในพื้นที่คือเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลสุขภาพตำบล หรือ รพ.สต. ในพื้นที่เป็นทีมสนับสนุนทำงานด้วยกันเป็นทีมใหญ่
เป็นเรื่องที่ดี แต่ทำยากจริงๆ โครงการนี้เริ่มมาสองสามปีแล้ว โดยตั้งเป้าว่าจะต้องมีทีมหมอครอบครัว 6,500 ทีม ครอบคลุมประชากรทั้งประเทศ 68 ล้านคน แต่จนบัดนี้ จัดตั้งได้ประมาณ 2,000 ทีม ยังขาดอีกถึง 4,500 ทีม และใน 2,000 ทีมนี้ก็ดูจะยังไม่สมบูรณ์นัก การลงพื้นที่ก็ทำได้ไม่ต่อเนื่อง บางทีมที่อยู่ในเขตเมือง มีความพร้อม ก็ลงพื้นที่ได้บ่อยเดือนละครั้งหรือสองครั้ง แต่บางพื้นที่ที่ห่างไกลความเจริญ ทุรกันดารก็อาจทำไม่ได้เลย หรือได้แค่หนึ่งหรือสองครั้งต่อปีแล้วจะมีประโยชน์อะไร ยังมองไม่เห็นทางออก ยังไม่มีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์
ในวันนั้น ได้เสนอความเห็นในที่ประชุมว่า ทำไมเราไม่อัพเกรดเจ้าหน้าที่ของ รพ.สต. ที่มีศักยภาพให้ได้รับความรู้ความสามารถมีศักยภาพเป็นหมอชุมชนที่ไม่ได้ดูแลรักษาโรคที่ซับซ้อน ซึ่งในจำนวนเจ้าหน้าที่ของ รพ.สต.ทั้งหมดประมาณหนึ่งแสนคน จาก รพ.สต.และสถานีอนามัยเกือบหนึ่งหมื่นแห่งนี้ เราอาจคัดเลือกให้เข้ามาเรียนหลักสูตรแพทย์พื้นฐาน แล้วกลับไปทำงานในพื้นที่ที่พวกเขาประจำ น่าจะเป็นทางออกที่ดี ได้เสนอเป็นความเห็นว่าคงเป็นไปได้ยากที่จะให้แพทย์แผนปัจจุบันที่จบจาก ร.ร.แพทย์ เรียน 6 ปี แล้วเรียนแพทย์เฉพาะทาง หรือ specialist อีก 3-6 ปี ไปเป็นแพทย์ชุมชน ในทางทฤษฎีคงพูดได้ แต่ในทางปฏิบัติเราจะไปบังคับเขาไม่ได้
จำนวนแพทย์ที่จบเวชศาสตร์ครอบครัวในแต่ละปีก็มีน้อยมาก ปีละไม่กี่สิบคน และขนาดมาประจำที่ รพ.ทั้งหลายตั้งแต่ รพ.ชุมชน รพ.ทั่วไป ถึง รพ.ศูนย์ ก็ยังมีไม่พอ งานล้นจนเกินความสามารถที่จะดูแลได้หมด อีกทั้งแนวคิดที่จะรับแพทย์ที่เกษียณอายุมาเป็นหมอครอบครัวก็คงเป็นไปได้น้อยมาก อาจมีบางท่านที่เสียสละชั่วครั้งคราว แต่อายุอานามขนาดนี้ย่อมไม่เหมือนคนหนุ่มสาววัยทำงาน คงบุกงานลงพื้นที่ไม่ได้เต็มที่ จากข้อจำกัดทางกายภาพ สุขภาพ ความรับผิดชอบในครอบครัวและอื่นๆ
ได้เสนอตัวอย่างของหมอคิวบา ที่ถือเป็นต้นแบบของหมอครอบครัว ที่ลงพื้นที่ทำงานระดับพื้นฐานหรือการแพทย์ปฐมภูมิได้ดี การผลิตแพทย์แบบหมอคิวบาไม่ได้เน้นที่ความก้าวหน้าทางการแพทย์ แต่เน้นที่การดูแลสุขภาพพื้นฐานของประชาชน ทำงานในพื้นที่ดูแลใกล้ชิดครอบครัวชุมชนประชาชนอย่างเข้าถึงเข้าใจ เมื่อประชาชนได้รับการดูแลระดับพื้นฐานที่ดี มีแพทย์จริงๆ อยู่ในพื้นที่ แก้ไขป้องกันปัญหาที่ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้ ประชาชนก็ไม่ปล่อยตัวปล่อยใจจนเกิดโรค และเมื่อเป็นผู้ป่วยด้วยโรคที่ซับซ้อน ก็ส่งต่อไป รพ.ระดับทุติยภูมิ ตติยภูมิ หรือ รพ.ศูนย์ ตามลำดับของอาการป่วย อย่างนี้ก็เท่ากับเป็นการสกัดกั้นปัญหาสุขภาพในตัว
การดำเนินการของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ที่มีโครงการรับนักศึกษาที่ไม่ได้จบปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์มาเรียนแพทย์เป็นเรื่องที่น่าสนใจ แม้ว่าจะไม่ได้เน้นเรื่องหมอชุมชน แต่ก็น่าคิดว่าถ้าจะขยายผลให้เป็นการผลิตแพทย์ปฐมภูมิเพื่อให้ประจำในพื้นที่ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี สร้างหลักสูตรเสริม เรียนเพิ่มอีก 4 ปี จัดหลักสูตรที่เหมาะสมให้เป็นหมอชุมชนจริงๆ จบแล้วเป็นแพทย์เฉพาะทางด้านการแพทย์ชุมชน จะเปลี่ยนไปเป็นแพทย์เฉพาะทางอย่างอื่นไม่ได้
ที่จริงเรื่องนี้เคยพูดมาหลายครั้งแล้ว เพราะเป็นภาคบังคับตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ทำก็ได้ไม่ทำก็ได้ การรอแพทย์ที่จบเวชศาสตร์ครอบครัวในแต่ละปี แค่ปีละไม่กี่สิบคน ไม่รู้ว่าเมื่อไรเราจะมีแพทย์ประจำทีมหมอครอบครัวครบ 6,500 ทีม และเมื่อจบแพทย์จาก ร.ร.แพทย์ แล้วก็คงไม่สามารถบังคับให้พวกเขาอยู่ในพื้นที่ได้ตลอดชีวิต ทุกคนต้องการความก้าวหน้า มันขัดกับโลกแห่งความเป็นจริง แต่ถ้าเราผลิตแพทย์ที่มีพื้นฐานมาจากบุคลากรสาธารณสุขที่มีความพร้อมพอประมาณให้เป็นแพทย์ปฐมภูมิ ทำหน้าที่ดูแลประชาชนขั้นพื้นฐานในชุมชน ประจำในพื้นที่ที่พวกเขาผูกพัน และให้โอกาสพวกเขาได้ก้าวหน้าในอาชีพการงานตามศักยภาพ ไม่กำหนดเพดานจนไม่สามารถผ่านทะลุขึ้นไปได้ สร้างขวัญกำลังใจ สนับสนุนงบประมาณและเวชภัณฑ์เครื่องมือทางการแพทย์ อย่างน้อยก็อยู่ในระดับดูแลผ่าตัดเล็กที่ไม่ซับซ้อนเช่นทำคลอด ผ่าตัดไส้ติ่งได้ ไม่ต้องส่งต่อตลอด อย่างนี้น่าจะเป็นเรื่องที่ดี
ในการปฏิรูประบบสาธารณสุขครั้งนี้ แม้จะเป็นเรื่องที่เน้นโครงสร้างองค์กรและระบบบริหารจัดการเป็นหลัก แต่การแพทย์ปฐมภูมิก็ไม่ควรถูกมองข้าม เพราะถ้าการแพทย์ปฐมภูมิของเราแข็งแรง ประชาชนเจ็บป่วยไม่ต้องไป รพ.จังหวัด ก็จะช่วยแก้ปัญหาความแออัดในโรงพยาบาล ที่นำมาซึ่งปัญหาต่อเนื่องอันเกิดจากการรอคอย การวิตกกังวล การให้บริการที่ขาดตกบกพร่อง การกระทบกระเทียบระหว่างผู้ป่วยกับบุคลากรทางการแพทย์และอื่นๆ อีก เป็นการตัดตอนเรื่องที่แก้ไม่ตกในขณะนี้อีกมากมาย การยกระดับบุคลากรทางการแพทย์ของ รพ.สต. ขึ้นมาเป็นหมอชุมชนจริงๆ น่าจะเป็นคำตอบ

