หน้าแรก คอลัมนิสต์ ออง ซาน กับรั...

ออง ซาน กับรัฐพม่าสมัยใหม่ (4) โดย ลลิตา หาญวงษ์

7.02.20 | 13:00 น.
ที่ทำการพรรค AFPFL ในย่างกุ้ง

หากจะมีลักษณะพิเศษของนักชาตินิยมในยุคก่อนพม่าได้รับเอกราช อาจกล่าวได้ว่านอกจากคนกลุ่มนี้จะเคลื่อนไหวทางการเมืองแล้ว พวกเขายังเป็นนักอ่านและเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงอีกหลายคน รัฐบุรุษของพม่าแทบทุกคนจะเขียนอัตชีวประวัติของตนเพื่อสะท้อนชีวิตครอบครัว การเรียน และการทำงาน คนพม่าที่เข้ามหาวิทยาลัยก่อนเกิดรัฐประหารของเน วิน ในปี 1962 ยังมีคุณลักษณะพิเศษอีกประการหนึ่ง คือมีความจำเป็นเลิศ สามารถจดจำวันที่และเหตุการณ์ต่างๆ ในอดีตได้อย่างแม่นยำ เป็นเรื่องที่ผู้เขียนรู้สึกทึ่งมาโดยตลอด เมื่อหยิบอัตชีวประวัติของนักการเมืองพม่ารุ่นเก่าๆ ขึ้นมาอ่าน ผู้อ่านอาจจะพบว่าดูแห้งแล้งไปเสียหน่อย เพราะเต็มไปด้วยรายละเอียดยิบย่อยที่หาไม่ค่อยได้ในวรรณกรรมลักษณะเดียวกันนี้ในบ้านเรา

สำหรับวีรบุรุษที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำขบวนการปลดแอกพม่าจากระบอบอาณานิคมตะวันตก อย่างออง ซาน เขาเป็นชายหนุ่มขี้อาย ที่ไม่ได้แสดงอารมณ์ความรู้สึกผ่านคำพูดและตัวหนังสือเก่งฉกาจเหมือนกับนักชาตินิยมคนอื่นๆ ในชีวิตอันแสนสั้นของรัฐบุรุษผู้นี้ เขาทิ้งข้อเขียนที่เป็นอัตชีวประวัติตนเอง และแนวคิดที่เกี่ยวกับรัฐ ชาติ และความฝันในการสร้างพม่าสมัยใหม่ไว้ไม่กี่ชิ้น ชิ้นที่สำคัญที่สุดคือข้อเขียนว่าด้วย “ความท้าทายของพม่า” (Burma’s Challenge) ที่ตีพิมพ์ในปี 1946 เพียงปีเศษก่อนที่ออง ซานจะถูกลอบสังหาร

Burma’s Challenge เป็นข้อเขียนชิ้นเดียวในชีวิตของออง ซาน ที่แสดงทั้งบุคลิกและแนวคิดของออง ซาน ได้ชัดที่สุด แม้ไม่ใช่ข้อเขียนขนาดยาว และเป็นเพียงหนังสือรวมรวมสุนทรพจน์ของเขาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง แต่ก็มีไฮไลต์ที่บทนำขนาดสั้นที่ออง ซานเขียนด้วยตัวเอง บอกเล่าประวัติชีวิตผู้แต่งแบบย่อๆ ไปจนถึงประสบการณ์กับขบวนการต่อต้านจักรวรรดินิยม และที่มีคุณูปการต่อผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์การเมืองพม่าสมัยมากที่สุดเห็นจะเป็นการที่ออง ซาน ในฐานะที่เป็น “ผู้นำ” ยอมรับว่าพม่ามีปัญหามากมายที่ต้องแก้ไข และไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยใครเพียงคนใดคนหนึ่ง ในเวลานั้น พม่าเป็นเพียงประเทศเล็กๆ (มีประชากร 17 ล้านคนในขณะนั้น) ที่ต้องการความเห็นใจจากคนทั่วโลก เพื่อนำพาให้พม่าบรรลุเป้าหมายการพัฒนาเบื้องต้น นั่นคือการได้เอกราช

สำหรับออง ซาน ปัญหาของพม่าเริ่มจากการเป็นสมรภูมิหลักในสงครามโลกครั้งที่ 2 การต่อสู้กันระหว่างฝ่ายสัมพันธมิตรและญี่ปุ่นทำให้สาธารณูปโภคพื้นฐานในพม่าถูกทำลายไปเป็นจำนวนมาก ในสุนทรพจน์ประวัติศาสตร์ “ปัญหาสำหรับเอกราชของพม่า” (Problems for Burma’s Freedom) ที่เขากล่าวในงานประชุมใหญ่ของพรรค AFPFL (พรรคชาตินิยมกระแสหลักที่ต่อมาจะได้จัดตั้งรัฐบาลหลังพม่าได้รับเอกราช) ในต้นปี 1946 ณ เจดีย์ชเวดากอง ออง ซานกล่าวกระตุ้นย้ำกับฝูงชนที่มารอคอยฟังสุนทรพจน์ท่ามกลางแดดที่ร้อนจัด โดยเน้นว่าประชาชนในพม่าทุกคนเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์ และย่อมต้องเป็นผู้ร่วมกันพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต:

“ไม่มีข้อสงสัยว่ามีบุคคลที่มีบทบาทโดดเด่นในประวัติศาสตร์ แต่ก็เห็นได้ชัดว่าคนเพียงไม่กี่คนจะสร้างประวัติศาสตร์ด้วยตัวเองไม่ได้ ข้าพเจ้าเคยบอกทุกท่านแล้วว่าประวัติศาสตร์พัฒนาขึ้นมาจากผู้คนหลายช่วงอายุคน ที่สนองตอบต่อเหตุการณ์สำคัญๆ ในแต่ละยุค”

Advertisement

การเลือกเจดีย์ชเวดากองเป็นสถานที่ประชุม AFPFL มีนัยสำคัญค่อนข้างมาก เพราะศาสนสถานแห่งนี้เปรียบเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธทั้งผองในพม่า ในระหว่างสงคราม พื้นที่โดยรอบย่างกุ้งถูกระเบิดของกองทัพญี่ปุ่นเสียหายย่อยยับ ทำให้ตัวแทนฝั่งพม่าต้องไปเยี่ยมเยียนค่ายของทหารญี่ปุ่นบ่อยครั้ง และร้องขอให้ญี่ปุ่นทำลายย่างกุ้ง โดยเฉพาะเจดีย์ชเวดากอง คำตอบที่ได้คือหากจำเป็น ญี่ปุ่นก็ต้องระเบิดสถานที่ที่เห็นว่าเป็นภัยต่อยุทธศาสตร์การยึดครองพม่า ฝ่ายพม่ายังไม่ถอดใจและนำคณะไปถึงญี่ปุ่นเพื่อร้องขอกับรัฐบาลญี่ปุ่นโดยตรงให้ออกจากย่างกุ้งไปเสีย การเจรจาในครั้งนั้นประสบความสำเร็จอย่างดี ทำให้ญี่ปุ่นเดินทัพออกจากย่างกุ้งหลังช่วงสงกรานต์ของปี 1945 เพียง 3 เดือนเศษก่อนญี่ปุ่นประกาศแพ้สงคราม

ออง ซาน ไม่เชื่อว่าย่างกุ้งอยู่รอดมาจนถึงสงครามสงบได้ด้วยโชคชะตา แต่เป็นความร่วมมือกันของคนทุกภาคส่วนที่ไม่ต้องการเห็นเมืองแห่งพระมหาเจดีย์ชเวดากองต้องล้มลงไปกับตา ออง ซาน เน้นกับผู้ฟังหลายครั้งว่าการพัฒนาพม่าให้รุดหน้าไปท่ามกลางความสับสนอลหม่านหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น คนพม่าต้องเข้าใจว่าระเบียบโลกในขณะนั้นที่ทำให้แทบทุกสังคมกลายเป็น “melting pot” หรือสถานที่ หรือสังคมที่รวมความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา และความคิดไว้ในที่เดียวกัน ออง ซานใช้คำที่น่าสนใจว่า

“เราไม่สามารถคิด มีชีวิต และเคลื่อนที่เฉพาะในขวดที่ปิดแน่นได้อีกอีกต่อไปแล้ว เราไม่สามารถรักษาความเชื่อแข็งทื่อที่ไม่สอดรับกับจิตวิญญาณแห่งยุคสมัยได้อีกต่อไปแล้ว ทุกวันนี้ ในประเทศของเรา พวกเราหลายคนยังไม่เข้าใจปรากฏการณ์ของชีวิตและสังคมในสถานการณ์จริง พวกเราบางคนยังเล่นการเมืองแบบ “สกปรก” เดิมๆ ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม”

คำกล่าวในช่วงต้นของสุนทรพจน์นี้ชี้ให้เห็นว่าออง ซานเป็นผู้นำสายก้าวหน้าอย่างเต็มตัว เขารู้ดีว่าอุปสรรคที่ทำให้พม่าไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้ แม้พม่ากำลังจะได้รับเอกราชในอันใกล้ คือทัศนคติที่คร่ำครึ อ่อนต่อโลก และการคิดอยู่เสมอว่าความเป็นพม่าคือศูนย์กลางความดีงามทั้งหลายที่โลกต้องให้การยกย่อง ออง ซาน กล่าวถึงพุทธศาสนาในฐานะ “ศาสนาที่เป็นมากกว่าศาสนา” และอาจเป็นได้ถึง “ปรัชญาที่ดีที่สุดในโลก” ด้วย แต่ในทรรศนะของเขา พุทธศาสนาแบบพม่าเต็มไปด้วย “ขยะ” ที่ทำให้ศาสนาแปดเปื้อน ดังนั้น หากพม่าจะพัฒนาต่อไปให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศ พม่าจำเป็นต้องเป็นรัฐโลกวิสัย (secular state) และต้องมีการสังคายนาศาสนากันใหม่เพื่อพัฒนาให้ศาสนาเองมีความทันสมัย สอดรับกับความเปลี่ยนแปลง ออง ซานยอมรับว่าพุทธศาสนามีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการสร้างรัฐพม่ายุคโบราณ แต่เขาเน้นว่ารัฐสมัยใหม่ไม่มีความจำเป็นต้องเป็นรัฐศาสนา ทั้งศาสนาและ “จารีต” ที่คร่ำครึอื่นๆ ไม่ควรเข้าไปแทรกแซงในนโยบายของรัฐ อัตลักษณ์ความเป็นพม่าไม่จำเป็นต้องเข้าไปขัดขวางการพัฒนาพม่าให้เป็นรัฐสมัยใหม่เต็มตัว

ผู้เขียนรู้สึกทึ่งกับแนวคิดในมิติทางการเมือง และมิติอื่นๆ ของออง ซาน ภาพของ ออง ซาน ที่ผู้คนทั้งในและนอกพม่าเห็นเป็นเพียงภาพวีรบุรุษแบบอัตโนมัติ (by default) แต่ในความเป็นจริง เรากลับมีความเข้าใจรัฐบุรุษพม่าผู้นี้น้อยมาก ในสัปดาห์ต่อๆ ไป ผู้เขียนยังคงจะกล่าวถึงสุนทรพจน์ว่าด้วย “ปัญหาสำหรับเอกราชของพม่า” ของออง ซานต่อไป โดยหวังว่าสังคมไทยจะมีความรู้และความเข้าใจพม่ามากขึ้นผ่านแนวคิดของวีรบุรุษที่สำคัญที่สุดของพม่าผู้นี้