หน้าแรก คอลัมนิสต์ โรคระบาด (epi...

โรคระบาด (epidemics) และการระบาดของข้อมูลข่าวสาร (infodemics) โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

11.02.20 | 13:00 น.

คู่มือขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization) ที่ว่าด้วยเรื่องการบริหารจัดการโรคระบาด Managing Epidemics : Key Facts about Major Deadly Diseases. (2018) มีหลายประเด็นที่น่าสนใจโดยเฉพาะในส่วนของการพูดถึงสิ่งที่ผู้บริหารสถานการณ์สาธารณสุขต้องเจอและจัดการโรคระบาดให้ได้ ทั้งนี้ เพราะผลกระทบของโรคระบาดในปัจจุบัน (แม้กระทั่งก่อนจะเกิดเหตุการณ์อู่ฮั่น) มีลักษณะที่รุนแรงและระบาดรวดเร็วขึ้น ยิ่งการเชื่อมโยงระหว่างกันในโลกมีมากขึ้นและเร็วขึ้นด้วย ยกตัวอย่างเช่น กรณีการแพร่ระบาดของเมอร์ส ในเกาหลีใต้ที่มีคนเพียงคนเดียวที่เดินทางกลับมาจากตะวันออกกลาง ที่ทำให้การระบาดในเกาหลีนั้นมีทั้งหมด 186 กรณี และมีผู้เสียชีวิตถึง 36 ราย รวมไปถึงการเชื่อมโยงกันของเมืองใหญ่ และการขยายพื้นที่เชื่อมโยงจากเมืองกับพื้นที่ชนบทที่ทำให้เกิดการติดต่อกันระหว่างคนกับสัตว์ต่างๆ

ทั้งนี้ หลักการสำคัญของสิ่งที่จะต้องคำนึงถึงในจัดการสถานการณ์โรคระบาดนั้นมีองค์ประกอบสี่ประการ ได้แก่

1.การประสานงานกันของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง (ศูนย์บริหารสถานการณ์ การทำให้การประชุมต่างๆ เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ การมีแผนงานร่วมกัน การมีช่องทางการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้อง)

2.การนำเสนอข้อมูลด้านสุขภาพ ทั้งในด้านของการติดตามเฝ้าระวังโรคระบาด และการเข้าไปจัดการโรคระบาด เช่นกลุ่มประชาชนกลุ่มไหนที่เป็นเป้าหมายสำคัญ และ ตัวชี้วัดว่าอะไรคือความสำเร็จของการบริหารจัดการโรคระบาด

3.การสื่อสารในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยง ที่เราจะมาเน้นกันในบทความสับดาห์นี้

Advertisement

4.การเข้าไปจัดการโรคระบาด เพราะแต่ละโรคนั้นการเข้าไปจัดการอาจจะไม่เหมือนกัน

โดยมีจุดเน้นอยู่สามเรื่องใหญ่คือบทบาทของชุมชนระหว่างที่มีสถานการณ์โรคระบาด การสื่อสารในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยง และการดูแลผู้ป่วยและป้องกันบุคลากรด้านสาธารณสุข

เมื่อพูดถึงโรคระบาดนั้น การบริหารจัดการจึงไม่ได้มีแต่มิติทางการแพทย์เท่านั้น (แต่ในมิติด้านการแพทย์นั้นเราก็จะต้องเข้าใจเรื่องของความเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตของผู้คน และการพิจารณาเรื่องของมาตรการจัดการโรคระบาดที่ผ่านๆ มา เพราะอาจจะไม่ประสบผลสำเร็จในครั้งนี้หรือครั้งต่อๆ ไป) แต่ยังเกี่ยวข้องกับมิติทางสังคมด้วย อาทิ ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสาธารณสุข และเปราะบางต่อการติดต่อกับโรคใหม่ๆ ยังรวมไปถึงความเสี่ยงใหม่อีกประการหนึ่งนั่นก็คือการแพร่กระจายของข่าวสารหลายรูปแบบ ที่เรียกว่า “infodemics” ที่รวมตั้งแต่ข่าวลือ การซุบซิบนินทาหรือข้อมูลที่ตรวจสอบไม่ได้

ทั้งหมดนี้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วขึ้นในสื่อโซเชียลต่างๆ และข่าวเหล่านี้ยังรวมไปถึงความแตกต่างหลากหลายของผู้เชี่ยวชาญที่อาจจะขัดกันเอง และอาจส่งผลไปถึงการที่ประชาชนอาจจะไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนของการควบคุมสถานการณ์โรคระบาด

การสื่อสารในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยง (risk communication) จึงมีความสำคัญต่อผู้ที่มีบทบาทในการควบคุมสถานการณ์ ซึ่งการสื่อสารดังกล่าวไม่ใช่แค่ประเด็นทางเทคนิคเท่านั้น แต่ต้องรวมไปถึงเรื่องของการต้องมีทัศนคติใหม่ๆ ต่อสถานการณ์โรคระบาดที่เราเผชิญอยู่ด้วย โดยการจัดการการแพร่ระบาดของข้อมูล (infodemics) ก็ใช้หลักการเดียวกันกับการบริหารจัดการโรคระบาด นั่นก็คือ การเฝ้าระวังและแยกแยะข้อมูลข่าวสาร การวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารเหล่านั้น และการควบคุมและใช้มาตรการในการลดความรุนแรงและแพร่กระจายของข้อมูลข่าวสารในลักษณะนี้

หลังจากที่ทำความเข้าใจกับความสำคัญของการสื่อสารในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงทั้งจากโรคระบาดและการแพร่ระบาดของการสื่อสารในหลายรูปแบบแล้ว ส่วนสำคัญที่จะต้องทำตามมาก็คือการที่ผู้มีอำนาจในการบริหารสถานการณ์ และผู้เชี่ยวชาญและคณะทำงานจะต้องส่งต่อข้อมูลต่างๆ ไปสู่ประชาชนทั้งในแง่ของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและมาตรการในการป้องกัน

นอกจากนั้นสิ่งที่จะต้องมีนอกเหนือจากการพูดหรือแถลงก็คือ “การฟัง” การฟังนั้นหมายถึงการทำความเข้าใจลักษณะของข้อมูลที่แพร่ระบาดอยู่ โดยพยายามเข้าใจถึงความหวาดกลัวหรือความกังวลที่แฝงอยู่ในข่าวเหล่านั้น มุมมองที่มีต่อโรคเหล่านั้นและคนที่ติดโรคเหล่านั้น (เช่นใครเป็นผู้ป่วย หรือผู้ที่จะแพร่ระบาดโรคเหล่านั้น) การทำความเข้าใจเรื่องเหล่านี้จะทำให้เราสามารถนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องและตรงต่อความต้องการของประชาชนมากขึ้น (ไม่ใช่มองแต่ว่าเป็นสิ่งลวง หรือมองแต่ว่าข่าวแบบนี้และคนแพร่ข่าวนั้นไม่ดีและสร้างความแตกแยก)

การสื่อสารจากผู้ที่ดูแลสถานการณ์โรคระบาด (และการระบาดของข่าวสารที่มักจะมาควบคู่กัน) จึงเป็นเรื่องที่จะต้องทำให้เกิดขึ้นเพื่อเข้าสู่สมองและหัวใจของประชาชนด้วย หมายถึงจะต้องสร้างความเชื่อมั่นและไว้ใจให้ประชาชนมีต่อระบบการบริหารจัดการโรคระบาด ซึ่งการสื่อสารดังกล่าวมักจะต้องทำบ่อยๆ เพื่ออัพเดตสถานการณ์ และใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย รวมถึงเน้นไปที่การที่ประชาชนนั้นรู้สึกว่าทำตามได้ โดยรวมไปถึงการที่ประชาชนสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากที่เคยทำมาสู่การปรับเปลี่ยนไปสู่พฤติกรรมบางอย่างได้ด้วย

นอกเหนือจากการสื่อสารแล้ว การทำให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการโรคระบาดก็มีส่วนสำคัญ ในแง่ที่ว่าประชาชนนั้นไม่ใช่คนไข้ที่ต้องรอการดูแลหรือต้องเดินเข้ามาที่โรงพยาบาล แต่หมายถึงการที่ประชาชนในฐานะที่อยู่ร่วมกันในชุมชนจะต้องสามารถที่จะเข้ามามีบทบาทในการร่วมบริหารจัดการสถานการณ์โรคระบาดโดยเข้ามาแบ่งปันความกังวลและเรียนรู้มุมมองซึ่งกันและกันของทั้งผู้รับผิดชอบสถานการณ์ในด้านของรัฐหรือประชาชนในฐานะชุมชนที่เกี่ยวข้อง โดยที่ฝ่ายรัฐนั้นจะต้องมีมุมมองใหม่ว่าประชาชนก็มีมุมมองและมีความหวังบางประการต่อการบริหารจัดการสถานการณ์เช่นเดียวกัน การที่ภาครัฐยอมรับฟังข้อกังวลของประชาชนมากกว่าสั่งให้ประชาชนทำตามอย่างเดียวนั้น ก็จะมีส่วนสำคัญในการสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันและร่วมมือกันในการก้าวข้ามอุปสรรคที่เกิดขึ้น

รูปธรรมของการทำงานร่วมกันของรัฐและชุมชน (ในความหมายกว้างคือคนที่รู้สึกว่าต้องอยู่ร่วมกัน) ก็มีเช่นเรื่องของการร่วมกันค้นหาผู้ที่ติดเชื้อและการลดความเสี่ยงที่จะทำให้ประชาชนติดเชื้อได้ รวมทั้งให้คำแนะนำพื้นฐานในการจัดการกับโรคระบาด การลดทัศนคติทางลบและการเหมารวมต่อผู้ติดเชื้อ เช่น (คนจีนเท่ากับไวรัส) และร่วมกันระบุและจัดการการแพร่ระบาดของข้อมูลที่ไม่ถูกต้องร่วมกัน

ในแง่ของบ้านเราในวันนี้ เมื่อพูดถึงชุมชนเราจะไม่พูดแต่เรื่องของหมู่บ้าน แต่เรากำลังพูดถึงเรื่องชุมชนเมืองที่มีผู้คนที่หลากหลาย และมีนักท่องเที่ยวและกิจกรรมการท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนด้วย ดังนั้น การที่เราจะมีทัศนคติและท่าทีต่อกิจกรรมการท่องเที่ยวนั้นจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกคนทุกฝ่าย-การทำความเข้าใจเช่นนี้น่าจะดีกว่าการสื่อสารในแง่ของการเสียสละต่อเม็ดเงินการท่องเที่ยว เพราะการพูดเรื่องของการพึ่งพาเม็ดเงินการท่องเที่ยวนั้นไม่ได้ทำความเข้าใจว่าประชาชนไทยนั้นต้องเสียค่าใช้จ่ายดูแลตนเองที่เพิ่มขึ้นอย่างไรท่ามกลางความเสี่ยงที่มีเพิ่มขึ้นไม่ว่าจะเรื่องการติดเชื้อ การหาหน้ากากและเจลล้างมือราคาเดิมก่อนการแพร่ระบาดจะเกิดขึ้น รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตอีกมากมาย

เรื่องสำคัญที่มีลักษณะไปไหนมาสามวาสองศอกในวันนี้เรื่องหนึ่ง คือ เราพูดกันคนละเรื่อง ที่ว่าด้วยโรคระบาด ในมุมของประชาชนนั้นเขาไม่ต้องการติดโรค แต่ในมุมของรัฐที่จัดการสถานการณ์กลับมองในแง่ของการรักษาว่าถ้าติดก็รักษาหาย เพราะอัตราการตายต่ำ และเสี่ยงแค่บางกลุ่ม

ยิ่งไปบอกว่าให้ประชาชนดูแลตนเองให้แข็งแรง ประชาชนก็จะยิ่งไม่พอใจเพราะรู้สึกว่า รัฐตอบไม่ตรงคำถาม เอาจริงๆ ประชาชนไทยมีความเชื่อมั่นในระบบรักษาของแพทย์ แต่อาจไม่เชื่อมั่นในการดูแลสถานการณ์ในภาพรวมของสังคมที่อยู่นอก
โรงพยาบาล ดังนั้น ยิ่งไปบอกให้ประชาชนดูแลตัวเองแต่รัฐไม่มีมาตรการที่สร้างความสบายใจต่อประชาชนในเรื่องการคัดกรอง ประชาชนก็ยิ่งมองว่ารัฐไม่ทำอะไร ทั้งที่รัฐอาจจะทำมากแต่ไม่ได้ทำในส่วนที่สร้างความเชื่อมั่น และได้รับความไว้วางใจจากประชาชน

ยิ่งโดยสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน การเชื่อมั่นในรัฐบาลในการแก้ปัญหามันมีต่ำลงทุกวัน ดังที่องค์การอนามัยโลกบอกว่า ในวันนี้ ผู้เชี่ยวชาญกับรัฐนั้นไม่ค่อยได้รับความไว้วางใจจากประชาชน (เริ่มตั้งแต่กรณีของจีนนั้น แพทย์ที่ค้นพบถูกจัดการห้ามสื่อสารและสุดท้ายติดเชื้อตาย และผู้บริหารเมืองชะล่าใจในสถานการณ์ในตอนแรก) รวมทั้งการกล่าว
หาข้อมูลที่ไม่ตรงกับรัฐบาล หรือแม้กระทั่งข้อกังวลว่าไม่เป็นความจริง แต่รัฐบาลแถลงความจริงน้อย หรือไม่ตรงตามที่ประชาชนต้องการ ประชาชนก็ยิ่งจะหาข้อมูลในสื่ออื่นๆ แทนที่จะเก็บข้อสงสัยเอาไว้เฉยๆ อีกทั้งสื่อออนไลน์นั้นทำงานตลอดเวลา ไม่เหมือนสื่อสมัยก่อนที่ออกมาวันละครั้ง

อย่าลืมว่าความต้องการของประชาชนหรือชุมชนนั้นมาจากความคาดหวังมากกว่าความรู้ทางการแพทย์ที่บางครั้งถ้ายังไม่ยืนยันก็จะไม่อยากแถลง แต่ประชาชนนั้นกังวลและต้องการรู้ และพวกเขารู้สึกว่าเขาอยู่ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงตลอดเวลา ประชาชนจึงหวังว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญกับความเป็นความตายของพวกเขาเป็นลำดับแรกก่อนเงื่อนไขอื่นๆ ในห้วงวิกฤตการณ์

ดังนั้น ยิ่งรัฐบาลบอกว่าไม่ต้องกังวลประชาชนยิ่งจะกังวล ถ้าไม่เห็นมาตรการที่เป็นรูปธรรมของรัฐบาล หรือไม่รู้สึกว่ารัฐบาลนั้นพูดความจริง หรือไม่รู้สึกว่ายิ่งพูดยิ่งขัดกันเอง เช่นไม่มีอะไรน่ากังวล แต่เวลาออกไปเจอคนที่เป็นโรคดันใส่เครื่องป้องกันซะเต็มยศ

อีกเรื่องที่สำคัญในบ้านเราในสัปดาห์ที่ผ่านมาคือ การบริหารจัดการเรื่องของการขาดแคลนของหน้ากากอนามัย ที่เราก็จะเห็นว่ารัฐบาลไม่ได้สร้างความไว้วางใจอะไรให้กับชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากความหวาดกลัวโรคระบาด เพราะประชาชนหาซื้อไม่ได้ ก็บอกว่าไม่ขาด เพราะไปดูว่ามีที่โรงงาน แต่ไม่ได้ดูว่าหน้าร้านปกติมีขายไหม การเอาไปแจกและการเอามาขายในราคาที่แพงกว่าสัปดาห์ที่แล้วอยู่ดี (เว้นกรณีกระทรวงสาธารณสุข) ก็ชี้ให้เห็นว่าไม่ได้ตอบโจทย์ที่ประชาชนกังวล และทำให้ความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อการบริหารจัดการการแพร่ระบาดของโรคนั้นไม่ได้มีมากขึ้น การแพร่กระจายของข้อมูลและความกังวลก็ขยายตัวมากขึ้น กลไกรัฐบางส่วนก็แสดงความเอาจริงเอาจังในการจัดการการแพร่ระบาดของข้อมูลมากขึ้นและมากกว่าการแพร่ระบาดของโรค สุดท้ายโรคก็ยังแพร่บาดหรือจัดการไม่ได้ แถมข้อมูลก็ยิ่งระบาดเข้าไปอีก

เรื่องการควบคุมการขายหน้ากากอนามัยนั้นทำยังกับเรื่องของการขายสลากเกินราคา และการไม่ขายสลากเป็นชุด (คือที่ไหนก็เกินแถมขายเป็นชุดทุกที่) จนประชาชนเขาเอือมระอา แถมยังไม่เขียนราคากำกับด้วยว่าห้ามขายเกินกี่บาท มันก็ไม่แปลกหรอกครับที่ความเชื่อมั่นในระบบการบริหารจัดการสถานการณ์โรคระบาดจะถูกวิจารณ์เสียขนาดนี้

ยุ่งอีนุงตุงนังหล่ะครับ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน