ที่เห็นและเป็นไป : อย่าติดแค่ชื่อกรรมาธิการ : โดย สุชาติ ศรีสุวรรณ

การยื่นญัตติการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดการรัฐประหารขึ้นอีกในอนาคต ที่เป็นเดือดในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

เป็นอีกปรากฏการณ์ทางเมืองที่น่าสนใจ

การปกครองประเทศไทยเราวนเวียนอยู่กับ “เลือกตั้ง” แล้ว “รัฐประหาร” และ “รัฐประหาร” แล้ว “เลือกตั้ง” มายาวนาน

กลายเป็นสภาวะที่เรียกว่า “วงจรอุบาทว์” อันเป็นนิยามที่สื่อถึง “ความเลวร้าย” ก่อปัญหาให้กับการพัฒนาประเทศ เนื่องจากทำให้อำนาจรัฐไม่มีเสถียรภาพ

การต่อสู้กันระหว่าง “เผด็จการ” กับ “ประชาธิปไตย” สร้างความโกลาหลให้กับ “กติกากำหนดโครงสร้างอำนาจ” ที่ต้องเปลี่ยนอยู่ตลอด เป็นประเทศที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ว่าจะอยู่ร่วมกันแบบไหน

เมื่อ “เผด็จการ” เข้ามาครองอำนาจก็ประกาศเลิกใช้รัฐธรรมนูญอันเป็น “กติกาการอยู่ร่วมกันสูงสุด” แล้วเขียนขึ้นมาใหม่ พร้อมกฎหมายประกอบ เพื่อเอื้อให้ “เผด็จการมีความชอบธรรมในทางกฎหมาย”

เช่นเดียวกัน เมื่อประเทศเป็น “ประชาธิปไตย” มากขึ้น เพราะถูกกดดันให้ต้องจัดเลือกตั้ง เพื่อประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมในอำนาจบริหารจัดการประเทศได้ การเสนอแก้ไข หรือร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ให้ความชอบธรรมอยู่ที่อำนาจซึ่งยึดโยงกับประชาชนก็เกิดขึ้น ล้มล้างรัฐธรรมนูญที่เอื้ออำนาจให้ฝ่ายที่ไม่อิง ไม่ยึดโยงอำนาจประชาชน

วนเวียนอยู่อย่างนี้ไม่รู้จบรู้สิ้น จนกลายเป็นประเทศที่มีความวุ่นวายที่สุด อลหม่านตลอดในกติกาการอยู่ร่วมกันที่สุด

วุ่นวายกับการขัดแย้งต่อสู้ จนประเทศอยู่ในสภาพที่การบริหารจัดการเป็นไปอย่างยุ่งเหยิง เพราะต้องเสียเวลากับการเขียนกติกาใหม่กันไม่รู้จบรู้สิ้น

เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างเชื่องช้า เสี่ยงต่อการผิดทิศผิดทาง เพราะหาทางเพื่อควบคุมให้ความเป็นไปในทุกมิติไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม และอื่นๆ เอื้อต่อโครงสร้างอำนาจที่ฝ่ายตัวเป็นผู้กำหนด ย่อมนำสู่การขับเคลื่อนด้วยความอยาก ซึ่งย่อมเกิดการเสียดทานกับสภาวะสอดคล้องกับความเป็นไปของโลก

ความเลวร้าย ไร้ประสิทธิภาพ ขาดความรู้ความสามารถของนักการเมืองจากการเลือกตั้งของประชาชนเป็นเหตุผลทีเด็ดในการใช้เป็นข้ออ้างสร้างความชอบธรรมที่จะยึดอำนาจ

ขณะที่ความไม่เหมาะสมกับกระแสขับเคลื่อนโลก ความคับแคบ ไม่ลุแก่อำนาจ ไม่เห็นหัวประชาชนของเผด็จการเป็นเหตุผลที่ฝ่ายประชาธิปไตยใช้อ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมในการกดดันให้คืนอำนาจ

วุ่นวายกันอยู่อย่างนี้ จนไม่รู้ว่าประเทศเริ่มตั้งหลักเพื่อมีสมาธิกับงานด้านพัฒนาอย่างสอดคล้องกับความเป็นไปของโลกได้ตอนไหน เมื่อไร

ความคิดที่ว่าต้องเลือกการปกครองรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเพื่อใช้บริหารประเทศอย่างมีเสถียรภาพ อย่าง “มั่นคง ยั่งยืน” เกิดขึ้นมาตลอดและยาวนาน แต่เหมือนจะไม่ทางแปรความคิดมาสู่การปฏิบัติที่เป็นจริงได้

ประชาธิปไตยอยู่ไม่ได้ในสังคมที่วัฒนธรรมเอื้อต่อพลังของเผด็จการ

ขณะที่พลังเผด็จการไม่เข้มแข็งและทรงพลานุภาพพอที่จะต้านฝืนกระแสอันเกิดจากแรงกดดันของโลก

ความคิดว่าจะต้องเลือกแบบใดแบบหนึ่งให้ชัดเจนลงไปจึงเกิดขึ้นไม่ได้ในทางปฏิบัติ เพราะประชาธิปไตยฝืนต้านพลังวัฒนธรรมของชาติไม่ไหว ขณะที่เผด็จการไม่มีความสามารถที่จะเคลื่อนไปในกระแสโลกได้อย่างไม่ราบรื่นและแคล่วคล่องก่อประโยชน์ให้การพัฒนาประเทศได้

สิ่งที่คิดว่าควรจะเกิด และอยากให้เกิดคือประเทศที่สามารถเลือกระบบการปกครองที่มั่นคง ยั่งยืนได้ จึงไม่เกิด หรือว่าไปคือเกิดขึ้นไม่ได้ หนำซ้ำยิ่งพยายามเลือกยิ่งก่อความขัดแย้งให้คนในชาติหนักหน่วง และกว้างขวางขึ้น

จนถึงวันนี้ที่คนรุ่นเก่าผู้มองเห็นคุณค่าและประโยชน์ของวัฒนธรรมชาติ กับคนรุ่นใหม่ที่ศึกษาและรับรู้ความเป็นไปและอิทธิพลของกระแสโลกอย่างเข้าใจอย่างลึกซึ้งและกว้างขวางจนเกิดความเชื่อมั่นว่าจำเป็นต้องเคลื่อนร่วมกับโลกอย่างสอดคล้องและคล่องแคล่ว เกิดขัดแย้งกันรุนแรงในระดับยอมรับกันไม่ได้

ฝ่ายหนึ่งมองอีกฝ่ายหนึ่งว่า เป็นพวกไร้ราก ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งมองกลับมาว่าอีกฝ่ายเป็นไดโนเสาร์ที่มีแต่จะนำพาสังคมสิ้นสลายไปเพราะไม่เท่าทันความเป็นไปของโลก

ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ การถกเถียงกันว่าจะเอาอย่างไรกับความขัดแย้งนี้ และการปกครองแบบไหนควรเป็นทางเลือกที่เป็นประโยชน์สุดของประเทศกลายเป็นเรื่องต่างคนต่างพูด พูดกันในช่องทางที่พูดได้ และในกลุ่มของฝ่ายตัวเอง

ไม่มีการหยิบขึ้นมาวางเป็นวาระของชาติ ที่ทุกฝ่ายมาแสดงเหตุและชี้ผล ก่อนจะหาทางออกร่วมกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถ่องแท้หรืออย่างน้อยมองความเห็นต่างอย่างเข้าใจ อันเป็นการหาหนทางร่วมกันที่น่าจะมีประสิทธิภาพกว่าต่างฝ่ายต่างมุ่งต่อสู้เพื่อเอาชนะ

คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดการรัฐประหารขึ้นอีกในอนาคต น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเอาประเด็นซึ่งเป็นหัวใจของปัญหาการพัฒนาประเทศมาเป็นวาระพูดคุยกันอย่างเปิดกว้าง

แม้ว่าชื่อของคณะกรรมาธิการจะมีแนวโน้มไปในทางทำให้เผด็จการเกิดความรู้สึกว่าถูกมองเป็นจำเลยสักหน่อย

แต่เท่าที่ฟังการอภิปรายในสภาถึงเหตุผลในการตั้งคณะกรรมาธิการชุดนี้ เห็นว่ามีการเปิดกว้างให้มองว่าปัญหาเกิดจากฝ่ายประชาธิปไตยมีอยู่ ไม่ถูกปิดกั้น

ดังนั้นการตั้งคณะกรรมาธิการชุดนี้จึงเป็นโอกาสของการหาทางออกให้กับประเทศ

เป็นโอกาสที่ไม่ควรจะถูกทิ้งให้ประเทศไม่มีทางออกอีก

สุชาติ ศรีสุวรรณ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้อสส.สั่งอัยการพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนเยียวยาเหยื่อ ‘จ่าคลั่ง’ เผยข้อมูลชันสูตรพบคนตายรอบศพคนร้าย 7 ศพ
บทความถัดไปรบ. ฝืนกฎการเมือง เหมือนว่า ‘เป็นต่อ’ แต่ยัง ‘เป็นรอง’