หน้าแรก คอลัมนิสต์ สุจิตต์ วงษ์เ...

สุจิตต์ วงษ์เทศ : บ้านเชียง จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ รูปแบบทันสมัย แต่เนื้อหายังอยู่ใต้อาณานิคม

1.07.16 | 23:09 น.
อาคารมีที่ขายบัตรเข้าชมการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์บ้านเชียง

ออกจากขอนแก่น เช้าตรู่วันศุกร์ 17 มิถุนายน 2559 เข้ากาฬสินธุ์ ต้องใช้เวลานาน ลัดเลาะช่องเขาภูพานไป อ. หนองหาน อุดรฯ
ราว 11.00 น. ถึงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง ตรงไปขอซื้อบัตรเข้าชมที่เคาน์เตอร์ขายบัตรอย่างสง่าผ่าเผย
แต่เจ้าหน้าที่ขายบัตรเห็นหน้าคนขอซื้อแล้วไม่ขาย เขาบอกว่ากรมศิลปากรมีระเบียบยกเว้นค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์ให้ราษฎรที่มีเวลาเหลือไม่มาก

ตอนแรกคิดว่าตัวเองเป็นผู้มีอิทธิพล จนเขาเห็นหน้าแล้วไม่กล้าคิดสตางค์ ดังกลอนเพลงยาว นายจุ้ย ฟันขาว (ยุคปลายอยุธยา) ไปเที่ยวดึก เมื่อเดินถนนกลับเรือนผ่านด่านตรวจ (เรียก ผนบบ้านหล่อ) พลตระเวนก็ปล่อยให้ผ่านไปไม่ตรวจค้น ได้เขียนกลอนวรรคหนึ่งว่า “พอเห็นหน้าเขาก็ขามด้วยเคยกลัว”

แต่ที่แท้ผมคิดผิด เพราะเขาเวทนาผู้น้อยที่มีเวลาเหลือไม่มาก และใกล้เป็นโครงกระดูกบ้านเชียง

ฉะนั้น เพื่อตอบสนองความเมตตาที่ไม่เก็บค่าเข้าชม จะเสนอความคิดความเห็นโดยไม่จำเป็นต้องเก็บไปพิจารณาให้เสียเวลาผู้บริหาร ดังต่อไปนี้

ยังอยู่ใต้อาณานิคม

อายุวัฒนธรรมบ้านเชียง ยังมีปัญหา เพราะกรมศิลปากรกำหนดไว้สูงมากราว 5,600 ปีมาแล้ว แต่นักโบราณคดีนานาชาติส่วนมากขัดแย้งว่าไม่เก่าถึงขนาดนั้น
สติปัญญาของผมไม่บังอาจโต้แย้งแสดงความเห็นทางวิชาการ แต่ถ้าต้องพูดถึงอายุวัฒนธรรมบ้านเชียง จะหยุดไว้ที่โดยเฉลี่ย 3,000 ปีมาแล้ว
การจัดแสดงโดยรวมในพิพิธภัณฑ์บ้านเชียง ยังบอกได้ไม่ถนัด เพราะยังไม่เสร็จทั้งหมด ผมเห็นมีลังโบราณวัตถุกองไว้หลายห้อง เหมือนรอเปิดเอาของออกจัดแสดง

Advertisement

แต่โดยทั่วไปของกรมศิลปากร สื่อสารกับคนทั่วไปไม่ได้ และไม่ตอบโจทย์ภาพรวมของประวัติศาสตร์ไทยและภูมิภาคสุวรรณภูมิ แผ่นดินใหญ่อุษาคเนย์
ที่สำคัญคือต้องตอบคำถามเพื่อบอกความเป็นมาของคนและวัฒนธรรมในอดีต (ราว 3,000 ปีมาแล้ว) และปัจจุบัน (ชาวพวน) ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับประวัติศาสตร์ผู้คนและดินแดนในประเทศไทย เช่น วัฒนธรรมสำริดเป็นต้นทางหล่อพระพุทธรูปสำริดยุคสุโขทัย ฯลฯ
แก้ไขลำบาก เพราะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างเกี่ยวข้องกับระบบการเมืองการปกครองที่เป็นมรดกตกทอดจากยุคอาณานิคม ทำให้การศึกษาประวัติศาสตร์โบราณคดีและการจัดพิพิธภัณฑ์ของไทย ยังไม่พ้นวิธีคิดและวิธีทำแบบอาณานิคม ในขณะที่สากลโลกก้าวหน้าไปไกลมากแล้ว

มากไป

สิ่งที่มากไปในการจัดแสดงของพิพิธภัณฑ์บ้านเชียงมีหลายอย่าง แต่จะยกแค่ 2 อย่าง ดังนี้
1. ให้ความสำคัญมากไปในการจัดแสดงการดำเนินงานทางโบราณคดี และการปฏิบัติทางโบราณคดีที่บ้านเชียง
เรื่องอย่างนี้ควรเลือกจัดแสดงเฉพาะที่สำคัญจริงๆ นิดๆ หน่อยๆ ไม่มากนัก ถ้าจะมีรายละเอียดมากควรบันทึกไว้ในเอกสารต่างหาก หรือในหนังสือนำชม แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ควรให้ความสำคัญมากไป
2. ให้ความสำคัญมากไปในเรื่องเทคนิคทางโบราณคดี เช่น การขุดค้น, ชั้นดิน ฯลฯ
เรื่องอย่างนี้ถ้าจะมีก็ควรอยู่ในหนังสือวิชาการต่างหาก หรือในหนังสือนำชม ไม่ควรเน้นในห้องจัดแสดง
วิธีคิดและวิธีทำเพื่ออวดเทคนิคทางโบราณคดี โดยให้ความสำคัญการทำงานเทคนิคของนักโบราณคดี จนกลายเป็นเทคนิเชียน ไม่สกอลลาร์ จนเป็นแบบแผนการจัดแสดงที่อื่นๆ เช่น นิทรรศการพิเศษเรื่อง คนแรกเริ่มบนแผ่นดินเรา ในพิพิธภัณฑ์ที่กรุงเทพฯ ขณะนี้
ชาวบ้านทั่วไปไม่อยากดู (ข้าราชการกรมศิลปากรที่ไม่ใช่นักโบราณคดีก็ไม่อยากดู) เพราะดูไม่รู้เรื่อง จึงเหมาะสำหรับดูกันเองในหมู่นักโบราณคดีด้วยกัน

น้อยไป

คำถามพื้นๆ ในใจของคนทั่วไปเมื่อเข้าดูบ้านเชียง แต่ไม่มีคำอธิบาย หรือมีน้อยไปจนไม่มีรู้เรื่อง มีตัวอย่างดังนี้
(1.) โครงกระดูกที่ฝังดินเหล่านั้นเป็นใคร? มาจากไหน? เป็นคนไทยหรือเปล่า? ฯลฯ (2.) เป็นอะไรตาย? (3.) พิธีศพทำยังไง? (4.) ทำไมต้องมีของใช้ ฝังรวมด้วยกับศพ เช่น หม้อ, กำไลสำริด ฯลฯ (5.) หม้อเขียนสีไว้หุงข้าว หรือต้มแกงได้ไหม? (6.) ลายเป็นขดๆ วงๆ คืออะไร? ทำไมต้องเขียนอย่างนั้น? (7.) ฝังศพที่ไหน? ป่าช้าหรืออะไร? (8.) อาหารการกินแบบไหน? ไทยหรือลาว? (9.) กินขี้ปี้นอนยังไง? ฯลฯ

คำอธิบายไม่ใช่เล็คเชอร์ จึงต้องใช้ภาษาสั้นๆ ง่ายๆ บ้านๆ ไม่วิชาการ ฟ้อนต์อักษรต้องโปร่ง อ่านง่าย ตรงไปตรงมา ไม่ซิกแซ็ก พ้อยต์อักษรต้องโตและหนากว่าปกติ

หมาบ้านเชียง

หมา

ขณะดูกระดูกหมาที่ขุดพบในหลุมศพบ้านเชียง แล้วอ่านคำอธิบายว่าหมาเป็นสัตว์เลี้ยงใกล้ชิดมนุษย์ คนจึงเอาหมาฝังไปด้วย

ยืนดูแล้วสงสัยในใจคนเดียวว่า วัว ควาย ไก่ ฯลฯ ก็เป็นสัตว์เลี้ยง ไฉนไม่ฝังลงไปบ้าง?

ผมคิดว่าหมาเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่คนเชื่อว่าเป็นผู้ให้กำเนิดมนุษย์ จึงมีภาพเขียนสีรูปหมา เหมือนที่เขาจันทน์งาม อ. สีคิ้ว จ. นครราชสีมา

แต่บางชุมชนเชื่อว่าหมานำพันธุ์ข้าวให้มนุษย์ปลูกกิน จึงเขียนสีรูปหมาบนหน้าผาเป็นรูปหมาลอยลงจากข้างบนคือฟ้า เช่น ที่ภูปลาร้า จ. อุทัยธานี แล้วพบมากที่มณฑลกวางสีในจีน

เรื่องนี้ผมเคยเขียนอธิบายไว้หลายหนหลายแห่งนานแล้ว คงไม่ต้องเสียเวลาอีก

คนบ้านเชียง01

คนบ้านเชียง02

คนบ้านเชียง03

คนบ้านเชียง04

คนบ้านเชียง04

คน

ทันใดนั้นมีชายกับหญิงเดินเข้ามาในห้องแสดงเหมือนจะดูการจัดแสดงเรื่องบ้านเชียง

หญิงเดินดู ชายเดินตามหญิง แต่ไม่ดู เพราะพูดโทรศัพท์เสียงดังลั่นห้องขณะเดินไปด้วย

ผมโผล่หน้าไปให้เขาเห็น คิดว่าเขาจะเกรงใจเลิกพูดโทรศัพท์ แต่ไม่ใช่ เขาไม่เกรงใจใครเลย เพราะในห้องไม่ได้มีผมคนเดียว ยังมีคนอื่นๆ กับนักเรียนนักศึกษาเป็นกลุ่มๆ อยู่ด้วยหลายคน

เวรทำกรรมแต่งเสียจริงๆ ผู้ชายคนนั้นพูดโทรศัพท์แนบหูตลอดทางที่เดินตามผู้หญิงแวะทุกตู้ ดูทุกห้อง จนสิ้นสุดห้องแสดง แล้วออกไปนอกห้องก็เลิกพูดโทรศัพท์ เอากะมันซี่

สำเนียงพูดโทรศัพท์ไม่ลาว ไม่อีสาน ไม่เหนือ ไม่กลาง และไม่กรุงเทพฯ ผมนึกไม่ออกว่าสำเนียงอะไร? ถ้าไม่อยากดูพิพิธภัณฑ์ แล้วเสือกเข้าไปกวนประสาทคนอื่นทำไม?

แต่คิดไปอีกที ยังดีที่เขาไม่เป่านกหวีดในพิพิธภัณฑ์บ้านเชียง

หนังสือนำชมพิพิธภัณฑ์บ้านเชียง แต่ซื้อไม่ได้ เพราะคนขายพักเที่ยง
หนังสือนำชมพิพิธภัณฑ์บ้านเชียง แต่ซื้อไม่ได้ เพราะคนขายพักเที่ยง