กรณีของ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นอีกกรณี 1 ซึ่งเหมือนกับเป็น “ปรอท” สะท้อน “อุณหภูมิ” อันแหลมคมยิ่งของสังคมไทย
ทั้งๆ ที่ “เปิดประเด็น” ขึ้นมาด้วย “เจตนาดี” แท้ๆ
แต่ “ปฏิกิริยา” ซึ่งสะท้อนกลับ ไม่ว่าจะมาจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ไม่ว่าจะมาจาก นายวิษณุ เครืองาม
“ร้อนแรง” อย่าง “เหนือ” ความคาดหมาย
ทั้งๆ ที่เป็นคนกันเองแท้ๆ เพราะว่า คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ก็วนเวียนอยู่ในแวดวงของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มาอย่างยาวนาน
ขณะที่ นายวิษณุ เครืองาม ก็เคยเป็น “รัฐมนตรี” ในรัฐบาลเดียวกัน
แม้แต่ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ก็ไม่เข้าใจด้วยเหมือนกันว่า เหตุปัจจัยใดทำให้ต้อง “ตัดรอน” กันถึงระดับนี้
เหมือนไม่เคยมักคุ้น ห่างเหินกันอย่างยิ่ง
ทั้งนี้ แทบไม่ต้องกล่าวถึงท่าทีและความเห็นอันมาจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่าดำเนินไปอย่างไร
ไม่น่าเชื่อว่า “ร่อง” แห่งความแตกแยกขัดแย้งจะ “ร้าวลึก” เพียงนี้
ถามว่าความอ่อนไหว ซึ่งมาจาก “ข้อเสนอ” ในลักษณะริเริ่มโดย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ มาจากมูลเชื้อใดในทางการเมือง
คำตอบ 1 คือ ความหวาดระแวง
เป็นความหวาดระแวงอันอยู่บนพื้นฐานแห่งประกาศและคำสั่งของ คสช.ตั้งแต่แรกที่ทำรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
นั่นก็คือ ยุติบทบาทของ “พรรคการเมือง”
ข้อกำหนดห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน ความหมายก็คือ ไม่ให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การประชุมพรรค
เป้าหมายใหญ่ก็คือ ตัดกิจกรรมของ “นักการเมือง”
ในทางหลักการ พรรคการเมืองไม่อาจประชุมได้ ไม่อาจมีมติใดๆ ซึ่งมีลักษณะในทางการเมือง แต่ถามว่าจากเดือนพฤษภาคม 2557 กระทั่งมายังเดือนกรกฎาคม 2559 พรรคการเมืองและนักการเมืองไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ หรือ
หากไม่มีการเคลื่อนไหวไฉนพรรคประชาธิปัตย์จะมีท่าทีต่อบทบาทของ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม.
หากไม่มีการเคลื่อนไหวไฉนพรรคเพื่อไทยจึงมี “แถลงการณ์” ออกมาฉบับแล้วฉบับเล่า
ลักษณะอันย้อนแย้งในทางการเมืองเช่นนี้แหละที่นำไปสู่คำตอบข้อที่ 2 สำหรับคำถามว่าด้วยความอ่อนไหวในตอนต้น
นั่นก็คือ การไม่ลดราวาศอกระหว่างกันของ “นักการเมือง”
ปัญหาระหว่าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ มิได้อยู่ที่ว่าอยู่ในกาละอันไม่เหมาะสมอย่างที่เอ่ยอ้างขึ้นมา
หากที่สำคัญก็คือ ปัญหาการช่วงชิง “การนำ”
อย่าลืมเป็นอันขาดว่า “พื้นฐาน” ทางการเมืองของ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ กับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาจากพื้นที่เดียวกัน
นั่นก็คือ พื้นที่ “กทม.”
บทบาทของ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ครั้งนี้จึงเท่ากับเป็นการช่วงชิงบทบาท “นำ” และยึดกุมความคิดในลักษณะ “นำ” ภายใต้สถานการณ์อันเป็นวิกฤตทางการเมือง
หาก คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ขับเคลื่อนไปได้ย่อม “เข้าตา”
อย่าได้แปลกใจไปเลยหากได้เห็นอาการ “ดิสก์เบรก” ซึ่งมาจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และการตัดเยื่อไม่เหลือใยจาก นายวิษณุ เครืองาม
แล้ว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ซ้ำด้วยหมัดถนัด
“ต้องบอกตรงๆ ว่า คุณนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ไม่คิดว่า คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จะนำไปพูดบนเวทีจนกลายเป็นเหมือนเป็นการพูดคุยเป็นทางการ”
เป็นหมัดถนัดด้วยท่วงทำนองแบบ “ประชาธิปัตย์”
ทั้งหมดนี้คือ “ปรอท” อันสำแดง “อุณหภูมิ” อันแหลมคม และร้อนแรงยิ่งในทางการเมืองของสังคมไทย
เท่ากับเป็นการเตือนให้ตระหนักว่า ปัญหาเฉพาะหน้าอยู่ที่ใด ปัญหามิได้อยู่ที่ว่านักการเมืองจะมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหากับ คสช.และรัฐบาลอย่างไร หากแต่อยู่ที่ว่าจะ “ประชามติ” กันอย่างไรมากกว่า
ประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม ต่างหากคือ “คำตอบ”

