เป็นเรื่องอำขำขันล่าสุดกันอยู่ในโลกเสมือนวันนี้ก็คือ
“อังกฤษทำสถิติออกจากอียูสองครั้งซ้อนในสัปดาห์เดียว”
เป็นการล้อเลียนกรณี “เบร็กซิท” หรือการลงประชามติแยกตีจากสหภาพยุโรป (อียู) และการตกรอบน็อกเอาต์ของฟุตบอลยูโรด้วยฝีมือของทีมเล็กอย่างไอซ์แลนด์ได้อย่างเจ็บปวด
แต่ในอีกแง่หนึ่ง การแพร่หลายของข่าวเบร็กซิทก็ดี หรือกระแสการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปที่เข้มข้นขึ้นเป็นลำดับก็ดี
ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงสภาพ “โลกาภิวัตน์” และการไหลเวียนท่วมท้นของข่าวสารในโลกปัจจุบันได้เป็นอย่างดี
สิ่งที่เกิดขึ้นในอังกฤษและยุโรปจึงส่งผลกระทบและอยู่ในความสนใจของคนไทย
ในด้านเศรษฐกิจ
อาจจะเป็นอย่างที่ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร พยากรณ์เอาไว้ล่วงหน้า ว่าไม่น่าจะส่งผลกระทบกระเทือนมาถึงไทยมากมายนัก
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ นายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน ก็วิเคราะห์ไปในทิศทางเดียวกันว่า
กรณีเบร็กซิทจะไม่ทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก เพราะขนาดสัดส่วนของเศรษฐกิจอังกฤษต่อโลก อยู่ที่ร้อยละ 3.8
เชื่อว่าธนาคารกลางทุกประเทศเตรียมการรับมือไว้แล้วหากเกิดความผันผวน
ขณะที่หุ้นไทยอาจจะได้รับผลดีจากการเคลื่อนย้ายเงินจากยุโรปมายังเอเซียเพิ่มขึ้น
นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อํานวยการสํานักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า หลังจากนี้จะมีการเจรจาระหว่างอังกฤษกับอียูในส่วนสิทธิประโยชน์ทางภาษี การส่งออกนำเข้า ระหว่างคนที่จะเดินทางเข้า-ออกต้องใช้วีซ่าหรือไม่
ส่วนผลที่จะเกิดกับไทยนั้นยืนยันว่าในระยะสั้น 6 เดือนจะไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อเศรษฐกิจไทยแน่นอน หลังจากนั้น คงขึ้นอยู่กับผลการเจรจาระหว่างอังกฤษกับอียู
“มีการพูดถึงกรณีเลวร้ายที่สุดคืออียูแตกออกจากกัน มีคำถามว่าไทยจะเป็นอย่างไร
“ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อนที่ยังไม่มีการรวมอียู ไทยมีการค้าขายกับอียูและอังกฤษ และเมื่อรวมอียูก็ยังค้าขายเหมือนเดิม
“ถ้าแตกออกจากกันการค้าขายดำเนินต่อไป”
ปัจจุบันไทยส่งออกไปอังกฤษเพียง 1.8% ของการส่งออกในภาพรวม และไทยส่งออกไปอียูมีสัดส่วน 8% ลดลงจากก่อนหน้านี้ที่อยู่ 10%
และตนเห็นด้วยกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่า
ระยะยาวกลุ่มประเทศในเอเชียจะได้ประโยชน์จากกรณีที่อังกฤษออกจากอียู
กระนั้น แง่มุมจากกรณีเบร็กซิทที่มีต่อไทยก็มิได้มีแต่มิติด้านเศรษฐกิจ
27 มิถุนายน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตอบข้อถามของผู้สื่อข่าวกรณีนายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีของอังกฤษลาออกเพื่อรับผิดชอบต่อสถานการณ์ทางการเมือง และมีการตั้งคำถามจากนักการเมืองไทยว่า หากประชามติรัฐธรรมนูญของไทยไม่ผ่าน คณะรักษาความสงบแห่งชาติก็ควรเปลี่ยนผู้นำรัฐบาลเช่นกัน ว่า
“ทำไม จะให้ผมลาออกใช่ไหม ผมไม่ออก ผมเป็นคนกำหนดกติกาของผม เขาไม่ได้มาแบบผม บ้านเมืองเขาไม่ได้มีปัญหาแบบบ้านเรา ไม่รับผิดชอบกันเลยหรือ
“ทุกคนไม่มีใครรับผิดชอบร่วมกับผมเลยหรือ ผมรับผิดชอบอยู่แล้ว แล้วคนอื่นไม่รับผิดชอบอนาคตประเทศไทยเลยหรือไง
“ทำไมอนาคตประเทศอยู่ที่ผมคนเดียว ทำไมไม่ช่วยกันเล่า”
ประเด็นอยู่หรือไปจึงชัดเจนแต่เนิ่นๆ
ขณะที่ประเด็นเปรียบเทียบอื่นๆ ยังเป็นคำถามค้างคา
อาทิ การเดินหน้าสู่ประชามติของอังกฤษในบรรยากาศเปิดกว้าง ขณะที่บรรยากาศก่อนประชามติในไทยอึมครึมแลเต็มไปด้วยการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น
ก่อนจะไปถึงหลักหมุด 7 สิงหาคม
ความแหลมคมเข้มข้นของสถานการณ์ก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น

