มหาวิทยาลัย โอกาสและความท้าทาย ในสภาวการณ์การเปลี่ยนแปลง โดย รัฐพงศ์ บุญญานุวัตร

จากการติดตามข่าวที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) จัดการประชุมวิชาการประจำปี 2563 เรื่อง “โอกาสและความท้าทายของสถาบันอุดมศึกษาไทยภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม” เมื่อเร็วๆ นี้สะท้อนให้เห็นได้ว่า “มหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษา” ล้วนแล้วแต่เป็นองค์กรที่มีความสำคัญสำหรับการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในมิติต่างๆ

ที่น่าสนใจในการจัดการประชุมดังกล่าวพบว่าผู้บริหารในรัฐบาลโดยเฉพาะนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ ในฐานะรัฐมนตรีที่กำกับดูแลมหาวิทยาลัย ซึ่งได้เข้าร่วมในงานต่างแสดงทรรศนะและให้ความสำคัญกับสถาบันอุดมศึกษาของชาติโดยเฉพาะการปรับตัวเพื่อให้ทันกับสภาวการณ์การเปลี่ยนแปลง

แต่อย่างไรก็ตามเมื่อกล่าวถึงมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาที่กระจายอยู่ทั่วประเทศทุกสถาบันต่างมีความเป็นมาหรือพัฒนาการที่แตกต่างกันไปที่สำคัญไม่ว่าสภาวการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลกจะเป็นเช่นไรก็ตามทุกสถาบันล้วนแล้วแต่มีความมุ่งมั่นที่จะบริหารจัดการให้องค์กรของตนเองมีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผลภายใต้วิสัยทัศน์ พันธกิจที่สอดคล้องกับ พ.ร.บ.ที่กำหนด

ด้วยการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องวันนี้เป็นที่ทราบกันอย่างชัดเจนแล้วว่ามหาวิทยาลัยจำเป็นที่จะต้องปรับตัวให้ทันและพร้อมกับบริบทที่เห็นและเป็นไปการที่สถาบันจะเดินไปอย่างช้าๆ หรือเกาะติดกับบุญเก่าในอดีตย่อมสะท้อนให้เห็นถึงภาวะผู้นำในการบริหารจัดการที่ยังไม่สามารถก้าวเดินให้หลุดพ้นจากวังวนในอดีตได้

ต่อกรณีที่สังคมตลอดจนผู้บริหารประเทศคาดหวังและอยากเห็นมหาวิทยาลัยเดินหน้าสู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ทันต่อสภาวการณ์ในปัจจุบันนั้นสอดคล้องกับคำกล่าวของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีที่กล่าวไว้ในงานประชุมวิชาการของ ทปอ.เมื่อเร็วๆ นี้ความตอนหนึ่งว่า “การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งจำเป็นหากอยากให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าเติบโตอย่างยั่งยืนและมีความสุข มหาวิทยาลัยต้องยืนด้วยตนเองไม่ใช่รองบประมาณจากรัฐเข้ามาช่วย มหาวิทยาลัยต้องกล้าเดินในทางที่ถูกต้อง กฎระเบียบไหนที่ล้าสมัยอาจจะต้องปรับเปลี่ยนหรือต้องสร้างสิ่งใหม่เข้ามาพัฒนามหาวิทยาลัย เป็นต้น” (มติชน 7 กุมภาพันธ์ 2563 หน้า 21)

พร้อมกันนั้นนายสมคิดในนามของรัฐบาลยังตอกย้ำให้ชาวอุดมศึกษาเห็นถึงความต้องการเพื่อให้สามารถเดินหน้าก้าวข้ามดิสรัปชั่นที่จะทำให้การศึกษาและประเทศพัฒนาสู่การเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีคุณภาพ 3 ด้าน ประกอบด้วย ประการแรก มหาวิทยาลัยต้องสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศร่วมมือและช่วยกันทำวิจัยไม่ใช่ต่างคนต่างทำเหมือนในอดีต ประการที่สอง มหาวิทยาลัยต้องช่วยสร้างนวัตกรรมที่ตรงกับความต้องการของประเทศสนับสนุนให้นักศึกษาคิดธุรกิจสตาร์ต
อัพของตนเอง

สำหรับประการที่สามถือได้ว่าเป็นหนึ่งในปัญหาของสังคมไทยที่เกาะเกี่ยวกับสังคมมาอย่างยาวนานและเป็นประเด็นที่รองนายกรัฐมนตรีต้องการให้มหาวิทยาลัยร่วมขับเคลื่อนได้แก่การลดความเหลื่อมล้ำโดยให้มหาวิทยาลัยนำดิสรัปชั่นเป็นตัวทะลวง สร้างสิ่งใหม่ๆ เอาจุดแข็งของตนเองมาดูพัฒนาและเปลี่ยนแปลงตนเองต่อไป และเชื่อว่าหากมหาวิทยาลัยมีความกล้าจะไม่มีใครมาขวางได้

จากการเสนอแนวทางรวมทั้งความคาดหวังที่มีต่อมหาวิทยาลัยของนายสมคิดในฐานะรองนายกรัฐมนตรีเพื่อให้ทุกสถาบันก้าวผ่านดิสรัปชั่นหรือการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ไปให้ได้นั้นจะเป็นหนึ่งในการบ้านหรือโจทย์ที่จะท้าทายให้เห็นว่าเหล่าผู้บริหารตลอดจนผู้เกี่ยวข้องของสถาบันอุดมศึกษาที่มาร่วมประชุมวิชาการจะได้นำไปสู่การปฏิบัติกันได้มากน้อยแค่ไหน

ด้านนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นหนึ่งในผู้ที่ร่วมจุดประกายความคิดเพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาทันต่อการเปลี่ยนแปลงหนึ่งในประเด็นที่ รมว.เจ้ากระทรวงกล่าวไว้มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ อาทิ กลุ่มเป้าหมายของมหาวิทยาลัยไม่ใช่นักเรียน นักศึกษาที่มีอยู่ 2-3 ล้านคนทั่วประเทศอีกต่อไป แต่เป็นบุคคลที่อยู่ในวัยทำงานกว่า 30 ล้านคน ที่จะต้องเพิ่มทักษะ และสร้างทักษะให้กับคนเหล่านี้

ดังนั้น รมว.จึงฝากให้ชาวสถาบันอุดมศึกษาได้คำนึงถึงภารกิจที่สอดคล้องกับสภาวการณ์ที่ท้าทายและทันต่อการเปลี่ยนผ่านประกอบด้วย ประการแรก ได้แก่การสร้างคนในศตวรรษที่ 21 ตามด้วยสร้างองค์ความรู้โดยปรับโจทย์ ปรับงบประมาณและการวิจัยที่ตอบโจทย์ประเทศ และประการสุดท้ายคือการสร้างและพัฒนานวัตกรรม

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในประเด็นข้อคิดของสองผู้บริหารประเทศที่อยากเห็นสถาบันอุดมศึกษาของชาติก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงจะพบว่าส่วนใหญ่เป็นการบ้านหรือโจทย์สำหรับชาวอุดมศึกษาของรัฐทั้งในสถาบันกำกับของรัฐหรือในส่วนราชการทั้งสิ้น

แต่ในขณะที่ภาคส่วนของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนถึงแม้ว่าไม่ได้ร่วมอยู่ในภาคีของ ทปอ.ก็ตาม แต่ในความเป็นจริงด้วยปรากฏการณ์ของการเปลี่ยนแปลงมหาวิทยาลัยเอกชนก็จำเป็นที่จะต้องก้าวเดินและตอบโจทย์ไปในบริบทเดียวกับมหาวิทยาลัยของรัฐ และที่สำคัญเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและสังคมรัฐบาลไม่ควรที่จะทิ้งมหาวิทยาลัยเอกชนไว้ข้างหลังดังที่ผ่านมา

สำหรับโจทย์หรือการบ้านของสถาบันอุดมศึกษาภาครัฐที่สังคมอยากเห็นและถือได้ว่าเป็นต้นทางแห่งความท้าทายที่น่าสนใจยิ่งสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่เป็นหลุมดำหรือกับดักที่ทับถมมาอย่างยาวนานสำหรับบางสถาบันคงหนีไม่พ้นเรื่องธรรมาภิบาล

ในหลายๆ ครั้งเมื่อกล่าวถึงการขับเคลื่อนการบริหารจัดการสถาบันอุดมศึกษาของรัฐหนึ่งในปัญหาที่ก่อเกิดส่วนหนึ่งมาจากคนภายใน (บางกลุ่ม บางพวก) ที่ส่งผลให้สังคมไม่สามารถคาดหวังจากสถาบันเหล่านั้นได้และถือได้ว่าเป็นจุดเสื่อมที่เกิดขึ้นในสังคมอุดมปัญญาของประเทศ ดังนั้นเมื่อโลกก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงการดำรงไว้ซึ่งหลักธรรมาภิบาลสำหรับการบริหารจัดการองค์กรจึงเป็นสาระสำคัญที่ผู้บริหารและชาวอุดมศึกษาไม่ควรจะมองข้าม

วันนี้สถาบันอุดมศึกษาจะก้าวผ่านหรือจะทะลวงสู่การเปลี่ยนแปลงภายใต้ของโอกาสและความท้าทายในสภาวการณ์ปัจจุบันได้มากน้อยแค่ไหน หนึ่งปัจจัยแห่งความสำเร็จ คือการขับเคลื่อนการบริหารจัดการภายใต้หลักการมีส่วนร่วมของประชาคมที่เปี่ยมไปด้วยจุดยืนและอุดมการณ์ที่สอดคล้องกับบริบทของพันธกิจอันนำมาซึ่งประโยชน์ของสังคมและประเทศชาติเป็นตัวตั้ง

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อน

 

บทความก่อนหน้านี้ตร.ปราบแก๊งอุ้มบุญเผย ชาวจีนอ้างแค่ทำเด็กหลอดแก้ว ปฏิเสธขายอวัยวะ
บทความถัดไปคอฟฟี่เบรก : เป็นปลื้ม