หน้าแรก คอลัมนิสต์ ความเหลื่อมล้...

ความเหลื่อมล้ำ ของการกระจายรายได้ โดย ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์

1.07.16 | 11:00 น.

1.ช่องว่างระหว่างคนรวยคนจนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ประจักษ์ได้จากข้อเสนอของหลายองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะกรรมการปฏิรูปหลายชุด (ในอดีตคือ สปร. และ สปช. ปัจจุบันคือสภาปฏิรูปประเทศ ซึ่งทำหน้าที่ขับเคลื่อนการปฏิรูปตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว) คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติสาขาเศรษฐศาสตร์สนับสนุนให้มีการสำรวจองค์ความรู้สาขาเศรษฐศาสตร์ เตรียมพิมพ์เป็นหนังสือเผยแพร่ (เกือบสิบเล่ม) เล่มนี้จั่วหัวว่า ความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ ในโอกาสนี้ขอนำผลสรุปจากรายงานสำรวจความรู้มาเล่าสู่กันฟัง

2.ในแต่ละสังคมมีคนรวยและคนจนเป็นธรรมดา แต่ถ้าหากว่าช่องว่างหรือความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยคนจนสูงเกินไป ถือว่าเป็นปัญหา และเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาล ความจริงทุกรัฐบาลแถลงนโยบายว่าจะพยายามออกมาตรการลดช่องว่าง แต่ที่ผ่านมาไม่ประสบผลสำเร็จ รายงานวิจัยเล่มนี้ขยายความว่า “ความเหลื่อมล้ำ” สะท้อนอยู่ในตัวชี้วัดหลายตัวด้วยกัน นั่นคือ ความเหลื่อมล้ำของรายได้ ทรัพย์สิน ค่าจ้างเงินเดือน ความด้อยโอกาสการศึกษาของเด็กยากจน ความเหลื่อมล้ำมิติพื้นที่ และความเหลื่อมล้ำการคลังท้องถิ่น

บทสำรวจนี้อธิบายหลักทฤษฎีและผลงานค้นคว้าในต่างประเทศ และสืบค้นหลักฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ของไทยเพื่อประเมินว่า อัตราความเหลื่อมล้ำในแต่ละหัวข้อมากหรือน้อยเพียงใด? ความเหลื่อมล้ำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือลดลง?

ความเหลื่อมล้ำของการถือครองทรัพย์สิน (asset distribution) มีความสำคัญสูงยิ่ง เพราะ “ทรัพย์สินของครัวเรือน” เกิดจากการทำงานหลายปี จากการอดออม การรับมรดกจากบุพการี ใช้ผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติซึ่งประกอบด้วยตัวอย่างกว่า 40,000 ครัวเรือน วัดมูลค่าบ้าน ที่ดิน อาคารพาณิชย์ ยานพาหนะ เงินหรือตราสารการเงิน พบข้อสังเกตสำคัญๆ คือ ก) มูลค่าการถือครองทรัพย์สินมีขนาดใหญ่กว่า “รายได้ต่อปี” หลายเท่าตัว (5-6 เท่า) จึงไม่น่าแปลกใจที่ความเหลื่อมล้ำทรัพย์สินสูงกว่าดัชนีความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ ข) การถือครองทรัพย์สินมีอัตราการกระจุกสูงมาก กล่าวคือ คนรวย 10% ถือครองทรัพย์สินถึงร้อยละ 50 หรือมากกว่านั้น ค) เป็นที่เข้าใจได้ว่าครัวเรือนที่ถือครองทรัพย์สินสูงได้เปรียบด้านการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในเด็กหรือโอกาสการลงทุนเก็งกำไรในที่ดินและหลักทรัพย์ ง) ความเหลื่อมล้ำด้านทรัพย์สินมีโอกาสสืบทอดข้ามรุ่น

— ในขณะที่ตัวแปรอื่นๆ เช่น รายได้ (Y) และ ค่าจ้าง (W) โดยทั่วไปไม่สามารถจะถ่ายทอดจากพ่อแม่ถึงลูก

Advertisement

ความแตกต่างของค่าจ้าง (wage inequality) ก็น่าสนใจ มีรายงานวิจัยต่างประเทศที่ค้นพบว่าค่าจ้างมีแนวโน้มเหลื่อมล้ำสูงขึ้น พร้อมกับคำอธิบายเชิงทฤษฎีที่สรุปความว่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในภาคการผลิตและโลกาภิวัตน์เป็นผลดีต่อนายทุนและแรงงานระดับมันสมอง (คนที่จบปริญญาได้รับค่าจ้างพรีเมียม) เพราะหน่วยธุรกิจไฮเทคมีความต้องการแรงงานระดับมันสมองหรือทักษะสูง สามารถใช้คอมพิวเตอร์อินเตอร์เน็ตอย่างคล่องแคล่ว มีทักษะการสื่อสารภาษาต่างประเทศ (ภาคบริการ) หน่วยธุรกิจไฮเทคจึงยอมจ่ายค่าจ้างให้สูงลิ่ว

ในทางตรงกันข้าม แรงงานระดับล่างหรือปานกลางขาดพลังต่อรอง ยิ่งในยุคที่แรงงานไหลเข้าออกข้ามประเทศได้ง่าย มีอุปทานแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านจำนวนหลายล้านคน อีกประการหนึ่งหน่วยธุรกิจบางประเภทสามารถใช้คอมพิวเตอร์แทนแรงงาน (มีตัวอย่างสาขาธนาคารจำนวนมากที่เลิกจ้างพนักงานจำนวนมาก จาก 20-30 คน/สาขา เหลือเพียง 5-10 คน)

สหภาพแรงงานในอดีตเคยมีบทบาทการต่อรองค่าจ้าง-ปัจจุบันพลังลดลงอย่างน่าใจหาย การปรับค่าจ้างในรอบทศวรรษที่ผ่านมาเป็นไปตามอัตราเงินเฟ้อ อาจจะมีข้อยกเว้นกรณีที่มีพลังการเมืองสนับสนุนการปรับขึ้นค่าจ้าง (ค่าจ้าง 300 บาท/วันเริ่มใช้ในปี พ.ศ.2556)

ความเหลื่อมล้ำมิติพื้นที่ วัดจากผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดต่อหัว (GPP per capita) ใช้ข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (บัญชีประชาชาติ) พบว่า ก) การกระจุกตัวของภาคการผลิต (อุตสาหกรรมและการบริการ) ในกรุงเทพฯและปริมณฑลและภาคตะวันออก ข) ความเหลื่อมล้ำของ GPP per capita ในภาคอีสานและภาคเหนือต่ำกว่าภาคตะวันออกและภาคกลางหลายเท่าตัว นักวิจัยทดสอบคำนวณดัชนีจินีโดยใช้ข้อมูล 17 ปี (2538-2554) แบ่งออกเป็น 3 ช่วง พบว่าดัชนีจินีเพิ่มขึ้น จึงตั้งข้อกังขาว่า นโยบายกระจายความเจริญของทุกรัฐบาลที่ผ่านมาประสบผลน้อย

ความเหลื่อมล้ำด้านการคลังท้องถิ่น เป็นอีกตัวแปรหนึ่งที่น่าสนใจในยุคสมัยการกระจายอำนาจ โดยวัด “รายได้ต่อหัว” ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละจังหวัด (รวมรายได้ของ อบจ. เทศบาล อบต. เป็นระดับจังหวัด) สาเหตุของความเหลื่อมล้ำเพราะว่า ก) จังหวัดที่ร่ำรวยมีฐานภาษีสูง — จังหวัดยากจนฐานภาษีน้อย ผลลัพธ์ก็คือ รายได้ที่แต่ละท้องถิ่นจัดเก็บเองแตกต่างกันมาก ข) รายได้ของท้องถิ่นส่วนใหญ่มาจาก “ภาษีแบ่ง” (ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต คำว่า แบ่ง หมายถึงแบ่งรายได้กันระหว่างรัฐบาลกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) ภาษีที่เก็บจากจังหวัด A ไม่ได้แบ่งให้จังหวัด B จึงพบความแตกต่างหรือช่องว่างของภาษีแบ่งระหว่างจังหวัดรวยกับจังหวัดจน ค) จากรายได้ที่เหลื่อมล้ำ ทำให้รายจ่ายและบริการสาธารณะของท้องถิ่นแตกต่างกันระหว่างจังหวัดรวย จังหวัดจน ระหว่างเทศบาลและ อบต.

แต่งานวิจัยที่มีอยู่ในขณะนี้ยังมีข้อมูลเชิงประจักษ์เกี่ยวกับบริการสาธารณะและคุณภาพชีวิตประชาชนน้อย เป็นอีกหัวข้อที่สนับสนุนให้มีการค้นคว้าเพิ่มเติม ทำเป็นกรณีศึกษา ปัญหาและอุปสรรคในเรื่องนี้เกี่ยวกับการรวบรวมข้อมูลด้านรายจ่าย (การที่มีท้องถิ่นมีจำนวนมาก 7,853 แห่ง นับว่าเป็นภาระของนักวิจัย แต่เชื่อว่าไม่พ้นวิสัย งานวิจัยที่ผ่านมาอิงข้อมูลด้านรายได้เป็นสำคัญ ซึ่งเก็บได้ง่าย เพราะหน่วยงานระดับชาติ เช่น กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้จัดทำฐานข้อมูลให้พวกเราได้ค้นคว้าโดยสะดวก)

3.เป้าหมายของโครงการสำรวจองค์ความรู้คือ การประเมินว่ารู้อะไร และไม่รู้อะไร ตอนท้ายของรายงานอภิปรายหัวข้อ “ความรู้ที่ขาดหายไป” ในทรรศนะของนักวิจัย หนึ่ง เรายังรู้เรื่องของการกระจายการถือครองที่ดินน้อยเกินไป ควรจะเร่งศึกษา จากข้อมูลของกรมที่ดินพบว่า ในแต่ละปีมีการเปลี่ยนมือที่ดินมาก (มากกว่า 1 ล้านแปลง มูลค่าการซื้อขายกว่า 1 ล้านล้านบาท) นอกจากการซื้อขายยังมีธุรกรรมอื่นคือการโอนมรดก การให้ที่ดินโดยเสน่หา การจำนองที่ดิน ความจริงกรมที่ดินทำหน้าที่จดทะเบียนที่ดินและพัฒนาข้อมูลเข้าระบบคอมพิวเตอร์ค่อนข้างสมบูรณ์ (เพราะทุกแปลงจดทะเบียนกับกรมที่ดิน) รัฐเก็บภาษีการโอนที่ดินเป็นรายได้แผ่นดินประมาณปีละ 1 แสนล้านบาท (2 ใน 3 เข้าคลังแผ่นดิน 1 ใน 3 เข้าคลังท้องถิ่น คือ กทม. เทศบาล และ อบต.) ในโอกาสที่เมืองไทยเตรียมปฏิรูปภาษี (ภาษีมรดกและภาษีทรัพย์สิน) องค์ความรู้เกี่ยวกับการครอบครองที่ดินและทรัพย์สิน จึงมีคุณค่าสูงยิ่งนัก จะช่วยการวางแผนภาษีได้เป็นอย่างดี สอง การถ่ายโอนมรดกจากบุพการีให้ผู้สืบสันดาน เป็นอีกหัวข้อที่ควรเร่งรัด โดยเฉพาะหากสำนักงานสถิติแห่งชาติร่วมมือกับกระทรวงการคลังหรือสถาบันวิจัย เสนอให้สอบถามว่า “ใน 10 ปีที่ผ่านมาท่านได้รับมรดกที่ดิน บ้าน หรือหุ้น หรือไม่” อาจจะมีอีกคำถามหนึ่ง คือ ความตั้งใจที่จะถ่ายโอนมรดกให้ลูกหลาน

สาม ข้อมูลด้านการศึกษาของเด็กเป็นอีกหัวข้อหนึ่ง ข้อมูลที่มีสะท้อนว่ามีเด็กอายุระหว่าง 13-18 ปีที่ออกจากสถานศึกษา ถือว่า “เร็วเกินไป” ทั้งนี้เปรียบเทียบกับเป้าหมายของชาติอยากให้คนไทยมีการศึกษาอย่างน้อย 12 ปีเป็นอย่างน้อย โดยรวมคือร้อยละ 20 ของเด็กหลุดจากสถานศึกษา (มัธยมต้น) โดยที่อัตราส่วนของเด็กยากจนสูงกว่าค่าเฉลี่ย เราน่าจะมีความรู้ว่า เด็กที่ออกจากสถานศึกษาเร็วเกินไป-มีงานทำหรือไม่ อยู่ว่างๆ แย่ไปกว่านั้นคือถ้าหากเยาวชนเปลืองเวลาไปกับการพนันและยาเสพติด

4.คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติสาขาเศรษฐศาสตร์ ร่วมกับสำนักวิจัย สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ จะจัดการประชุมเพื่อรายงานผลวิจัยและระดมสมองเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ ในวันอังคารที่ 12 กรกฎาคม เวลา 13.00-16.00 น. เป็นบริการสาธารณะโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ที่อาคารนวมินทราธิราช สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

ได้ทำประกาศเชิญชวนนักวิชาการ นักวิจัย นักศึกษาและผู้สนใจทุกท่านเข้าร่วมรับฟัง-วิจารณ์-และเสนอความคิดเห็น